เพราะทุกคนมีความพิเศษ: ตรวจสอบความฉลาด 9 ด้านในตัวเอง
“ความสามารถพิเศษของคุณคืออะไร”
หนึ่งในกรรมการสัมภาษณ์งานถามวิจิตร ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง แต่วิจิตรกลับรู้สึกอึดอัดและไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี เพราะวิจิตรก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองนั้นเก่งหรือถนัดอะไรเป็นพิเศษจริง ๆ แม้ว่าเขาจะเตรียมตัวเกี่ยวกับการตอบคำถามสัมภาษณ์งานมาแล้วก็ตาม

เชื่อว่าหลาย ๆ คนเองก็คงมีปัญหาเดียวกันกับวิจิตร จนถึงกับน้อยเนื้อต่ำใจเวลาที่เห็นคนอื่นเก่งด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เรากลับไม่เก่งในสิ่งใดเลย JobThai อยากบอกว่าเราทุกคนต่างก็เกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่แตกต่างกันเพื่อที่จะช่วยเติมสีสันให้กับโลกไปคนละแบบ ทุกคนล้วนมี “ความฉลาด” และความพิเศษที่สามารถเอามาเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานได้

ศาสตราจารย์ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้เสนอทฤษฎี “พหุปัญญา (Multiple Intelligences)” ซึ่งกล่าวถึงความหลากหลายของสิ่งที่เรียกว่า “ความฉลาด” โดยศาสตราจารย์การ์ดเนอร์ได้เสนอว่ามีความฉลาดถึง 9 แบบ จึงสบายใจได้ว่าเราน่าจะมีความสามารถไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งแน่นอน ส่วนทักษะทั้ง 9 ด้านจะมีอะไรบ้าง เราขออาสาแนะนำและพาทุกท่านไปลองตรวจสอบกันดู

ทักษะที่ 1 : อัจฉริยะด้านการใช้ตรรกะและการคำนวณ (Logical-Mathematical Intelligence)

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าตนเองไม่ชอบหรือไม่ถนัดวิชาทางด้านการคำนวณ เช่น คณิตศาสตร์ เคมี หรือฟิสิกส์ ทำให้รู้สึกว่าคนที่ทำคะแนนในวิชาเหล่านี้ได้ดีนั้นเป็นคนฉลาด ก็ต้องยอมรับว่าความฉลาดเรื่องการคำนวณก็ถือว่าเป็นความฉลาดในด้านหนึ่ง

แต่ว่าความฉลาดในด้านนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการคิดเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังรวมไปถึงเรื่องการเป็นคนที่มีเหตุมีผล สามารถวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นตรรกะ เช่น เวลาที่เราไปซื้อของแล้วเราเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในมือ เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจก็ถือว่าเราใช้ตรรกะแล้ว แม้เราอาจจะไม่ได้ถนัดเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ แต่เชื่อว่าทุกคนต่างก็มีความฉลาดในด้านนี้ไม่มากก็น้อย

ทักษะที่ 2 : อัจฉริยะด้านการใช้ภาษา (Linguistic Intelligence)

เมื่อพูดถึงความฉลาดทางด้านภาษาหลายคนมักจะนึกไปถึงคนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี หรือยิ่งกว่านั้นคือคนที่สามารถพูดภาษาที่ 3 ที่ 4 หรือที่ 5 ได้อีก ก็ถือว่าบุคคลเหล่านี้มีความสามารถน่าประทับใจ

แต่ความฉลาดด้านการใช้ภาษานั้นไม่ได้หมายถึงเรื่องการเรียนรู้ภาษาอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว ยังหมายรวมไปถึงการใช้ภาษาแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจความหมายของคำต่าง ๆ การใช้ภาษาอย่างรู้กาละเทศะ การอ่านหนังสืออย่างแตกฉาน การเขียนและการพูดที่ถ่ายทอดความรู้สึกให้ผู้อื่นเข้าใจสิ่งที่เรารู้สึกได้ หรือแม้แต่อวัจนภาษาอย่างการใช้มือประกอบการพูด การยิ้มทักทายเพื่อนร่วมงาน ก็ถือเป็นความฉลาดเช่นเดียวกัน

ทักษะที่ 3 : อัจฉริยะด้านการเข้าใจมิติ (Spatial Intelligence)

สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าการวาดรูปทรงกลมในวิชาศิลปะเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน เพราะแค่การวาดวงกลมให้กลมนั้นก็ยากอยู่แล้ว แต่ยังต้องวาดทรงกลมซึ่งต้องเติมแสงและเงาให้กับรูปอย่างถูกต้องด้วย คนดูถึงจะรู้ว่าเป็นทรงกลม หรือข้อสอบความถนัดทางเชาว์ปัญญา (Aptitude Test) ที่มักจะถามว่ามีลูกเต๋าคลี่อยู่หากพับเป็นทรง 4 เหลี่ยมแล้ว รูปใดเป็นไปไม่ได้ หรือกุญแจข้อใดต่อไปนี้จะเข้าคู่กับรูปที่อยู่ในโจทย์ แบบที่มักจะพบในข้อสอบวิชา Drawing ของวิศวกรรมศาสตร์ และของสถาปัตยกรรมศาสตร์ บางคนอาจจะรู้สึกว่าเราคงไม่มีความฉลาดทางด้านนี้แล้ว

แต่เคยสอบใบขับขี่แล้วต้องดึงเชือกเพื่อให้บาร์สองแท่งมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน หรือปากระดาษลงถังขยะแล้วต้องกะระยะทางไหม จริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความฉลาดในการมองอะไรเป็นภาพ 3 มิตินั่นเอง ซึ่งเชื่อว่าในชีวิตประจำวันแล้วทุกคนก็คงจะต้องได้ใช้ความฉลาดด้านนี้อยู่


ทักษะที่ 4 : อัจฉริยะด้านการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)

ความฉลาดทางด้านธรรมชาติบางคนก็อาจจะให้ความสนใจเป็นพิเศษชนิดที่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นแมงหรือแมลง มีชื่อเรียกว่าอะไร ไม่เพียงเท่านั้นยังรู้อีกด้วยว่ามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ชื่อว่าอะไร นอกจากนี้ยังมีคนรักนกซึ่งรู้จักนกทุกสายพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพันธุ์และดอกไม้ก็สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างพืชเมืองร้อนกับพืชเมืองหนาวออก ทราบไปถึงวิธีการปลูก การเลี้ยงดูและการขยายสายพันธุ์ รวมทั้งผู้ที่มีความรู้ด้าน ธรณีวิทยา และเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

แต่ว่าเราอาจจะไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญถึงขั้นนักวิชาการ เพียงแต่หากเราเป็นคนรักสัตว์ เราก็จะพอเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์ที่เราเลี้ยง หรือหากเราปลูกต้นไม้แล้วเราสามารถดูแลให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี นี่ก็นับได้ว่าเราพอจะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติแล้ว

ทักษะที่ 5 : อัจฉริยะด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily-Kinesthetic Intelligence)

หัวใจของความฉลาดทางด้านนี้คือการใช้ร่างกายให้เกิดประโยชน์สูงสุด การควบคุมร่างกายให้เป็นไปตามที่เราต้องการ เช่น หากเราต้องการวิ่งมาราธอนก็สามารถวิ่งได้อย่างไม่เหนื่อยล้ามากนัก ดังจะเห็นได้จากนักกีฬา หรือนักเต้นลีลาศที่ต้องใช้ทักษะด้านการควบคุม การทรงตัว การเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย และการเข้าใจเรื่องเวลา (Timing) ด้วย

เราอาจจะไม่ต้องแข็งแรงถึงขั้นเป็นนักยกน้ำหนักแต่เราก็พอที่จะยกของไหว เคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่ว และสามารถบริหารเวลาได้ดี ตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก สามารถเข้างานได้ตรงเวลา แบ่งเวลาไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถส่งงานได้ตรงตามกำหนดก็อาจจะนับได้ว่าเรามีไหวพริบในทางนี้
ทักษะที่ 6 : อัจฉริยะด้านดนตรี (Musical Intelligence)

หลายคนเกิดมาพร้อมกับทักษะด้านดนตรี ประมาณว่าตั้งแต่เด็กก็เริ่มเล่นดนตรี แล้วก็สามารถเล่นได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสาย เครื่องดีด เครื่องตี คือเรียกได้ว่าถ้าได้จับเครื่องดนตรีชิ้นใดก็สามารถเล่นออกมาเป็นเพลงได้เลย นอกจากจะเชี่ยวชาญในการใช้งานแล้วยังสามารถแต่งเพลง รังสรรค์ทำนองได้อีกด้วย
สำหรับคนที่รู้สึกว่าเราไม่ถนัดในเรื่องของการเล่นดนตรีเลย เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงที่จะชอบฟังเพลงกันอยู่บ้างใช่ไหม ซึ่งเมื่อเราฟังเพลงแล้วเราเริ่มร้องตามได้ จับจังหวะถูก สามารถปรบมือตามเสียงดนตรี แยกประเภทของดนตรีได้ หรือโยกตัวอย่างเป็นจังหวะเวลาที่ไปดูคอนเสิร์ต ก็ล้วนแต่เป็นความฉลาดในการเข้าใจจังหวะและดนตรีแล้ว

