มหัศจรรย์แห่งการออม
จุดเริ่มต้น

เชื่อหรือไม่ว่า ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตเป็นหนุ่ม ผมไม่เคยถูกสอนให้มีความรู้เกี่ยวกับการเงินเลย ไม่เลยแม้แต่น้อยนิด ทั้งจากคนรอบข้าง คนในครอบครัว หรือแม้กระทั่งครูในโรงเรียนก็ตาม ผมจึงไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย มิหนำซ้ำยังมีทัศนคติเชิงลบต่อการเงินอีกด้วย

จนผมเรียนจบมีงานทำ และมีรายได้เป็นของตัวเอง ผมตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า อยากจะมีเงินเก็บสักก้อนหนึ่งไว้เป็นทุนในการศึกษาต่อ และเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน โดยวางแผนว่า หลังจากหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว ส่วนที่เหลือนั้น จะเก็บออมไว้ทุก ๆ เดือน 

ผ่านไปหลายเดือน จนแล้วจนรอด ผมก็ทำไม่ได้ดั่งที่ใจหวังไว้เสียที เพราะส่วนที่เหลือดังกล่าวนั้น มันไม่เคยหลงเหลือเลยสักครั้งเดียว เรื่องนี้นำมาซึ่งความสงสัยและขุ่นเคืองใจแก่ผมเป็นอย่างยิ่ง

และเมื่อทนต่อสภาพเช่นนี้ต่อไปไม่ไหว ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ผมก็เลยมองหาหนังสือหรือแหล่งความรู้อื่น ๆ ที่จะมาช่วยไขคำตอบ โดยเริ่มจากการเปิดยูทูบ ค้นหารีวิวหนังสือ และเทคนิคการออมเงินที่ถูกต้อง 

จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับคลิปรีวิวหนังสือของ The Money Coach หรือที่รู้จักกันอีกในนามของโค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เมื่อเห็นว่าดูน่าสนใจดี จึงกดคลิกเข้าไปดู หลังจากฟังจบแล้ว ผมรู้สึกชอบมาก จึงได้รีบไปหาซื้อหนังสือเล่มนั้นมาอ่านในวันรุ่งขึ้น 

และแล้วจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งที่รุนแรงในระดับที่สามารถปฏิวัติความคิดเกี่ยวกับความรู้ด้านการเงินของผมไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ก็ได้เริ่มต้นขึ้น...

จาก "ความไม่รู้" สู่ "การออมที่ถูกต้อง"

หนังสือเล่มที่ว่านี้ ก็คือ The Richest Man in Babylon หรือ 'เศรษฐีชี้ทางรวย' ในฉบับแปลภาษาไทย โดยทางสำนักพิมพ์ซีเอ็ด ผู้แปล คือ คุณวรรธนา วงษ์ฉัตร หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1926 ผู้แต่ง คือ Georg S. Clason ซึ่งปัจจุบันนี้เราอยู่ในปี ค.ศ. 2019 นั่นก็แปลว่าหนังสือเล่มนี้ถูกประพันธ์เมื่อเกือบ 100 ปี ที่แล้ว แต่เหตุใดจึงยังมีคนหยิบยกสารัตถะของหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นแสดงว่าหนังสือเล่มนี้นต้องมีอะไรพิเศษซ่อนอยู่ หากคุณผู้อ่านเริ่มสงสัย โปรดเขยิบกระชับวงล้อมเข้ามาใกล้ ๆ กัน ครับ

เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง...

หนังสือเล่มนี้ บอกเล่าเรื่องราว ด้วยกลวิธีการเล่าแบบนิทาน โดยมีเมืองบาบิโลนโบราณมหานครแห่งอิสรภาพ และความมั่งคั่ง เป็นฉากหลัง กล่าวคือ เรื่องย่อมีอยู่ว่า เมื่อ นายบันซี ช่างทำรถม้าผู้เปี่ยมล้นทักษะฝีมือ ได้พบกับ นายโคบี หนุ่มนักดนตรีประจำเมืองผู้มากพรสวรรค์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเขา ทั้งสองได้พูดคุย ทักทาย และแลกเปลี่ยนกันตามประสาเพื่อนที่คุ้นเคย และสนิทสนมกันมานมนาน เมื่อได้พูดคุยกันถึงเกี่ยวกับเรื่องการเงินแล้ว ทั้งสองก็ได้แต่ปรับทุกข์ให้กันฟัง ถึงการทำงานอย่างหนักที่ปราศจากความมั่งคั่ง ทั้งที่ต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพของตนเอง

ต่อมาเขาทั้งสองเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เพราะเหตุใด เพื่อนของเขาอีกคนที่นามว่า อาร์คัด จึงได้กลายเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย และมั่งคั่ง ที่สุดในนครบาบิโลน ทั้ง ๆ ที่ในวัยเยาว์นั้น เขาก็เป็นเพียงแค่เด็กธรรมดาสามัญคนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับพวกเขาทั้งสอง 

เมื่อมิอาจทนต่อความสงสัยใคร่รู้ได้ คนทั้งสองจึงพากันไปพบกับ อาร์คัด เพื่อขอเรียนรู้วิธีการสร้างความมั่งคั่งจากเขา ซึ่งตัวอาร์คัดเอง เมื่อรู้ความประสงค์ ก็ได้ยินดีที่ส่งความรู้เกี่ยวกับความร่ำรวยที่เขาเคยได้รับจากมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนของเขาด้วยความจริงใจ และนั่นก็คือที่มาของบทเรียนเรื่อง วิธีเยียวยา 7 ประการ สำหรับถุงเงินที่ว่าเปล่า และ กฎ 5 ข้อของทองคำ อันเลื่องลือแห่งมหานครบาบิโลนโบราณที่คนรุ่นหลังต่างกล่าวขานและพูดถึงกันมากที่สุด 

ซึ่งในที่นี้ ผมจะขอสรุปสาระตามความเข้าใจของตัวเอง และจะกล่าวถึงเฉพาะวิธีเยียวยาวถุงเงินที่ว่างเปล่าเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่า เนื้อหาบางส่วนได้ครอบคลุมถึงกฎของทองคำแล้ว อีกทั้งไม่อยากให้บทความนี้มีขนาดยืดยาวจนเกินไป (ซึ่งในความเป็นจริงก็ยาวมากอยู่แล้ว ฮ่า...) เอาเป็นว่า ผมจะขอเริ่มต้น แบบทื่อ ๆ ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ ครับ!

วิธีที่หนึ่ง: ต้องเริ่มทำให้ถุงเงินเพิ่มพูน หรือ การรู้จักเก็บออมนั่นเอง กล่าวคือ เศรษฐีอาร์คัด ได้ให้คำแนะนำแก่เราว่า ทุก ๆ 10 เหรียญในถุงเงินของเรานั้น ให้หยิบนำมาใช้แค่ 9 เหรียญเท่านั้น ซึ่งการทำเช่นนี้ จะทำให้ถุงเงินของเราเริ่มเต็ม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะให้ความรู้สึกที่ดีในมือเรา และสร้างความพึงพอใจแก่วิญญาณของเราอีกด้วย (คมคายมาก!) หลักการนี้ เป็นพื้นฐานการออมที่เรียบง่ายและใช้ได้ผล โดยเริ่มจากการหักออม 10% ของรายได้ทั้งหมด การทำเช่นนี้ จะทำให้เงินในกระเป๋าของเราเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ

วิธีที่สอง: จงรู้จักควบคุมการใช้จ่าย หรือ การจัดการตนเอง เพื่อตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป คงเหลือไว้เฉพาะค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ในที่นี้ เศรษฐีอาร์คัด ได้แนะนำแก่เราว่า สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของเรา มักไม่เกินรายได้ของเรา ดังนั้น จงใช่จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่ใช้จ่ายเพราะว่าความอยากได้อยากมี จะต้องรู้จักควบคุมความต้องการของตนเองให้ได้ และจะต้องกระทำอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะพบแต่ความพ่ายแพ้แก่ความต้องการอยู่ร่ำไป เนื่องจากคนเรานั้นมีความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด 

