SUNLIGHT (Yujin x Wonyoung) - 9
.
.
.
.
.
โอซาก้า , ประเทศญี่ปุ่น
บ้านโอชิโทริ

รถยนต์คันใหญ่สีดำสามคันเรียงกันเข้าบริเวณบ้านโอชิโทริ หลังจากไปรับนายหญิงที่เปรียบเหมือนประมุขใหญ่ของตระกูลโอชิโทริในตอนนี้ รถทั้งสามคันจอดสนิทหน้าประตูบ้านทรงญี่ปุ่นแบบโบราณเหมือนเรียวกัง

นามิ และ มิโกะ ที่นั่งรถคันสุดท้ายรีบลงมาจากรถรอนายหญิงหน้าบ้าน รวมถึงชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ลูกน้องคนสนิท ยามะ ที่นั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับเดินลงมาเปิดประตูรถ ร่างบางก้าวลงจากรถ เธอชินกับการดูแลปรนนิบัติจากคนของตระกูลนี้แล้ว เธอกวาดสายตามองรอบๆบ้านครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าลึกๆแแล้วเดินเข้าบ้าน

ยามะก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตากับนามิและมิโกะ นายหญิงของพวกเขาสง่างามสมกับเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลผู้มีอิทธิพลใหญ่แห่งเมืองท่าอย่างโอซาก้า ถึงแม้ภายในจะอ่อนแอ อ่อนไหวเพียงใดแต่ต่อหน้าผู้คนมากมาย รวมถึงคนใต้บังคับบัญชาเธอจะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด

ทันทีที่เลื่อนประตูบานเลื่อนโชจิปิดลง วอนยองถอนหายใจ เดินไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ในห้อง เธอมองไปรอบๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ที่ๆที่เคยมียูจินอยู่ นี่คือเหตุผลที่เธอไม่สามารถอยู่ญี่ปุ่นได้นาน เธอทิ้งกระเป๋าของเธอไว้ในห้อง เดินไปเปลี่ยนชุด

เธอเลือกใส่ชุดยูกาตะสีชมพูลายดอกซากุระที่ยูจินเคยซื้อให้ เขามักจะบอกเสมอว่าเขาชอบให้เธอแต่งกายประจำชาติเขาเวลาอยู่บ้าน มันทำให้บ้านเป็นเหมือนบ้าน หลังจากเปลี่ยนชุดแล้วเธอเดินลงไปที่ห้องบรรพบุรุษ ที่มีรูปของประมุขโอชิโทริจากรุ่นสู่รุ่น และรูปสุดท้าย โอชิโทริ ยูตะ

วอนยองนั่งลงบนฟูกรองนั่งเธอทำความเคารพบรรพบุรุษรวมถึงสามีเธอด้วยเช่นกัน แล้วนั่งมองรูปของยูตะอยู่อย่างนั้น ภาพของผู้หญิงคนที่เธอเจอที่โรงพยาบาลแว๊บเข้ามาในความคิดเธออีกครั้ง

“คุณยังอยู่ข้างๆชั้นใช่มั๊ย ชั้นแค่คิดถึงคุณจนคิดว่าเขาคือคุณใช่มั๊ยยูจิน”

เธอนั่งปล่อยตัวเองจมอยู่กับความคิดจนเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอถึงได้หลุดออกจากห้วงความคิด เป็นยามะที่มาบอกเธอให้รู้ว่าไคโตะมาถึงแล้ว และอาหารก็พร้อมแล้วเช่นกัน เธอจึงหันกลับไปก้มคำนับบรรพบุรุษอีกครั้งแล้วออกไปทำหน้าที่นายหญิงของโอชิโทริต่อ
.
.
.
.
.
.
หลังจากคุยหารือกันกับไคโตะเรื่องกิจการของโอชิโทริที่ต้องการขยายพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าจากหลายประเทศที่ทำร่วมกันอยู่จบก็ดึกเสียแล้ว นามิเตรียมน้ำอุ่นและจัดเตรียมที่นอนไว้ให้เรียบร้อย

วอนยองขึ้นชั้นบนเตรียมเข้านอน วันนี้เหนื่อยล้ามาทั้งวันทั้งจากการเดินทางและเรื่องงาน พอจะทิ้งตัวลงนอนเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