ทักษะที่ 7 : อัจฉริยะด้านการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence)

ความฉลาดในด้านมนุษยสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเราต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ความฉลาดในด้านนี้หมายถึงการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเป็นอย่างดี เข้าใจการกระทำและแรงจูงใจรวมทั้งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วย สิ่งเหล่านี้อาจจะเรียกรวม ๆ ว่าเป็น “ทักษะการเข้าสังคม” ก็ว่าได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบในเรื่องของการพูดคุยกับผู้อื่น การถกเถียงเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งการแนะนำผู้อื่นเกี่ยวกับปัญหาที่เขากำลังประสบพบเจอ หากเราช่วยเขาได้ในเรื่องเหล่านี้ เราก็เป็นหนึ่งในคนฉลาดทางด้านการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแล้ว

ทักษะที่ 8 : อัจฉริยะด้านการเข้าใจตัวเอง (Intrapersonal Intelligence)

สำหรับบางคนอาจจะเป็นคนขี้อาย รู้สึกว่าการเข้าสังคมเป็นเรื่องลำบาก อันที่จริงการที่เราเป็นคนที่เข้าใจตัวเอง มีสติและรู้ตัวอยู่ทุกขณะ รู้ว่าตัวเราต้องการเรียนคณะอะไร จบมาแล้วจะทำงานอะไร หาหนทางที่จะได้ทำงานในสิ่งที่ตนรัก และรู้ตัวว่าเป้าหมายในชีวิตของตัวเองนั้นคืออะไร สามารถเดินทางตามแผนที่วางไว้ได้อย่างชัดเจน ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา นี่ก็เป็นความฉลาดเช่นเดียวกัน

ทักษะที่ 9 : อัจฉริยะด้านการเข้าใจการมีชีวิตอยู่ (Existential Intelligence)

หากคุณรู้สึกว่าที่กล่าวมาทั้ง 8 ข้อนั้นยังไม่มีฉันเลยแม้แต่ข้อเดียว ให้คุณลองมองกลับมาที่ตัวเองว่าเคยตั้งคำถามเหล่านี้บ้างหรือเปล่า เช่น “มนุษย์เกิดมาทำไมนะ” “อะไรที่ทำให้เรายังคงอยู่บนโลกใบนี้” “ตัวตนที่แท้จริงของเราคือใคร” “ทำอย่างไรฉันจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข” เชื่อหรือไม่ว่าการฝึกตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเองนั้น แม้เราอาจจะไม่ได้คำตอบของคำถามที่ชัดเจน แต่คนที่เคยเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้นในใจ ก็นับว่าเป็นบุคคลที่มีความฉลาดด้าน Existential หรือที่ ภาษาไทยเรียกว่า “อัตถิภาวะ” ซึ่งเป็นความฉลาดด้านการดำรงชีวิตของมนุษย์ ชอบคิดสงสัย ตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ทำไมต้องมีการเกิดและการตาย การตั้งคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าความฉลาดอาจจะไม่ได้มีด้านเดียวอย่างที่เราเข้าใจกันว่า ต้องเป็นคนเรียนเก่งมีผลการเรียนดี หรือทำงานเก่ง มีผลงานโดดเด่นเท่านั้น ถึงจะเป็นคนฉลาด แต่ความฉลาดนั้นมีหลากหลายรูปแบบซึ่งแต่ละคนก็มีความฉลาดในแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน เรื่องนั้นมีมาก เรื่องนี้มีน้อยปะปนกันไป สิ่งเหล่านี้เกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ที่สำคัญอย่าลืมว่าทักษะทุกอย่างนั้น เราทุกคนสามารถฝึกฝนให้เก่งขึ้นได้และต่างก็เป็นทักษะที่เอื้อกับการทำงานด้วยอีกด้วย


JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

ที่มา :

niu.edu

skyview.vansd.org 
SHARE
Writer
Kindness
Teacher
Why? การถาม ทำไม? จะทำให้เราไม่หยุดอยู่กับที่ ทำให้เราปฏิเสธสิ่งที่มันเป็นอยู่ ทำให้เราไม่ทนอยู่กับสภาพเดิม แต่เปิดกว้างให้กับวิธีหรือแนวทางใหม่ๆ ทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้น What if? การถาม สมมติว่า? ช่วยให้เราคิดหาไอเดียใหม่ๆ ถึงมันจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ แต่มันจะทำให้หลุดจากกรอบเดิมๆ ทำให้เราผสมผสานไอเดียหลายอย่างเข้าด้วยกัน

Comments