MOONLIGHT (Yujin x Sakura) - 5
.
.
.
.
.
สามวันแล้วที่คุณหมอตัวเล็กไม่แวะเวียนมาที่แผนกเด็กจนพยาบาลเองก็แปลกใจ ส่วนคุณหมอเด็กก็เงียบไม่ค่อยยิ้ม เธอจะยิ้มก็แค่ตอนตรวจที่ต้องยิ้มสวยๆให้กับเด็กน้อยที่ต้องรับการตรวจ แบบนี้หรือเปล่า ที่เขาใช้คำว่า ‘คิดถึง’ กัน คุณหมอสาวถอนหายใจวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก วิญญาณคุณหมอจูริอยู่ในร่างหรือป่าวคะ”

ซากุระแวะมาหาเพื่อนสาวจะชวนไปทานข้าว เธอไม่อยากไปกับหมอคังสองคน  แต่เมื่อมาถึงแผนกเด็กเหล่าพยาบาลก็รีบฟ้องทันทีว่าหมอจูริซึมไปมาก ไหนจะหมอเยนาไม่มาที่แผนกนี่อีก ทั้งคู่ทะเลาะกันหรือเปล่า

ซากุระเลี่ยงที่จะตอบบอกเพียงไม่รู้ว่าจูริซึมเพราะอะไร อาจจะเครียด แต่เยนาไม่มาเพราะลาต่างหาก พยาบาลสาวถึงพยักหน้ากันอย่างเข้าใจ

“ทำไมย่ะ”
จูริปรับสีหน้าให้ดูปกติ พร้อมถามแกมหยอกเพื่อนเหมือนทุกครั้ง

“ไปกินข้าวกัน ชั้นไม่อยากไปกับหมอคังสองคน”
ซากุระทำเป็นไม่รู้ สังเกตไม่ได้ว่าเพื่อนเป็นอะไร เพื่อให้เพื่อนเธอสบายใจ ไออาการแบบนี้ทำไมเธอจะไม่รู้ล่ะ ก็เธอเคยพยายามตัดใจจากยูกิมาก่อน แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อยู่ดี ไม่มีใครปฏิเสธหัวใจตัวเองได้หรอก

จูริพยักหน้าเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วลุกขึ้นเตรียมออกไปทานข้าวพร้อมเพื่อน ทั้งสามเลือกรับประทานอาหารมื้อเที่ยงในโรงอาหารโรงพยาบาล บรรยากาศในโต๊ะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ออกไปทางอึดอัดเสียมากกว่าเพราะอาการเงียบผิดปกติจากเพื่อนสาวคนสนิท เมื่อทานเสร็จก็มีเคสด่วนเข้ามาทำให้หมอคังรีบขอตัวไปจัดการเคสก่อน เหลือไว้แค่ซากุระกับจูริ

“นี่ ไหวหรือเปล่า ยูกิบอกชั้นเรื่องหมอเยนจะเลิกจีบเธอแล้วนะ”
ซากุระเปิดประเด็นในเวลานี้ เพื่อนเธออาจจะต้องการที่พึ่งเธอพร้อมจะยกไหล่ข้างนึงให้เพื่อนรักเธอได้ซบเพื่อซับน้ำตาได้นะ ในเวลานี้

“อื้อ ดีแล้วล่ะ”
จูริเอ่ยตอบเบาๆ

“ดีจริงหรอ ถ้าดีทำไมหงอยเป็นหมาโดนยาแบบนี้ล่ะ”
ซากุระถอนหายใจ ปากแข็งเสียจริง มาขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู่ตัวอีกหรอว่าตัวเองก็ชอบคุณหมอเยนาไปแล้ว

“ชั้นแค่เหนื่อยอ่ะ ช่วงนี้เหนื่อยมาก เด็กป่วยเยอะ”
จูริตัดบทแล้วรีบขอตัว มีคนไข้รอเธออีกมาก