ดึกดื่นขนาดนี้ใครโทรมากันนะ

ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋า เป็นมินจูนี่เองที่โทรมา วอนยองคุยโทรศัพท์ไม่นานก็วาง อาจเป็นเพราะดึกแล้วมินจูเลยไม่ได้ชวนคุยมากแค่โทรมาบอกว่าเธอมาญี่ปุ่นเพราะเรื่องงาน และรู้ว่าวอนยองอยู่นี่ เลยกะว่าอาจจะหาเวลาสักวันไปทานข้าวกัน วอนยองยินดีและชวนเพื่อนสาวมาทานที่บ้าน เธอออกปากว่าอาหารที่นี่อร่อยรับรองว่าเพื่อนสาวเธอต้องติดใจ

“ช่วงนี้มีงานเทศกาลชมดอกซากุระ เราว่าจะไปเดินเล่นเสียหน่อย”

คำพูดของมินจูยังวนอยู่ในหัวเธอทำให้หวนนึกถึงเมื่อครั้งปีก่อนที่ยูจินพาเธอไปงานเทศกาลชมดอกซากุระโดยไปเป็นการส่วนตัว มีแค่เธอ เขา และ โฮชิกับยามะเท่านั้น ไม่มีบอดี้การ์ดรายล้อม ไม่มีคนจับสังเกต ใช้เวลาเหมือนคนรักปกติ แค่นึกถึงตอนที่เธอมีความสุขก็นึกอิจฉาตัวเองในตอนนั้นที่มีเขาข้างกาย

พรุ่งนี้ตอนบ่ายก็ไม่ได้มีอะไรต้องทำ ไปเที่ยวชมซากุระอีกสักครั้ง ก็คงดี
.
.
.
.
.
.
“ไม่ได้นะครับนายหญิง ยังไงก็ต้องมีคนคอยคุ้มกัน”
ยามะเบิกตาโพล่งเมื่อได้ยินความตั้งใจที่จะไปชมดอกซากุระเพียงลำพังจากนายหญิง เขารีบค้านทันที

“โถ่ ยามะ มันไม่มีอะไรหรอก คนออกจะเยอะแยะ ยามะเองก็ไปกับชั้น”
ร่างบางขมวดคิ้ว เธอไม่อยากให้มีผู้ติดตามไปด้วยมันน่าอึดอัดจะตาย มีแค่ยามะก็พอแล้ว

“แต่ว่า..”

“หรือยามะคุงคิดว่าไม่สามารถปกป้องชั้นได้?”
วอนยองพูดแทรกไม่ปล่อยให้ยามะได้แย้ง สุดท้ายชายหนุ่มร่างสูงก็ต้องยอมโดยดี เขาก้มหัวเล็กน้อยแล้วหมุนตัวไปเตรียมรถ

วอนยองแวะไปที่ห้องบรรพบุรุษยืนมองรูปนายใหญ่คนสุดท้าย ยิ้มบางๆให้กับรูป ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าในรูปเบาๆ

“แล้วชั้นจะเก็บดอกซากุระปีนี้มาฝากคุณนะ พระอาทิตย์ของชั้น”
.
.
.
.
.
.
วอนยองเดินตามทางเรียบยาวของสวนสาธารณะเคมะ ซากุระโนมิยะ ที่ตลอดทางขนาบริมแม่น้ำโอกาวะ มีต้นซากุระเรียงยาวตลอด ดอกซากุระบานสะพรั่งเต็มต้น ปลายทางคือสะพานเทมมาบาชิ ฝั่งสวนเคมะฯ คนไม่มากเท่าสวนนากาโนชิมะที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ฝั่งนู้นจะเป็นที่นิยมกว่า

แต่เมื่อครั้งยูจินพาเธอมา เขาบอกว่า เขาไม่ชอบคนเยอะ มันวุ่นวาย ที่นี่เงียบสงบกว่า ดอกซากุระก็มีเยอะกว่า และที่สำคัญคนข้างๆเขางามยิ่งกว่าดอกซากุระนั่นเสียอีก เธอก็คิดว่าทุกอย่างมันก็ดีหมดแหละถ้ามีเขาคอยกุมมือเธอ