วิธีที่สาม: จงทำให้เงิน (ในหนังสือใช้คำว่าทองคำ) ของเราทวีคูณขึ้น หรือ การนำเงินที่เก็บออมไว้ไปลงทุนต่อให้เกิดความงอกเงย กล่าวคือ ในเรื่องนี้ เศรษฐีอาร์คัด ได้แนะนำแก่เราว่า คนที่เขาร่ำรวยนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะการมีเงินในกระเป๋ามากเพียงอย่างเดียว ทว่าพวกเขายังสามารถทำให้เงินหลั่งไหลเข้ากระเป๋าของตนอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ การใช้เงินให้ทำงาน ด้วยการลงทุนที่เหมาะสม (หรือที่เรียกอีกอย่างว่า passive income ในหนังสือ Rich Dad Poor Dad จะเน้นย้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก ซึ่งผมจะมาเขียนรีวิวให้อ่านกันในครั้งถัด ๆ ไป ครับ)

วิธีที่สี่: ปกป้องทรัพย์สินของเราจากการสูญเสีย หรือ การสร้างภูมิคุ้มกันในด้านการเงินนั่นเอง ในที่นี้ ผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นด้านความรู้เกี่ยวกับการเงิน โดยที่เศรษฐีอาร์คัด ได้แนะนำแก่เราว่า เราจะต้องพยายามเพิ่มพูนความรู้ ทักษะที่จำเป็น และความสามารถเชิงการแข่งขันอยู่เสมอ เพื่อที่จะทำให้เรามีความชาญฉลาดมากขึ้น และจะต้องมีความรู้ความสามารถเกินค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป ซึ่งนั่นแปลว่า เราจะต้องพัฒนาตนเองให้กลายเป็นคนที่อยู่แถวหน้าในสายอาชีพให้ได้ (ถ้าในหนังสือ The Magic of Thinking Big จะใช้คำว่า เราต้องเป็นคนชั้นหนึ่ง ห้ามเป็นชั้นสองโดยเด็ดขาด ซึ่งในครั้งถัด ๆ ไป ผมจะมาเขียนรีวิวให้อ่านกัน นะครับ) เพราะสิ่งที่ว่านี้ จะช่วยทำให้เราสามารถหาประโยชน์ และคว้าโอกาสได้มากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นเกราะป้องกันเรา จากการสูญเสียทรัพย์สิน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของอนาคต

วิธีที่ห้า: จงทำให้บ้านของเราเป็นการลงทุนที่มีผลกำไร หรือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือ การสร้างความอบอุ่น และมั่นคั่ง ให้เกิดขึ้นภายในครอบครัวนั่นเอง ซึ่งในที่นี้ เศรษฐีอาร์คัด ได้แนะนำแก่เราว่า วิธีการเริ่มต้นสร้างความร่ำรวยนั้น ทุกคนจะต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก่อนเสมอ (ตรงกับที่ Warren Buffett ได้กล่าวไว้ว่า "วิธีที่เธอทำบางเรื่อง จะเป็นวิธีที่เธอจะใช้ไปเสียทุกเรื่อง") ซึ่งผมมองว่าจุดเล็ก ๆ ดังกล่าวนี้ ก็คือ ก่อนที่จะลงทุนในทรัพย์สินอื่น เราจะต้องลงทุนในตนเอง และครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก (อันนี้บอกตัวเอง!)

วิธีที่หก: จงประกันรายได้สำหรับอนาคต ข้อนี้ผมคิดว่าตรงกับการวางแผนเกษียณ หรือ การวางแผนการใช้จ่ายในระยะยาว พูดง่าย ๆ ก็คือ เก็บออมไว้ ลงทุนไป หลังจากเกษียณยามใด จึงค่อยนำเงินออกมาใช้จ่ายทีเดียวเลย ซึ่งหากสงสัยว่า เราควรเริ่มต้นลงมือทำตอนไหนดี เรื่องนี้ ถ้าเราไปถาม The Money Coach ท่านก็จะตอบกลับมาทันทีว่า "จงวางแผนเกษียณ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน" หล่อเลย ใช่มั้ยล่ะครับ! และประการสุดท้าย 

วิธีที่เจ็ด: จงเพิ่มพูนความสามารถในการหาเงิน 
หรือ การลงทุนในความรู้ ซึ่งอาจจะฟังดูคลายคลึงกับวิธีที่ 4 และตามความเข้าใจของผม นอกจากเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้นด้วยแล้ว ความสามารถในการหาเงิน อาจจะหมายถึงการขยายขนาดกิจการให้ใหญ่ขึ้น หรือ อาจจะเป็นในเรื่องของการเพิ่มความสามารถในการลงทุนในด้านอื่น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ก็เป็นได้ 