ซากุระได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจ คงช่วยได้แค่นี้แหละ เอาเวลาไปหาวิธีให้เจ้าแฟนตัวดีมีพาสปอร์ตออกนอกประเทศดีกว่า จะกลับบ้านสัปดาห์หน้านี่แล้ว เจ้าตัวไม่เห็นทุกข์ร้อนเลย ทั้งที่ตอนนี้เหมือนเป็นคนต่างด้าวแท้ๆ
.
.
.
.
.
.
.
“น่า มิโนช่วยยูมันหน่อยสิ”
เยนานั่งๆนอนๆเล่นอยู่ห้องกรรมการบริหาร สุดท้ายก็เลือกใช้วันลาไปกับการเข้าบริษัท อยู่กับพี่ๆน้องๆนี่ก็ดีเหมือนกัน จะเหงาก็แค่ตอนเจ้าพี่ชายนี่ไปประชุมเท่านั้นแหละ

แต่ถ้ามินโฮต้องเข้าประชุม เขาก็ไปหาหัวหน้าฝ่ายโกดังขนส่ง เพื่อนรักก็ได้อยู่ดี ไหนจะน้องสาวคนสนิทอย่างอี้เหรินอีก

แต่ยังไงวันนี้ก็ต้องอ้อนเจ้าพี่ชายให้ช่วยรับรองเรื่องทำพาสปอตขอออกนอกประเทศให้เพื่อนรักให้ได้ เขาอยากให้เพื่อนได้ไปเที่ยวกับแฟนบ้าง ปกติก็บ้างานทั้งคู่อยู่แล้ว

“อ่า เยนาพี่ก็อยากช่วยนะ แต่ว่า”
เยนาเดินตามพี่ชาย ลูกพี่ลูกตัวเองอ้อนขอให้ช่วย แต่อีกฝ่ายอึกอักไม่กล้า

“เยนส่งเรื่องมาให้เลขาพี่เดี๋ยวพี่จัดการให้”
ซูยองลูกสาวคนโตของประธานบริษัท หรือพี่สาวของมินโฮโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้บอกน้องสาว ลูกของอาว่าจะจัดการให้ ทำให้คุณหมอตัวเล็กยิ้มกว้าง วิ่งไปกอดแขนเอาหัวถูๆไหล่เธอทันที

“ยูกิ เป็นคนทำงานดี ฉลาด และเก่ง พี่ไว้ใจเขาเพราะงั้นที่ช่วยไม่ใช่เพราะแกขอ เข้าใจ๋”
พี่สาวตัวสูงดีดหน้าผากน้องสาวตัวเล็กก่อนจะยิ้มให้น้องชายตัวเองแล้วเดินเลี้ยวเข้าห้องประชุม
.
.
.
.
.

เยนา พาอี้เหรินกับยูกิไปทานข้าวที่ร้านที่พ่อเขาเคยพาไปกินใกล้ๆโกดัง ทั้งสามคนสนิทกันมากยิ่งขึ้น ยูกิแอบอมยิ้มทุกครั้งที่เห็นสองพี่น้องดูแลกัน มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่า อี้เหรินชอบเยนา เห็นแต่จะมีแค่เพื่อนรักเขาเนี้ยแหละ ตาถั่ว สมองไม่ทำงาน ไม่รู้จบหมอมาได้ไง

“ถ้าพี่เยนมาออฟฟิศทุกวันก็ดีสิ อี้เบื่อพี่ยูจะแย่”
เด็กสาวตักไอติมใส่ปากยิ้มอารมณ์ดี ก็ไอติมที่เธอกินน่ะเป็นเพราะเจ้าเยนเป็นคนสั่งให้ รู้ใจเสียยิ่งกว่าอะไร

“แหมมม ถีบหัวส่งพี่เลยหรอ วีคหน้าพี่ลา มีเวลาอยู่กับเยนทุกวัน สมใจล่ะสิ”
ยูกิยักคิ้วลิ่วตาล้อคนเด็กกว่า เด็กสาวย่นจมูกส่งสายตาค้อนใส่ ส่วนคนที่ถูกพูดถึงกลับนั่งหัวเราะเฉยๆ
.
.
.
.
.
.
โอซาก้า, ประเทศญี่ปุ่น

ซากุระพายูกิมาที่บ้าน ในตอนแรกร่างโปร่งเกร็งหน่อยๆเมื่อว่าแฟนสาวจะพามาบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงหากเจอครอบครัวของซากุระ แต่พอมาถึงบ้านเงียบสนิท ไร้ซึ่งเงาของคนอยู่อาศัย บ้านที่มีฝุ่นเกาะตามผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์เต็มไปหมด

หลังจากเก็บของทุกอย่างเรียบร้อยซากุระจัดการเอาผ้าคลุมออก สะบัดฝุ่น ทำความสะอาดบ้าน ยูกิช่วยเธอกวาดบ้านถูบ้าน กว่าจะเสร็จก็สามโมงแล้ว ทั้งคู่นั่งกินขนมปังอยู่ที่ชายบ้าน

ซากุระเล่าให้ฟังเรื่องครอบครัวของเธอ พ่อกับแม่เธอเป็นหมอทั้งคู่ บ่อยครั้งที่จะไปเป็นหมออาสาไปตามสถานที่ที่เกิดภัยภิบัติ เพราะญี่ปุ่นเป็นเกาะเกิดภัยภิบัติบ่อยครั้ง ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ พายุ

จนตอนเธอเรียนมหาลัย พ่อกับแม่เธอเดินทางไปเป็นหมออาสาทางตอนเหนือ สุดท้ายเกิดอาฟเตอร์ช็อค แผ่นดินไหวอีกครั้ง พ่อกับแม่เธอตายทั้งคู่ทำให้เธออยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่นั้นมา

พอทำงานได้สองปี เธอก็เริ่มเบื่อประจวบกับจูริเพื่อนสมัยเรียนติดต่อแนะนำเธอให้ไปทำที่โรงพยาบาลที่เกาหลี เธอไม่มีครอบครัวให้ห่วงเพราะงั้นเลยไม่ต้องคิดอะไรเยอะ

ย้ายไปทำงานที่เกาหลี และคนไข้คนแรกของเธอก็คือยูกิ คนที่ตอนนี้เป็นเหมือนครอบครัวคนเดียวของเธอ ยูกิดึงคนข้างกายมาโอบไว้ตอนนี้ซากุระก็เป็นครอบครัว เป็นทุกอย่างของเขาเช่นกัน

ทั้งคู่กินขนมปังจนเริ่มอิ่ม ซากุระบ่นปวดหัว ยูกิเอายาให้แล้วพาเธอไปนอนพัก เป็นเพราะวันนี้ทำนู้นทำนี้เยอะไปหมด เลยอาจจะปวดหัว พักสักหน่อยเดี๋ยวคงดีขึ้น

ยูกิเดินออกจากบ้าน อยากไปเดินเล่นเสียหน่อย อาจจะได้ของกินกลับมาก็ได้เผื่อซากุระตื่นมาแล้วหิว

ร่างโปร่งเดินตามทางเรื่อนจนถึงสวนสาธารณะที่มีต้นซากุระเรียงราย สวย มันสวยจนอยากจะเก็บภาพตรงหน้าไว้ เขาเดินตามทางไปเรื่อยๆ จู่ๆก็มีผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาลแดงมือยกกล้องขึ้นถ่ายรูป กำลังเดินถอยหลังมาจนชนเขา

“อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
หญิงสาวตกใจเผลอขอโทษอีกคนด้วยภาษาบ้านเกิด พอนึกขึ้นได้จึงรีบพูดใหม่อีกทีด้วยภาษาญี่ปุ่น

“ไม่เป็นไรค่ะ”
ร่างโปร่งยิ้มตอบกลับด้วยภาษาเกาหลี

“หืออ พี่ยูตะ!!”
สาวผมแดงเบิกตากว้างตกใจระคนดีใจ โผเข้ากอดจนเขาเซเล็กน้อย ร่างโปร่งงงแต่ก็ยกมือขึ้นตบที่บ่าเธอเบาๆ

“ไม่เจอพี่นานเลย ตั้งแต่เรียนจบ ไม่ติดต่อหามินจูบ้างเลย”
เธอถอยออกปล่อยมือที่กอดเขามากุมมือเขาแทน รอยยิ้มสวยบนใบหน้าทำให้คนเห็นต้องยิ้มตาม

“มินจู??”
เขาทวนชื่อซ้ำ อื้ม ไม่คุ้นชื่อเลยแหะ หรือเธอจะรู้จักเขา เห็นพูดว่าตั้งแต่เรียนจบ เพื่อนสมัยเรียน?