วอนยองเดินมาสุดทางถึงสะพานเทมมาบาชิ โดยมียามะเดินตามหลัง ฟ้าเริ่มมืดแล้วเมื่อเวลาพบค่ำ ยามะยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาหกโมงกว่าแล้ว เลยเวลาทานมื้อเย็นเสียแล้ว คงต้องรีบพานายหญิงกลับบ้าน

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังดูนาฬิกาอยู่มีรถตู้สีดำวิ่งมาจอดเทียบขนาบใกล้ๆกับที่วอนยองยืนอยู่ ประตูรถตูถูกเปิดออก ชายหนุ่มสามคนลงมาจากรถกระชากวอนยองหมายจะดึงขึ้นรถ ไวเท่าความคิด ยามะรีบวิ่งเข้าไปถีบหนึ่งให้สามคนแล้วเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ชายอีกคน

ส่วนร่างบางที่ถูกดึงหวีดร้องด้วยความตกใจ พยายามยื้อดึงตัวเธอไม่ให้ไปตามแรงดึง อีกมือทุบมือที่ดึงแขนเธอจนหลุดจากการจับไว้ได้ เธอถอยออกไปแต่ยังไม่วิ่งหนีไปไหน เพราะยามะยังคงสู้กับสามคนนั่นอยู่

“หนีไปก่อนครับนายหญิง ไปในที่คนเยอะๆ ให้คนช่วย”
ยามะทั้งต่อย ทั้งเตะ สู้อีกสามคนไม่ให้ใครได้ไปถึงตัวนายหญิงของเขา เวลาค่ำแล้วคนไม่ค่อยพลุกพล่านบริเวณนี้

ชายทั้งสามคน ดึงมีดสั้นออกมาหวังจะแทงยามะจะได้รีบพาตัวนายหญิงแห่งโอชิโทริไป ยามะสู้สามคนด้วยมือเปล่า วอนยองมองหาอะไรก็ได้ที่พอจะเป็นอาวุธ แต่ไม่ทัน ยามะโดนแทงเข้าที่ท้อง

“เห้ยย เหวออออออ”

ผู้หญิงร่างสูงโปร่ง ผมสั้นประบ่า สวมเสื้อฮู้ด กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าผ้าใบขาว เดินมาเห็นพอดีกับจังหวะที่หนึ่งในชายหนุ่มเหวี่ยงร่างยามะไปทางเขาพอดี เขากระโดดหลบ

วอนยองรีบวิ่งหนีไปเมื่อเห็นว่าชายอีกคนเดินตรงมาที่เธอ ร่างโปร่งเห็นชายอีกสองคนถือมีดเดินตรงมาที่ชายหนุ่มอีกคนที่ได้รับบาดเจ็บ

“ถอยไป ไม่ใช่เรื่องของแก อย่าจุ้น”
หนึ่งในสองคนตะโกนไล่ร่างโปร่งที่อยู่ไม่ไกลจากยามะ

ช่วยไม่ได้ล่ะนะ เขาน่ะ ทนเห็นคนไม่มีทางสู้โดนรังแกไม่ได้ซะด้วยสิ

ร่างโปร่งตวัดขาขึ้นเตะข้อมือชายที่เดินเข้ามาใกล้ พออีกคนเห็นเพื่อนตนถูกทำร้ายจึงหันมาหวังจัดการแขกไม่ได้รับเชิญ เพราะข้อมือที่โดนร่างโปร่งเตะอย่างแรงจนคิดว่าข้อมือน่าจะแตกทำให้ไม่สามารถหยิบจับหรือต่อสู้ได้ทำได้เพียงนั่งกุมข้อมือตัวเองด้วยความเจ็บปวด เหลือไว้ให้เพื่อนตัวเองจัดการ แค่ผู้หญิงน่าจะจัดการได้ไม่ยาก

ยามะที่นอนเจ็บกุมท้องตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาตลอด ดวงตาคมหรี่เล็กลงมองคนที่เข้ามาช่วย ท่วงท่า การต่อสู้ที่คุ้นเคย รูปร่างปราดเปรียวนั่นเอง ไม่ผิดแน่ นายน้อย ยิ่งจังหวะหลบมีดทำให้ฮู้ดที่สวมอยู่หลุดลงมา ถึงแม้จะมีแมสปิดส่วนจมูก ปาก เห็นแค่ส่วนตาและหน้าผาก แต่เขาจำได้ดี เพราะโตมาด้วยกัน

“น..นาย..น้อย”

ไม่นานร่างโปร่งที่เข้ามาช่วยก็จัดการชายหนุ่มจนนอนตัวงออยู่ที่พื้น เขารีบกดโทรศัพท์โทรหาตำรวจ รถพยาบาล คนที่ขัอมือแตกรีบวิ่งมาใช้มืออีกข้างลากๆเพื่อนตัวเองขึ้นรถหนีไป

“คุณ เป็นไงบ้าง เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้ว”

“น..นา.นายน้อยย ไปช่วยนายหญิงครับ ได้โปรด..”
ยามะพยายามบอกให้ร่างโปร่งไปช่วยวอนยองที่วิ่งไปอีกทาง ร่างโปร่งมองไปทางที่ร่างบางวิ่งออกไปก่อนหน้านี้

“ด..เดี๋ยว..รถพยาบาลก็มาแล้ว ผม.ม..ไม่เป็นไร ไป..ช่วย..นายหญิงก่อน”
.
.
.
.
.
.
.
.
วอนยองวิ่งออกมา ไม่รู้ว่าต้องหนีไปทางไหน เธอพยายามวิ่งออกไปให้ไกลที่สุด มองหาไฟที่สว่างพอจะมีคนบ้าง แต่ยิ่งวิ่งออกมาเหมือนยิ่งห่างไกล

ช่วงวันหยุดแบบนี้ร้านค้าปิดเร็วกันหมดเมื่อหันไปยังคงเห็นผู้ชายที่วิ่งตามเธอมาอยู่ ช่วยไม่ได้เธอต้องวิ่งเข้าตามซอกตึกแทน หากวิ่งตามถนนแบบนี้อาจจะมีรถของคนฝ่ายนู้นมาดักเธอก็ได้

ร่างบางวิ่งเข้าตามซอย ช่องระหว่างตึก แต่ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนั้นยังไม่ลดละความพยายามไล่ล่าเธอ วอนยองหยุดวิ่งหอบ เธอพยายามสูดลมหายใจเข้า ก้มเอามือยันเข่า

ไม่ไหว เธอวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว

เสียงเท้าหนักๆวิ่งมาใกล้เรื่อยๆ  ร่างบางยังคงหอบอยู่ วิ่งต่อไม่ไหว เธอคงต้องยอมแล้วล่ะ มือเรียวจากมุมตึกคว้าแขนพร้อมดึงเข้าไปในมุมมืดของตึกข้างๆ แขนแกร่งโอบรอบตัวเธอ เธอได้ยินเสียงหอบหายใจของอีกคน เพราะด้านข้างตึกนี่มันมืดมาก มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ลอดมาตามช่องระหว่างตึกสาดส่อง ทำให้เห็นเสี้ยวหน้าของคนที่ช่วยเธอ

อัน ยูจิน

แว๊บแรกในความคิดเธอ เขาหันมาสบตาเธอ ตากลมโตหยีเล็กลงทำให้รู้ว่าภายใต้แมสที่เขาใส่อยู่คงเป็นรอยยิ้มกว้างๆ เหมือนคนที่เธอเจอที่แทจอนมากกว่า

“อยู่เงียบๆแบบนี้แปปนึงนะ เดี๋ยวมันก็ไป”
เสียงกระซิบเบาๆ จากร่างโปร่งทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย อ้อมกอดจากเขาทำให้เธออบอุ่นใจ ร่างบางพยักหน้าตอบเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงไปซบที่ไหล่ของเขา ปล่อยให้เขากอดอยู่แบบนั้น นานกว่านี้ก็ได้ ถ้าอยู่แบบนี้ เธอจะหนีผู้ชายคนนั้นอีกนานกว่านี้ก็ยอม
.
.
.
.
.
.
.
.
“จริงๆเลยยู ชั้นบอกแล้วไงว่าให้ระวังตัว ถ้าเป็นอะไรไปจะทำยังไง”

เสียงดุเจือห่วงใยที่ดังไม่ไกลทำให้ร่างบางรู้สึกตัว เธอกลอกตามองเพดาน ไปจนถึงรอบๆห้องที่อยู่ มันไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นห้องนอน รูปปลาคราฟที่ผนังห้องทำให้เธอรู้ว่าเธอยังอยู่ญี่ปุ่น ถึงแม้บทสนทนาเมื่อครู่จะเป็นภาษาเกาหลีก็ตาม