จากจุดเปลี่ยนทางความคิดนี้นี่เอง ผมจึงได้ตั้งสมการการออมให้กับตัวเองใหม่ จากที่แต่เดิม เคยเป็น รายได้ - รายจ่าย = เงินออม ก็ได้กลายมาเป็น รายได้ - เงินออม = รายจ่าย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  

จาก "ความรู้" สู่ "การลงมือทำ"

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ผมรู้สึกเริ่มชอบเกี่ยวกับเรื่องการเงินมากขึ้น และได้ทดลองลงมือปฏิบัติตามหลักการในหนังสือทันที โดยการนำเงิน 10-15% (ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละคน นะครับ ถ้าออมได้มากกว่านี้ยิ่งดี) ของรายได้ในเดือนนั้น โดยการไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบยกเว้นภาษี (เลือกธนาคารที่ให้อัตราออกเบี้ยสูง ๆ หน่อยก็ดีนะครับ ส่วนตัวผมเองเปิดกับธนาคารออมสิน ซึ่งตอนนั้น ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 2% กว่า ๆ ต่อปี เพราะจะได้เอาบัญชีออมทรัพย์ไว้ซื้อสลากออมสินดิจิตอลด้วยเลย) และได้ติดต่อทำเรื่องกับทางธนาคารให้ตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีออมทรัพย์ทุก ๆ วันที่ 1 ของเดือน เพื่อเป็นการสร้างวินัยในการออมให้กับตนเอง 

ผมทำเช่นนี้ติดต่อกันอยู่นานหลายเดือน และแล้ว วันหนึ่ง ความมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นกับผม เมื่อนำสมุดบัญชีไปปรับที่ธนาคาร ปรากฏว่า ตัวเลขเงินออมของผมเพิ่มขึ้นจากหลักพันเป็นหมื่น และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ ด้วย ทำเอาผมอดรู้สึกที่จะภาคภูมิใจกับความสำเร็จเล็ก ๆ ครั้งนี้ของตัวเองไม่ได้ (แบบว่าน้ำตาจะไหล!)

ซึ่งต่อมาผมยังพบอีกด้วยว่า เมื่อเรามีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น ว่าเราจะทำอะไร? ทำไปทำไม? และทำไปเพื่ออะไร? จะมีสิ่งที่พ่วงตามมาอย่างน้อย 3 อย่างเสมอ นั่นก็คือ สิ่งที่ผมเรียกมันว่า สหาย 3 วิ. (โปรดอย่าได้คิดลึก นะครับ) กล่าวคือ 1) วินัย หลังจากมีเงินออม ผมพบว่าตัวเองมีกฎเกณฑ์ในการใช้ชีวิต และรักษาคำมั่นสัญญากับตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านผมแทบไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายบริโภคได้เลย กล่าวคือ นึกอยากกิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อตามใจฉัน อารมณ์ประมาณว่า ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อจะใช้เงินอย่างเดียว แต่พอได้ลงมือทำตามที่หนังสือได้บอกไว้ บวกกับได้เห็นตัวเลขเงินในบัญชีเพิ่มพูนขึ้น ในที่สุดผมก็สามารถจัดการกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็นพวกนั้น และตัดมันออกไปจากชีวิตได้สำเร็จ ทั้งยังรู้สึกว่า ตนเองสามารถควบคุมอารมณ์ในด้านต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

2) วิธีการ เคยได้ยินมั้ยครับ คำพูดที่ว่า จะทำอะไรก็ตาม ขอให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเสียก่อน จากนั้นวิธีการต่าง ๆ จะตามมาเอง เรื่องนี้ ผมพิสูจน์มาแล้ว พบว่า เป็นจริงทุกประการ ตัวอย่างเช่น ก่อนที่ผมจะมีเงินออม ผมจะต้องตั้งเป้าหมายขึ้นมาก่อนว่า จะออม 10-15% ของรายได้ประจำ แล้วจึงคิดหาวิธีการ หรือ เครื่องมือ ที่จะทำให้ตัวเองบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ 