“ใช่ พี่ยูจำมินจูไม่ได้หรออ”
หญิงสาวทำหน้าง้ำงอเล็กๆ แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง จนเห็นรอยบุ๋มเป็นรอยขีดที่โหนกแก้ม

“อ่า ขอโทษที คือชั้.. เอ่อพี่”

“ไม่เป็นไรค่ะ ก็นานแล้วนิ ไม่เห็นต้องขอโทษเลย พี่เป็นคนที่คอยสอนภาษาญี่ปุ่นชั้นไง อ้ะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะทำให้สาวผมแดงต้องขอตัวรับโทรศัพท์ เมื่อวางเสร็จก็บอกว่าต้องรีบไป เลยยัดนามบัตรตัวเองใส่มือเขาแล้วรีบวิ่งออกไป

ร่างโปร่งมองนามบัตรในมือ คิม มินจู หืมม บริษัทเธออยู่แทจอนนิ โลกกลมจริงๆ คงเป็นคนที่รู้จักเขาจริงๆล่ะมั๊ง

เขาเดินดูนามบัตรในมือเดินไปเรื่อยๆจนมาถึงสะพานเทมมาบาชิ ขณะที่กำลังพินิจพิเคราะห์นามบัตรอยู่นั้น จู่ๆก็รู้สึกได้ถึงมีอะไรบางอย่างลอยมาใกล้ๆ ด้วยสัญชาตญาณเขาจึงกระโดดหลบ

“เห้ยย เหวออออออ”
ชายหนุ่มในชุดสูทกำลังโดยชายอีกสามคนรุมทำร้าย ในมือของทั้งสามคนมีมีดสั้นอยู่ อีกมุมหนึ่งมีผู้หญิงร่างสูง หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหน ชายหนุ่มหนึ่งในสามเปลี่ยนทิศหันไปทางผู้หญิงคนนั้นเธอรีบวิ่งไปอีกทาง ส่วนชายอีกสองคนถือมีดเดินตรงมาที่ชายหนุ่มอีกคนที่ได้รับบาดเจ็บ

“ถอยไป ไม่ใช่เรื่องของแก อย่าจุ้น”
หนึ่งในสองคนตะโกนไล่เขาที่อยู่ไม่ไกลจากชายผู้ได้รับบาดเจ็บ

ช่วยไม่ได้ล่ะนะ เขาน่ะ ทนเห็นคนไม่มีทางสู้โดนรังแกไม่ได้ซะด้วยสิ

ร่างโปร่งตวัดขาขึ้นเตะข้อมือชายที่เดินเข้ามาใกล้ พออีกคนเห็นเพื่อนตนถูกทำร้ายจึงหันมาหวังจัดการแขกไม่ได้รับเชิญ เพราะข้อมือที่โดนร่างโปร่งเตะอย่างแรงจนคิดว่าข้อมือน่าจะแตกทำให้ไม่สามารถหยิบจับหรือต่อสู้ได้ทำได้เพียงนั่งกุมข้อมือตัวเองด้วยความเจ็บปวด เหลือไว้ให้เพื่อนตัวเองจัดการ แค่ผู้หญิงน่าจะจัดการได้ไม่ยาก

“น..นาย..น้อย”
เสียงเบาจากชายหนุ่มที่นอนเจ็บกุมท้องตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาตลอด ทำให้ร่างโปร่งชะงักเล็กน้อย ไม่นานร่างโปร่งก็จัดการชายหนุ่มจนนอนตัวงออยู่ที่พื้น เขารีบกดโทรศัพท์โทรหาตำรวจ รถพยาบาล คนที่ขัอมือแตกรีบวิ่งมาใช้มืออีกข้างลากๆเพื่อนตัวเองขึ้นรถหนีไป

“คุณ เป็นไงบ้าง เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้ว”

“น..นา.นายน้อยย ไปช่วยนายหญิงครับ ได้โปรด..”
หนุ่มที่นอนบาดเจ็บอยู่พยายามบอกให้ร่างโปร่งไปช่วยหญิงสาวที่วิ่งไปอีกทาง ร่างโปร่งมองไปทางที่ร่างบางวิ่งออกไปก่อนหน้านี้

“ด..เดี๋ยว..รถพยาบาลก็มาแล้ว ผม.ม..ไม่เป็นไร ไป..ช่วย..นายหญิงก่อน”
ถึงแม้จะไม่เข้าที่ชายหนุ่มเรียกเขาว่านายน้อย แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะถามอะไร เขารีบวิ่งออกไป

หวังว่าจะยังปลอดภัยนะ
.
.
.
.
.
.
ร่างโปร่งเร่งฝีเท้าวิ่งมองซ้ายมองขวา กวาดสายตามองหาหญิงสาวคนคุ้นตาคนนั้น บ้าจริง ทำไมถึงหาไม่เจอกันนะ หรือว่าไอบ้านั่นจับเธอได้แล้ว ร่างโปร่งกำหมัดแน่นทุบขาตัวก่อนจะกัดฟันออกวิ่งอีกครั้ง ยิ่งฟ้ามืด ยิ่งรู้สึกห่วงผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา ร่างโปร่งเห็นชายที่เพิ่งเจอวิ่งอยู่อีกฝากของถนน

เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย แสดงว่าเธอยังปลอดภัย เขาค่อยเดินไปตามซอกตึกจนได้ยินเสียงหอบหายใจของใครบางคนไม่ไกล รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าเรียว เจอแล้ว เธอยืนหอบอยู่ไม่ไกลจากเขา เสียงเท้าวิ่งของใครอีกคน น่าจะเป็นผู้ชายคนที่ต้องการจับตัวผู้หญิงคนนี้

มือเรียวจากมุมตึกคว้าแขนพร้อมดึงเข้าไปในมุมมืดของตึกข้างๆ แขนแกร่งโอบรอบตัวร่างบาง เพราะวิ่งมาไกลเป็นกิโลทำให้เขายังหอบอยู่ ทั้งที่พยายามข่มให้หายใจปกติแล้วก็ตาม เพราะด้านข้างตึกนี่มันมืดมาก มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ลอดมาตามช่องระหว่างตึกสาดส่อง ทำให้เห็นเสี้ยวหน้าของคนที่เขาช่วย ผู้หญิงคนในฝัน คนที่เจอที่โรงพยาบาล


“อยู่เงียบๆแบบนี้แปปนึงนะ เดี๋ยวมันก็ไป”
ร่างโปร่งกระซิบเบาๆ เขาเห็นร่างบางตัวสั่นน้อยๆไม่แน่ใจว่ากลัว หรือเหนื่อยหอบ เขากระชอบอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเป็นการปลอบ ร่างบางพยักหน้าตอบเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงไปซบที่ไหล่ของเขา

เขากอดเธอไว้อยู่แบบนั้น จนแน่ใจว่าชายผู้นั้นไปไกลจากตรงนี้แล้ว เขาคลายกอดแต่ก็ต้องรีบกระชัดวงแขนไว้เพราะร่างบางในอ้อมกอดเหมือนจะหมดสติไปแล้ว เขาจึงพาเธอกลับบ้าน อย่างน้อยซากุระดูแลเธอก็น่าจะปลอดภัยกว่าพาไปโรงพยาบาล
.
.
.
.
.
.
หลังจากซากุระดูอาการผู้หญิงที่ยูกิพามาแล้ว อาการไม่มีอะไรน่าห่วง แค่เป็นลมหมดสติเท่านั้น อาจจะเครียด เอาล่ะ ได้เวลาซักไซ้แฟนตัวดีของเธอแล้ว เอาตัวเองเข้าไปยุ่งจนเจ็บตัว จะทำแผลให้ก็ไม่ยอมให้เธอมาดูผู้หญิงที่หมดสติคนนี้ก่อน

“จริงๆเลยยู ชั้นบอกแล้วไงว่าให้ระวังตัว ถ้าเป็นอะไรไปจะทำยังไง”

เสียงดุเจือห่วงใย ทั้งๆที่มือยังคงทำความสะอาดแผลให้เขาอยู่ ร่างโปร่งลอบมองแฟนสาวพร้อมอมยิ้ม เขาน่ะชอบโดนแฟนสาวดุจะตาย ยิ่งห่วงมาก ยิ่งดุมาก เขาน่ะรู้ เพราะโดนดุบ่อยจะตาย

“ก็ยูรู้ไงว่ายังไงกุระจังก็ต้องรักษายูอยู่ดี กุระจังก็รักษาและให้ชีวิตใหม่ยูนี่นา”
พูดพร้อมเอนหัวลงถูไหล่บางของซากุระ ไม่พอยื่นหน้าไปขโมยหอมแก้มอีกต่างหาก

“หึ”

“อ่าา ขอโทษ ต่อไปยูกิซังจะระวังตัวมากกว่านี้นะคะ”
พอเห็นอีกคนทำหน้าจริงจัง ก็เลยต้องยอม

“แล้วอาบน้ำได้ไหมหรือจะให้ชั้นเช็ดตัวให้ แล้วผู้หญิงคนนั้นจะทำยังไง”

“ถ้ากุระจังบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร ก็เดี๋ยวพาเธอกลับบ้านก็ได้ แต่ต้องแน่ใจว่าเธอจะปลอดภัย”
ร่างโปร่งบอกก่อนจะยกแขนขึ้นดูผ้าพันแผลที่แฟนสาวพันให้

“อื้อ น่าสงสารนะ ผู้หญิงตัวเล็กๆโดนไล่ล่าแบบนี้”

“เธอสูงกว่ากุระจังนะ เผื่อลืม โอ๊ยๆ อย่าหยิกๆ ยูไปดูเธอหน่อยดีกว่า กุระจังนอนก่อนได้เลยนะ”
ร่างโปร่งยิ้มกว่าแหย่แฟนสาว กล้าไปบอกว่าคนอื่นตัวเล็ก ทั้งๆที่เธอน่ะ เล็กกว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งเยอะ ก่อนจะลุกขึ้นไปดูคนหมดสติเสียหน่อย

ประตูห้องถูกเปิดออกร่างโปร่งค่อยๆปิดให้เบาที่สุดเพราะกลัวคนในห้องตื่น แต่พอหมุนตัวกลับมา คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย

“ตื่นแล้วหรอ เป็นไงบ้าง”
ร่างโปร่งเดินมานั่งบนเตียงข้างๆ ร่างบางค่อยๆลุกขึ้นนั่ง

“ก็ดีมั๊งคะ ขอบคุณที่ช่วยชั้น”
ร่างโปร่งยิ้มให้เธอ มือเรียวยื่นมากุมมือเธอเบาๆ ไม่รู้ว่าเธอเจออะไรมาแต่คงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ

“เธอไปมีปัญหาอะไรกับพวกนั้น ทำไมต้องทำร้ายกันถึงขั้นจะเอาชีวิต”
จู่ๆร่างบางก็ร้องไห้ออกมา ถึงแม้จะไม่ได้ร้องแบบร้องไห้ฟูมฟาย มีเพียงแค่น้ำตาไหลรินลงมาที่แก้มใส ร่างโปร่งตกใจ

“เห้ยย  อย่าร้องไห้ ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แต่อย่าร้องไห้ นะ ขอร้อง”
ร่างโปร่งบีบมือเธอเบาๆ ร่างบางรีบปาดน้ำตาออกแล้วขอโทษเขา เขาปล่อยให้เธอพักผ่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยกันก็ได้ ส่วนเรื่องชายที่บาดเจ็บพรุ่งนี้เขาบอกว่าจะติดต่อที่โรงพยาบาลให้ แต่ร่างบางบอกว่าคุยทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องแอบไปเจอตัว ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ก็รับปากไปว่าจะช่วยแล้วกัน
.
.
.
.

---------------------------------------------------

มาญี่ปุ่นแล้วค่ะ มาบ้านคุณหมอแล้ววว

ยูกิต่อสู้เป็นนะ ตามสัญชาตญาณล้วนๆ

ทุกคนดูเชียร์หนูไอจังกันหมดเลยหรอ คุณหมอผิดอะไรคะ

ในฐานะที่ตอนนี้อยู่ในพื้นที่เรื่องนี้ขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้หมอด้วยค่ะ

แล้วก็อันนี้อยากรู้อีกแหละว่า เชียร์ใครให้หมอเยนดีคะ หมอจูริ หรือ น้อนอี้

SHARE
Written in this book
Light Of Love

Comments

Hao
1 year ago
แล้วตอนจบจะได้คู่ไหนละเนี้ย ไม่คิดว่าทั้ง2เรื่องจะมาบรรจบกันแบบนี้เลย
Reply