“ก็ยูรู้ไงว่ายังไงกุระจังก็ต้องรักษายูอยู่ดี กุระจังก็รักษาและให้ชีวิตใหม่ยูนี่นา”

“หึ”

“อ่าา ขอโทษ ต่อไปยูกิซังจะระวังตัวมากกว่านี้นะคะ”

“แล้วอาบน้ำได้ไหมหรือจะให้ชั้นเช็ดตัวให้ แล้วผู้หญิงคนนั้นจะทำยังไง”

“ถ้ากุระจังบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร ก็เดี๋ยวพาเธอกลับบ้านก็ได้ แต่ต้องแน่ใจว่าเธอจะปลอดภัย”

“อื้อ น่าสงสารนะ ผู้หญิงตัวเล็กๆโดนไล่ล่าแบบนี้”

“เธอสูงกว่ากุระจังนะ เผื่อลืม โอ๊ยๆ อย่าหยิกๆ ยูไปดูเธอหน่อยดีกว่า กุระจังนอนก่อนได้เลยนะ”

บทสนทนาของคนที่อยู่ด้านนอกทำให้เธอต้องนอนฟังอยู่นิ่งๆ จากที่ตอนแรกตั้งใจจะลุกออกไป เขาไม่ใช่ยูจิน ยูจินไม่ใช่คนแบบนี้ เธอบอกกับตัวเองแบบนั้น

ประตูห้องถูกเปิดออกร่างโปร่งค่อยๆปิดให้เบาที่สุดเพราะกลัวคนในห้องตื่น แต่พอหมุนตัวกลับมา คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย

“ตื่นแล้วหรอ เป็นไงบ้าง”
ร่างโปร่งเดินมานั่งบนเตียงข้างๆ ร่างบางค่อยๆลุกขึ้นนั่ง

“ก็ดีมั๊งคะ ขอบคุณที่ช่วยชั้น”
ร่างโปร่งยิ้มให้เธอรอยยิ้มที่อบอุ่น มือเรียวยื่นมากุมมือเธอเบาๆ

“เธอไปมีปัญหาอะไรกับพวกนั้น ทำไมต้องทำร้ายกันถึงขั้นจะเอาชีวิต”
น้ำเสียงเป็นห่วงนี่ทำให้น้ำตาที่ร่างบางพยายามกลั้นเอ่อล้นออกมา เธอเห็นผ้าพันแผลที่แขนเหนือข้อมือขึ้นมานิดหน่อย คงเกิดจากการช่วยเธอ

“เห้ยย  อย่าร้องไห้ ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แต่อย่าร้องไห้ นะ ขอร้อง”
ร่างโปร่งบีบมือเธอเบาๆ ร่างบางรีบปาดน้ำตาออกแล้วขอโทษเขา เขาปล่อยให้เธอพักผ่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยกันก็ได้ ส่วนเรื่องยามะพรุ่งนี้เขาบอกว่าจะติดต่อที่โรงพยาบาลให้ แต่ร่างบางบอกว่าคุยทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องแอบไปเจอตัว เธอรู้ว่ายังไงทางนั้นก็ต้องดักฟังทางโทรศัพท์

พวกโคซามุ
.
.
.
.

-------------------------------------------

มันมาแล้ววว โคซามุอ่านะคะ

สำหรับนายหญิงนี่ ยามะกับมินจูยังจำเป็นอยู่มั๊ยคะ????

นางเอกเรื่องนี้วิ่งเหนื่อยมาก ได้เจอกันอีกครั้งแล้วนะคะ

เอาล่ะค่ะ นายหญิง ไอจังจะทำไงต่อล่ะคะ

ในนี้มีคนอ่านแต่ sunlight ไม่ได้อ่าน moonlight ด้วยใช่มั๊ยคะ

เราอยากรู้ว่าแบบอ่านทั้งสองเรื่องไปด้วยกัน กับอ่านแค่sunlight มันสมูทมั๊ย
SHARE
Written in this book
Light Of Love

Comments

BlackSunDae
1 year ago
อ่านสองเรื่องด้วยกันก็โอเคนะฮะ
Reply
BlackSunDae
1 year ago
อ่านสองเรื่องด้วยกันก็โอเคนะฮะ
Reply