ซึ่งในที่นี้ ผมเลือกใช้ระบบตัดเงินแบบอัตโนมัติและบวกกับการสะสมธนบัตร 50 บาท (เวลาได้มาแต่ละครั้ง ผมจะทำท่าทางดีใจสุดขีด จนบางครั้ง คนข้าง ๆ จนต้องหันมามอง) และเหรียญต่าง ๆ จากการจับจ่ายใช้สอยในแต่ละวัน ซึ่งเดือน ๆ หนึ่ง ผมพบว่า รวมกันแล้วเป็นเงินหลักพันเลยทีเดียว พอถึงสิ้นเดือนก็เอาไปฝากเข้าบัญชี แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวก และความเหมาะสมของแต่ละคนครับ

จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ มันก็คงเหมือนกับการสอยมะม่วงจากต้นมากิน นั่นแหละ เป้าหมายของเรา คือ การกินมะม่วง เหมือนกัน แต่วิธีการที่ใช้อาจจะแตกต่างกันก็ได้ เช่น นาย ก. ใช้วิธีปีน นาย ข. ใช้บันได ส่วนนาย ค. อาจจะใช้รถยกตัวเองขึ้นไป ฯลฯ หรือบางที นาย ง. อาจจะใช้เลื่อยตัดต้นมะม่วงก็ได้ ใครจะไปรู้! ฮ่า... และ

3) วิจารณญาณ หลังจากปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด เมื่อเวลาผ่านไป พักหลัง ๆ มานี้ ผมพบว่า เวลาจะซื้อะไร ผมมักจะคิดแล้วคิดอีก แม้กระทั่งกับหนังสือ ที่ก่อนนี้เคยซื้อเดือน ๆ หนึ่ง ประมาณ 10% ของเงินเดือน หรือบางเดือนอาจจะมากกว่านั้น ซึ่งเฉลี่ยแล้ว ตกราว ๆ 9-10 เล่ม ทว่าอ่านจบจริง ๆ เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แล้วเดือนถัดไป ก็จะซื้อหามาหมักดองไว้อีก

แต่ปราฏว่า พอเริ่มเก็บออมจนกลายเป็นนิสัยเวลาเห็นหนังสือออกใหม่ปกสวยน่าอ่าน แล้วเกิดอาการอยากได้ขึ้นมา ผมจะถามตัวเองทันที่ว่า อยากซื้อเพราะอะไร? ซื้อเพราะว่าอยากจะอ่านจริง ๆ ใช่มั้ย? หรือ ถ้าได้มาแล้วจะอ่านจบภายในกี่วัน? หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ผมก็จะไม่ซื้อ เท่านี้ก็จบเรื่อง! ฮ่า...
 
หลังจากที่มีเงินเก็บมากขึ้น สมองของผมก็เริ่มทำงาน โดยการมองหาช่องทางอื่น ๆ ที่จะทำให้เงินก้อนนี้พอกพูนมากขึ้น เนื่องจากผมรู้ดีว่าหากขืนปล่อยเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ต่อไปเรื่อย ๆ มีหวัง โดนอัตราเงินเฟ้อกัดกินเฉลี่ยปีละ 3% เห็น ๆ 

ครุ่นคิดไปมา วันหนึ่ง พลันจู่ ๆ ผมก็เริ่มปิ๊งไอเดีย และเริ่มจดจำสิ่งที่ The Money Coach สอนไว้ขึ้นได้ทันที ถ้าหากว่าเราต้องการเป็นคนที่มั่งคั่ง หรือ มีอิสรภาพทางการเงิน แล้วละก็ จะต้องรู้จักพื้นฐาน 3 ประการ ดังต่อไปนี้ 

1. ลดค่าใช้จ่าย
2. เพิ่มรายได้ และ
3. สร้างทรัพย์สินจากการลงทุน 


เห็นอย่างนี้แล้ว มันทำให้เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ดูเป็นของสนุกขึ้นมาทันตาเลยใช่มั้ยล่ะครับ ซึ่งในครั้งต่อ ๆ ไป ผมจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับการนำเงินออมส่วนหนึ่งที่ว่านี้ เพื่อไปทำให้มันงอกเงยมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือตัวหนึ่งที่เรียกว่า กองทุนรวม ซึ่งเนื้อหาสาระจะเป็นอย่างไรนั้น หรือ หากคุณผู้อ่านอยากทราบรายละเอียดที่มากขึ้นกว่านี้

อดใจรอนิดเดียว เอาไว้คราวหน้า ผมจะมาเล่าให้ฟังอีก นะคร้าบบบ!...

SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments