ฉันกับซึมเศร้า
    สวัสดีทุกคนที่เข้ามาอ่าน ตามที่เคยบอกไปว่าเรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเองมาเล่าให้ฟัง เรื่องยาวเป็นมหากาพย์ภาพยนตร์หรือเนื้อหาอาจจะงงๆไปบ้าง วนเวียนอยู่ที่เดิมๆแต่ก็ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านกัน

    ถ้าใครเคยอ่านบทความก่อนหน้าที่เราลงไป (sad soul don’t sleep) ก็จะพอเดาทางได้ ซึ่งบทความนั้นมันเป็นแค่เศษเสี้ยวของความรู้สึกและเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่เราอยากระบายมันออกมาเป็นตัวอักษร เพียงแต่ว่าต่อจากนี้ไปคือสิ่งที่เราอยากบอกเล่าให้คนที่เข้ามาอ่านได้รับรู้ อย่างน้อยๆก็ความเป็นไปของเราในช่วงเวลาเกือบสองเดือนกับบางสิ่งที่เข้ามาครอบงำเรา ทำให้การใช้ชีวิตและวิธีคิดเปลี่ยนไปจนน่าใจหาย เราไม่ได้ขอความสงสารหรือความเห็นใจ เพียงแค่อยากให้รับรู้และเข้าใจว่าเรากำลังสู้กับอะไรโดยไม่ต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเป็นอีก

    เอาเป็นว่าลืมเราคนก่อนที่แสนสดใสไป แล้วลองมารู้จักเราคนนี้ คนที่เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาได้เกือบ2เดือน กินยามาหลายแผงและพยายามจะใช้ชีวิตอยู่กับมัน





    มันเริ่มขึ้นตอนช่วงต้นเดือนเมษา ต้นเดือนแบบต้นเดือนจริงๆ พอเข้าวันที่1เราก็รู้สึกแปลกไปจากเดิมนั่นคือสิ่งที่สังเกตได้จากตัวเอง ซึ่งตรงกับช่วงทำโปรเจคบ้านหลังแรก ใช่แล้วเผื่อใครไม่รู้จักเรา เราเรียนสถาปัตย์ ปี1 เป็นช่วงปลายเทอมที่ปั่นงานกันอย่างเมามัน แถบจะไม่ได้เจอเพื่อน เจอกันก็ตอนกินข้าวเย็นหรือวันที่มีเรียน ระยะเวลาระหว่างนั้นเหมือนทุกคนต้องต่อสู้กับความอดทนของตัวเอง ช่วงว่างก็มีแต่งานก็มีเหมือนกัน คืนนั้นเป็นคืนที่ปกติสำหรับใครหลายคนแต่กับเราคืนนั้นคือคืนสุดท้ายที่เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวเอง

    สิ่งที่เราทำคือการกางงานบนโต๊ะดราฟตามปกติ แต่เรามีความรู้สึกว่างเปล่ากับงานตัวเอง รู้สึกไม่อยากทำ เราถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าไม่อยากผ่านมันไปหรอ ไม่ชอบมันแล้วหรอไอ้สิ่งที่พยายามเพื่อจะได้มันมา แต่คำตอบคือว่างเปล่า ว่างเปล่าจริงๆ เราล้มตัวลงนอนเหมือนคนขี้เกียจ จริงๆในใจก็แอบคิดแหละว่าตัวเองอาจแค่ขี้เกียจ แต่มันไม่ใช่ เพราะมันเป็นแบบนั้นอยู่หลายวันและมันเริ่มออกอาการที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ปกติ

    ช่วงแรกๆที่เรารู้สึกแบบนี้เรามีอาการปวดท้องร่วมด้วยเพราะเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว เราคิดว่าเราน่าจะเครียดลงกระเพาะเฉยๆคงไม่เป็นไรมาก และอย่างที่รู้กันเด็กถาปัตย์นอนน้อยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราเป็นมันมากกว่าการนอนน้อยคือไม่ได้นอน คำว่าไม่ได้นอนคืออะไร คือการนอนไม่ถึงสองชั่วโมงต่อวันหรือการไม่นอนเลย ลืมตาตั้งแต่เก้าโมงยันหกโมงเช้าของอีกวัน อาบน้ำกินข้าวแล้วไปเรียนต่อ ซึ่งมันทรมานโคตรๆ แต่ถ้าถามว่าช่วงเวลาระหว่างนั้น ช่วงว่างๆทำงานรึเปล่าเลยอยู่ยันเช้าได้ บอกเลยว่าไม่ สิ่งที่เราทำก็แค่นอนบนเตียงโง่ๆเป็นผัก มองเพดานจากสีขาวจนเป็นดำแล้วขาวอีกที มันแค่ว่างเปล่าอย่างที่บอกไป

    ในช่วงระหว่างนั้นโปรเจคก็อยู่ในช่วงที่ตรวจซ้ำไปมาเพื่อดูความถูกต้อง ซึ่งไอ้ตัวเราเป็นพวกคนแปลกๆที่จะติดกับปัญหาเดิมซึ่งเราไม่ได้ฉลาด ข้อนี้เรารู้ เราเลยผ่านมันไปได้ช้ากว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ส่งผลกับความรู้สึกมันไม่ใช่แค่ว่างานช้าหรือผ่านปัญหาไปช้าแต่มันมีอย่างอื่นมาเป็นองค์ประกอบด้วย เช่นการที่เพื่อน พี่ หรืออาจารย์ มาถามว่ายังไม่ผ่านตรงนี้ไปอีกหรอ หรือการถามไถ่ถึงงานของเรา ในทุกวันเราเจอคำถามพวกนี้ไม่ต่ำกว่า2-3รอบ ซึ่งจริงๆมันเป็นคำถามที่โคตรจะปกติ เราเข้าใจจุดประสงค์ว่าทุกคนถามด้วยความเป็นห่วง แต่ไอ้สมองส่วนไหนก็ไม่รู้มันดันไม่ได้แปลผลไปตามนั้น




เหมือนมีเราอีกคนออกมารับคำพวกนั้นแล้วแปลความหมายให้มันมีอิทธิพลกับเราแล้วบังคับให้เราคนเก่ากลืนมันเข้าไป




    คำพูดพวกนั้นเข้าสมองเราทุกวัน แล่นไปที่จิตใจแล้วครอบงำมันจนเรารู้สึกว่ามันคือสิ่งต้องห้าม เป็นสิ่งที่ทำให้เราเอียนและไม่อยากแตะงานตัวเองเพราะกลัวว่าจะผ่านมันไปไม่ได้และเราจะไม่พร้อมตอบคำถามใครถ้างานเราไม่เดินหน้า เรากลัวคนที่ถามผิดหวังกับคำตอบที่ว่ามันไม่ถึงไหน กลัวคนฟังมองเราเป็นคนไม่เอาไหนและขี้เกียจ ความรู้สึกมันมากมายและลุ่มลึกจนเราค้นไม่เจอถึงแก่นมัน ยิ่งนานเข้าก็เหมือนเรายิ่งจมหาย เรารู้สึกเยอะมากแต่มันพูดออกมาไม่ได้ เราทำแค่ออกไปใช้ชีวิต ยิ้มแย้ม พูดคุย ทำให้ทุกวันขับเคลื่อนไปตามปกติ

    สิ่งที่แย่ลงไม่ใช่แค่จิตใจแต่เป็นร่างกายของเราด้วย เรานอนไม่ได้และนั่นทำให้โรคภูมิแพ้ที่เป็นอยู่แล้วกำเริบ เราคันตา ดูเหนื่อย ขอบตาคล้ำ ภูมิต้านทานต่ำลง เหมือนคนป่วย ช่วงวันที่5 เมษายน เราก็เริ่มที่จะร้องไห้ทุกวัน คำว่าร้องไห้ทุกวันคือทุกวันจริงๆ ตื่นนอนและก่อนนอน บางครั้งก็ระหว่างวัน โคตรจะส่งเสริมให้โรคภูมิแพ้ทำงานได้ดี เราหายใจไม่ค่อยออกและซึมลงอย่างรวดเร็ว มันทั้งเหนื่อยและไม่มีแรง งานเราไม่คืบหน้า เรามีงานไปส่งน้อยมากจริงๆซึ่งนั่นทำให้เรารู้สึกผิดสุดๆและยิ่งพาอารมณ์ตัวเองดำดิ่งไปอีก

    เราเลือกที่จะบอกเพื่อนคนหนึ่งผ่านไลน์เพราะเราคิดว่ามันต้องเข้าใจและไม่ตั้งคำถามแน่นอน และใช่เพื่อนคนนั้นเป็นคนแนะนำให้เราลองไปพบแพทย์และแนะนำให้เราเลือกบอกใครสักคนที่ใกล้ตัว เพราะอย่างน้อยๆหากเป็นอะไรไปจะได้มีคนรับรู้ เราก็เออโอเค เลยเลือกบอกเพื่อนไปสองคน ตอนที่เล่าครั้งแรกเรางงมากเพราะเพื่อนร้องไห้ไปกับเรา555555 งงจริงๆและทุกการเล่าเราก็ร้องไห้ เหมือนน้ำตาไม่มีวันหมดไป ตอนนั้นเรายังไม่รู้นะว่าตัวเองเป็นซึมเศร้ารึเปล่า แค่รู้ว่ารู้สึกแบบนี้และมันแย่ลงทุกวัน ทุกวันจริงๆ ทุกๆการลืมตามองเพดานมันยากขึ้นเรื่อยๆเราแค่คิดว่าทำไมต้องตื่นมาตอนนี้ด้วย

    อาการของเรามันหนักขึ้นเรื่อยๆและเราเชื่อว่าคนที่เห็นเราต้องสังเกตได้ ไม่มีชีวิตชีวาไม่สดใส พูดน้อย หงุดหงิดง่ายและไม่ออกไปเจอผู้คน ซึ่งอย่างหลังมันแย่จริงๆมันเปลี่ยนเราไปเลยจนเราคิดว่ามันอาจเปลี่ยนเราไปตลอดชีวิต เราเข้าสังคมน้อย และมองหน้าคนที่คุยด้วยไม่ได้ เราหลบตา หลบหน้า เพียงเพราะแค่ว่าเรากลัวเขาจะถามถึงงานของเราหรือถามว่าเราป่วย ซึ่งเราในตอนนั้นไม่อยากสนทนาไม่อยากยุ่งกับใคร เลยกลายเป็นแพนิคผู้คนไป มือสั่น อึดอัด และหายใจไม่ค่อยออกเวลาออกไปเจอคนเยอะๆ 

    ช่วงนั้นเรามองว่าคำพูดของทุกคนเหมือนเป็นก้อนพลังงานอะไรบางอย่างที่พร้อมจะอัดแรงทั้งหมดใส่เรา ไม่ว่าจะเป็นคำพูดแบบไหนก็ดูเหมือนจะทำร้ายเราไปหมด และมันทำให้เรายิ่งเหนื่อย เพราะยังต้องไปเรียน เหมือนทุกวันคือการปั้นหน้าว่ามันโอเค บอกตัวเองเป็นพันรอบว่าไม่เป็นไรนะ มันไม่ใช่แบบนั้น แต่เราอีกคนกลับบอกว่ามันเป็นแบบนั้นนั่นแหละ แบบที่ทุกอย่างจะทำให้เราเจ็บปวด

    หลายครั้งที่เราทำนิสัยแย่ๆออกไป อย่างการเลี่ยงตอบคำถามแบบหงุดหงิด ชักสีหน้าหรืออะไรก็แล้วแต่ เราอยากบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจให้ทุกคนรู้สึกไม่ดีแต่เราแค่ควบคุมมันไม่ได้ ไม่ได้เลยจริงๆ อะไรที่เราชอบทำเราก็รู้สึกเฉยๆ ยิ่งกับงานยิ่งไปกันใหญ่และเราหยุดเรียนเยอะขึ้น จนวันพุธที่ 10 เมษาเราเลือกที่จะไปคลินิคในมหาลัยเพื่อติดต่อเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์ และเราได้คิวคืออาทิตย์ถัดไป

    วันถัดมาเราได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ตรวจแบบของเรา สิ่งที่เราได้ไม่ใช่อะไรที่เราหวัง ที่จริงเราก็ไม่ได้หวังอะไร เพราะนั่นเป็นการตรวจแบบครั้งสุดท้ายและเรามาเล่าเรื่องให้เขาฟังด้วยความสิ้นหวัง เราไม่มีอะไรให้ตรวจ เราขอโทษอาจารย์อยู่หลายรอบ อาจารย์เหมือนจะเข้าใจ แต่บางสิ่งที่เขาพูดมันไม่ได้เกิดผลดีกับเรา เช่นการบอกว่าหนูจะผ่านมันไปในอนาคตมีปัญหาที่มากมายกว่านี้อีกนี่มันก็แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต เราในสภาพนั้นคือตื้อไปหมด55555 เขาตบท้ายด้วยประโยคที่ว่าอาจารย์ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหานะ เราก็ว้าว55555 ไอ้ความรู้สึกที่คิดว่าเค้าจะรับรู้มันและคอยเฝ้าดูเราผ่านมันไปก็ไม่ใช่อีกต่อไป เหมือนเค้าตบหน้าเราด้วยปะโยคสุดท้ายนั่น เหมือนเราคิดไปเอง คิดเว่อร์คิดใหญ่ ไม่ต้องเดาเลยจ้า หลังจากนั้นเราไม่เคยตอบหรือเล่าความคืบหน้าอะไรให้เขาฟังอีกเลย555555 แต่ก็นั่นแหละ มันคือความไม่รู้และเราจะไม่โทษเขา






    และแล้ววันที่ 18 เมษาก็มาถึง เราได้เข้าไปคุยกับหมอประมาณชั่วโมงกว่า สิ่งที่ได้คือการเห็นตัวเองอีกครั้ง เหมือนกลับไปดูตัวเองคนเดิม เคยมีความสุขขนาดไหน เคยอยากเป็นคนแบบไหน เราหิ้วอะไรจากอดีตมาด้วย เราสร้างอะไรใหม่ในตอนนี้ เราเล่าหลายเรื่องย้อนไปเรื่องตอนมอปลาย เราบอกหมอว่าผ่านจากเรื่องนั้นมาก็พยายามที่จะรักตัวเองและแคร์คนอื่นน้อยลงแล้ว เหมือนก้าวข้ามมาได้ แต่ประโยคที่หมอถามเรามันทำให้เราคิดตาม เขาถามว่า




“หนูคิดว่าหนูไม่แคร์คนอื่นแล้วจริงๆหรอ การที่หนูยังเล่าให้หมอฟัง หนูยังมีอารมณ์กับมัน หนูทิ้งมันไปแล้วจริงๆหรอ”




     จุดนั้นคือน้ำตาแตก สุดท้ายแล้วเราก็ยังเป็นคนเดิมที่รักคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ เรายังคงเป็นเด็กผู้หญิงที่เฝ้าหาคำตอบเวลาที่เพื่อนดูเหมือนไม่พอใจ เรายังคงเป็นคนที่ยอมก่อนและพร้อมจะเข้าใจเข้าหาคนอื่น เราไม่เคยเลยที่จะทิ้ง เหมือนเราแค่กดเขาไว้ในใจ จนวันหนึ่งที่เราเหมือนจะแตกสลายเด็กคนนั้นเลยเรียกร้องสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อของเขา เข้ามากรอกหูให้เราคล้อยตาม เอาทุกอย่างมากองตรงหน้า ทุกอารมณ์ที่เราจะรู้สึกได้มายัดใส่เรา ปล่อยให้ทุกเรื่องมามีอิทธิพลกับใจ ให้เรารู้สึกผิด โทษตัวเอง เปลี่ยนถ่านที่ขับเคลื่อนชีวิตจากเทาเป็นดำ จากสุขเป็นเศร้าและยิ่งเศร้าเข้าไปอีกเมื่อเรารู้สึกว่าจะผ่านมันไปไม่ได้หลังจากที่หมอสรุปว่าเรามีภาวะซึมเศร้าและต้องเข้ารับการรักษา






    มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักกับการกินยาก่อนนอนและไปพบหมอทุกวันพฤหัส แต่สิ่งที่ยากคือหมอสั่งให้เรานอนให้ได้ ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองหลับ เหมือนต่อสู้กับจิตใจตัวเอง เพราะถ้าเรานอนเราจะไม่ออกอาการทางกายภาพมากนัก คนอื่นจะถามน้อยลงซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี แต่มันเศร้าเกินกว่าที่เราจะปิดตาลง หลายครั้งที่สภาพเราแย่มากจนไม่อยากเห็นตัวเองในกระจก เราพูดได้เลยว่าเราเกลียดคนในนั้นมาก เราก้นด่าผู้หญิงคนนั้นทุกวันว่าดูอ่อนแอ โง่ เละเทะ จัดการอะไรไม่ได้เลย สภาพไม่ได้เรื่อง แน่นอนว่าคนที่เป็นโรคนี้แรกๆต้องมีคำถามนี้กับตัวเองว่า คนอื่นเค้าผ่านมันไปได้ยังไงวะและนั่นจะทำให้เรายิ่งดำดิ่งเข้าไปอีก

    หลังจากที่กินยามาได้สองสามวันเราไม่ค่อยร้องไห้ซึ่งนั่นดีมาก และไม่ค่อยนอนเช้า ช้าสุดคือตีสี่กว่า แต่ผลกระทบที่ตามมาในช่วงนั้นก่อนจะไปเจอหมอรอบสองคือเอฟเฟคจากยา(อันนี้ตอนไปเจอหมอรอบสองแกบอกมางี้) คือเรากินข้าวน้อยลง น้ำหนักลด อยากอาเจียน และง่วงระหว่างวันสุดๆ พยายามบังคับตัวเองแล้วแต่ยากมากจริงๆ สรุปเราเลยนอนเลย55555 กลายเป็นว่าเรานอนเยอะเกิน เกินมากๆๆๆ ไม่ได้ไปทำอะไรอย่างอื่น ยังไม่สดใส และเอฟเฟคที่แรงขึ้นมาอีกนิดคือเราทำร้ายตัวเอง

    มาถึงตรงนี้คงตกใจกัน แต่เราเล่าแบบตลกๆได้นะถึงมันจะไม่ตลก55555 ที่เราทำคือพยายามกรีดขาตัวเอง แรกๆก็กลัว ใช้ใบมีดที่ไม่คม แบบมันก็ไม่เข้าไงแต่ก็กรีดแรงอยู่นะแต่ไม่เข้าเลย เราในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรหรอก เวลามีคนถามว่าตอนนั้นรู้สึกอะไรเราบอกได้เลยว่าไม่รู้สึกอะไรมันเฉยๆมาก จุดโฟกัสของเราอยู่ที่ว่าจะเข้าหรือไม่เข้า พอไม่เข้าเราก็เปลี่ยนเลยหยิบอันคมมาก็กรีดรัว อื้ม เลือดก็ซิบๆในหัวมันก็แค่ว่าเออมันก็เข้านี่เราวางใบมีดล้างหน้าจากนั้นทุกอารมณ์ทุกความรู้สึกก็ถาโถมใส่เรา เรางงมากเหมือนคนที่ทำเมื่อกี้ไม่ใช่เรา พอมันจบลงเรารู้สึกเอียนจนอยากอ้วก เราพยายามล้วงคอแต่ไม่ออกเลยรีบไปอาบน้ำ แต่สติเราแม่งใกล้ดับเต็มทีละตอนนั้น มันวูบวาบแบบจะลงไปกองที่พื้นแต่เราก็คือเราอะ ไม่อยากล้มแล้วเดือดร้อนเมทเลยรีบตั้งสติแต่งตัวเปิดประตูมาล้มลุกคลุกคลานในห้อง555555นั่นก็เป็นครั้งแรกที่เมทเรารู้ว่าเราป่วย






    พอวันที่ไปหาหมอก็เล่าไป อัพเดทอาการ ร้องไห้อีกเหนื่อยมากๆนะ หมอเลยเพิ่มยาให้อีกตัวซึ่งเรารักยาตัวนี้มากมันทำเราเคลิ้มๆแล้วง่วง ไม่มีการสะดุ้งตื่นระหว่างคืนเลย เรานอนได้ดีขึ้น หมอเพิ่มคำสั่งใหม่ให้เราคือให้งดเล่นโซเชียลไปเลย ไลน์ก็ตอบให้น้อยที่สุด แล้วก็ให้เมทเก็บของมีคมทุกอย่าง หมอเรียกเพื่อนเราไปคุยด้วยแบบว่าไม่ให้เราอยู่คนเดียว555555 แรกๆมันยากมากจริงๆ เพราะมันคือการเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา ซึ่งวันนั้นที่คุยกับหมอก็เริ่มมีประเด็นของการเรียนมาเกี่ยว ระยะเวลาในตอนนั้นมันเหมือนกำลังนับถอยหลังวันส่งงานซึ่งเราไม่มีอะไรเลย แค่ชีวิตเราเรายังเอาไม่รอด เราไม่รู้จะทำมันทันไหม ถ้าต้องให้คนอื่นมาช่วยเยอะๆจะกลายเป็นเราเองที่รู้สึกไม่ดีมากกว่าเดิม เพราะเรามีความคิดไปแล้วว่างานนี้มันควรเสร็จด้วยตัวเอง แต่เราทำไม่ได้ หมอเลยให้ไปคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่

    ต้องบอกก่อนว่าเราเคยเล่าให้แม่ฟังแล้วว่าเป็นโรคนี้ พอจะคุยเรื่องเอายังไงกับการเรียนทั้งพ่อและแม่ก็มาหาเราถึงที่หอ และพยายามช่วยตัดสินใจ ทีแรกเหมือนจะแค่ดร็อปแต่สังคมของเรามันแคบเราไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะกล้าเผชิญหน้ากับทุกคนในอีกสถานะได้ไหม เราจะกลับมายืนอย่างมั่นใจได้เหมือนเดิมไหม เราจะทำมันได้ไหมงานที่เราต้องเจอไปอีก5ปี เราไม่รู้อะไรเลย เรื่องเลยจบที่การลาออกตอนปลายเทอม เราทำเรื่องวันเดียวและขนของกลับไปบ้านทันที






    เราบรรยายความรู้สึกไม่ถูกมันเบลอและว่างเปล่า เหมือนเราทิ้งทุกอย่างเพียงเพื่อแค่อยากมีชีวิตรอด มันไม่ใช่การซิ่วที่ยังมีเป้าหมายว่าจะทำอะไร ไปอยู่ที่ไหนต่อไป เราไม่มีอะไรแบบนั้น เราสูญเสียไปทุกอย่าง สังคม การเรียน สุขภาพ ความสุขและอีกหลายอย่าง มันเปลี่ยนไปทั้งชีวิต เราร้องไห้หลายครั้ง ยิ่งวันที่เรากลับมาบ้านเราร้องไห้ตลอดทาง เหนื่อย เสียดาย ทุกอารมณ์ถาโถมเข้าหาเรา ไม่มีการตั้งรับ มีแต่การปล่อยให้ตัวเองเติมความเศร้าและความผิดหวังใส่หัวใจอย่างไม่หยุดหย่อน 






    เรากลับมาอยู่บ้านแบบไม่ค่อยชิน ขาดการติดต่อกับทุกคน ต้องนอนกับพ่อแม่ และแม่เล่าให้ฟังว่าทุกคนเค้าจะตื่นมาดูเรา เค้ากลัวที่จะสูญเสียเราไป กลัวเราจะตื่นไปทำในสิ่งที่มันยังวนเวียนอยู่ในหัวของเรา พ่อเราให้อามาอยู่ด้วยเพราะทุกคนต้องไปทำงาน เห็นแบบนั้นก็บอกกันตรงๆว่าเราเศร้า ช่วงแรกมันเศร้าจริงๆ มันเหมือนไม่มีอะไรให้ทำ มันว่างเปล่าสุดๆ จนได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด รอบนี้ได้หมอผู้ชาย เค้าพูดตรงและไม่ค่อยรักษาน้ำใจอะไรมากมายนัก

    หมอบอกว่าเรายึดในศักดิ์ในศรีของตัวเองมากๆ เราไม่ยอมให้ใครช่วยถ้ายังทำไม่ได้ด้วยตัวเอง เราจะไม่มีวันดึงคนอื่นมาลำบากไปด้วย หมอบอกเราเป็นคนดีเกินไป และการเป็นคนดีของเรากำลังทำร้ายเราอยู่ หมอให้เรายอมรับตัวเองให้ได้ว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหน การเรียนไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต อย่างน้อยๆเราก็ทิ้งสิ่งที่หนักอย่างหนึ่งไปได้แล้ว ตอนนี้ให้หาสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ทำแล้วเราจะชื่นชมตัวเอง เริ่มจากสิ่งง่ายๆไปก่อน ฟังๆดูแล้วเหมือนชีวิตเริ่มต้นใหม่ทุกอย่างเหมือนกลับไปเป็นเด็ก สลัดตัวเป็นผ้าขาวแล้วค่อยๆเอาสีแต้ม เราก็ได้แต่ขำนะตอนนั้น แต่เอาจริงหมอก็พูดตรงนะ ตรงจนเรารู้สึกเศร้า ใช่ เราเศร้าจริงๆ

    เราพยายามหาอะไรทำอย่างที่หมอว่า พยายามวาดรูปอีกครั้ง ดูหนัง เล่น เกมส์ แต่พอทุกอย่างจบมันก็แค่นั้น จนวันนึงความเศร้าก็ครอบงำเราอีก เราร้องไห้ไปเป็นชั่วโมงหลังจากที่บอกแม่ว่ามันรู้สึกว่างเปล่า แค่ว่างเปล่า แค่นั้นแหละ ความรู้สึกมันก็มีแค่นั้น นอกนั้นก็คือยังอยากทำร้ายตัวเองอยู่บ้าง ล่าสุดก็เอากรรไกรมากรีดข้อมือ คือมันไม่มีทางเข้าแต่ก็กรีดๆไป เจ็บดี เราคิดว่าเราจะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆในตอนนั้น55555

    ปัจจุบันเราก็ยังใช้ชีวิตโง่ๆอยู่ซื้อต้นไม้มาปลูก หาอะไรทำไปวันๆ นอนเยอะขึ้น ไมเกรนแวะมาเยี่ยมบ่อยๆ กินข้าวน้อยเหมือนเดิม แผลที่กรีดขาก็กลายเป็นแผลเป็นเฉยเลย เราว่ามันเข้านิดเดียวนะแต่ช่างเถอะ55555 การอยู่บ้านเฉยๆแม่งน่าเบื่อเข้าจิตเลยจริงๆนะ เหงาแล้วก็ว่างเปล่า แต่ไม่ได้เศร้าขนาดนั้นแล้ว เรารู้สึกว่ามันดีขึ้นบ้างถึงจะนิดหน่อย เราก็หวังว่าจะดีขึ้นมากๆในสักวัน






   เรื่องทั้งหมดก็มีประมาณนี้ ยาวแล้วก็วกวนมาก555555 เราไม่ได้เป็นคนเล่าเรื่องเก่งขนาดนั้นแต่ก็จะขอบคุณเสมอเวลามีคนให้กำลังใจ ซึ่งมันมีผลต่อเราจริงๆเราขอบคุณจากใจจริงๆ อย่างตอนนี้ก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ไม่รู้ว่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของเราไหม จริงๆเราแค่เหนื่อยที่ต้องตอบคำถามหรือต้องเห็นพ่อแม่คอยบอกคนที่มาหาที่บ้านว่าเราเป็นอะไร

    เราว่าเรารู้สึกรักพ่อแม่มากขึ้นแค่นี้คงมากสำหรับเราแล้วที่ปฏิเสธมาตลอดว่าเรารักตัวเองที่สุด เราไม่ได้รักตัวเองเลย55555 เรารักธรรมชาติมากกว่าและพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติเสมอหากถึงเวลานั้น

    ก็อย่างที่เขาว่ากัน การเขียนเรื่องตัวเองให้คนอื่นอ่านก็เหมือนมายืนแก้ผ้า การเผยความรู้สึกเป็นสิ่งที่เปลือยที่สุดแล้วเราว่า ตอนนี้หลายคนอาจมองเราเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าจะมีใครผิดหวังไหม หรือกำลังสงสารเราอยู่ หรืออาจไม่เชื่อจนต้องทักมาถามว่ามันจริงหรอ อยู่บ้านหรอ จำที่เราบอกในอินสตาแกรมได้ไหม ไม่ต้องตั้งคำถามและพยายามอย่าหาคำตอบ เพราะจริงๆแล้วเราไม่มีคำตอบอะไรให้หรอก

    เราที่เคยเป็นผู้ให้มาตลอด สดใส เข้าใจความเป็นไปของโลกและเข้าถึงความรู้สึกคนรอบตัวตอนนี้เป็นเพียงแค่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ยังต้องควบคุมอารมณ์อยู่มาก เราเหงาและโดดเดี่ยว มันเศร้า ใช่ ทุกเวลานั้นแหละแต่เรากำลังต่อสู้กับมันอยู่ จิตวิญญาณแสนเศร้าที่ไม่เคยหลับไหลของเรามันกำลังต่อต้านอยู่และเราหวังว่าวันหนึ่งมันจะหลับไหลไปตลอดกาล






    ขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือเรา ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตตั้งแต่แรก ขอบคุณเพื่อนคนที่แนะนำให้เราไปหาหมอขอบคุณที่ถ่อมาหาเรา มานอนเป็นเพื่อนและคอยรับฟังเรา

    ขอบคุณเพื่อนคนนั้นที่พาเราไปหาหมอและเป็นคนรับฟังเราเสมอ มันบอกถ้าเราตายมันจะเสียใจมากๆเพราะงั้นอย่าตายเลย5555 ผู้หญิงตาตี่สองคนที่รับฟังเราโดยไม่ได้พูดอะไร คนที่เราจะซ้อนมอไซด์กันสามคนไปเรียนเสมอ บ้าบอไปด้วยกัน สอนงานเราที่ไม่ได้เรื่อง แอคติ้งใหญ่เป็นเพื่อนเรา แหกปากร้องเพลง นอนหลับเป็นศพด้วยกัน จนถึงวันสุดท้ายก็ยังมาช่วยเราขนของ มันร้องไห้กันหนักมากๆ มันแค่ทำหน้าที่เพื่อน ขนของเงียบๆอะไรที่เราจะฝากมันมันก็รับฝาก แล้วโบกมือให้เราตอนรถเคลื่อนตัวออกจากหอ ขอบคุณมากนะ

    ขอบคุณเพื่อนแก๊งที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยมีมา ทุกคนดีกับเรามากๆจนเราไม่คิดว่าเราจะมีเพื่อนเยอะๆแบบนี้ได้อีกเมื่อไหร่ พวกมันเป็นสังคมแรกและสังคมสุดท้ายในสถานที่นั้นของเรา ขอบคุณที่คิดถึงเราเสมอและพยายามจะเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น พวกมันเก่งกันมาก นับถือและคิดถึงเสมอ ยังอยากไปกินอะไรด้วยอีกเยอะ ไปเที่ยวด้วยอีกหลายๆที่ แต่ก็นั่นแหละไว้เจอกันว่ะ

    ขอบคุณพี่สายรหัสทุกคนที่ทักมาถาม คอยตามดูอยู่เสมอ พี่ปี6ที่ขนาดจบไปแล้วยังคอยดูเราอยู่เลย พี่ปี5ที่ชวนคุย วันที่หนูไปช่วยพี่ทำงานหนูรู้สึกดีขึ้นนิดนึงจริงๆวันนั้น ปี4ที่ทำตัวอย่างกับพระเอก แม่งบอกจะขับรถมาหา ตอนนั้นเราออกจากที่นั้นแล้วโว้ย แต่ก็นั่นแหละขอบคุณมากไม่รู้จะพูดไร พิมพ์ตอบพี่หนูก็ขำไปร้องไห้ไป ขอบคุณปี3กับปี2 ที่หนูไม่พูดไรมากพี่ก็เข้าใจ ขอบคุณที่ทำให้รู้จักการตัดโม55555 ขอบคุณทุกคนเลย

    ขอบผู้หญิงตัวเล็กๆผอมๆที่เป็นเพื่อนกับเรามาหลายปีมากๆ มันเป็นเมทเรา ขอบคุณที่แค่รับฟัง เข้าใจและเป็นห่วงกันด้วยใจจริง ขอโทษที่ทิ้งมันมา55555 แต่นั่นแหละชาติไหนจะได้เพื่อนแบบมันอีก ดูแลตัวเองด้วย

    ขอบคุณพ่อแม่ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนแล้วแต่ขอบคุณจริงๆ






     สุดท้ายก็ขอโทษใครก็ตามที่มาอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกผิด อยากบอกว่าไม่ต้องโทษตัวเองนะ เราขอรับทั้งหมดนั้นไว้ให้มันหายไปกับโรคที่เราเผชิญอยู่ แต่ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกว่ามึงจะเว่อร์ไรนักก็โทษทีว่ะ กูเป็นคนเว่อร์อะ55555555 

    รักษาสุขภาพ อย่าลืมที่จะรักตัวเอง เหนื่อยก็พัก เศร้าได้แต่อย่านาน อย่าปล่อยให้มันกัดกินและมีพลังมากกว่าตัวเอง มันไม่สนุกหรอกถ้าเป็นโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ เราไม่รู้คนอื่นผ่านไปได้ยังไงเหมือนกัน แต่เราทำได้แค่นี้ เราไม่ได้เก่งหรือเข้มแข็งพอที่จะทำงานและผ่านมันไปด้วยพร้อมๆกัน ขอโทษด้วย มีความสุขกันนะ เราเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลย

    ก่อนจะจบมหากาพย์โรคโง่เง่านี่ก็ขอแปะเพลงที่เราฟังช่วงๆนั้นหน่อยละกันนะ ลองฟังดู เศร้าจับใจเลย แต่เพราะมากขายๆๆ55555แล้วก็มีอะไรทักไลน์มาได้จะพยายามตอบนะ






ไว้เจอกันนะ







:)









(song)
lovely - Billie Eilish
idontwannabeyouanymore - Billie Eilish
when the party’s over - Billie Eilish
bury a friend - Billie Eilish
been through - EXO
Elevator - Jonghyun
กอดความเจ็บช้ำ - Sefeplanet
เปราะบาง - Bodyslam
no answer - YOUNHA
help - 10cm
to my youth - Bolbbalgan4








SHARE
Written in this book
ME AND DEPRESS
Writer
loyalist
writer
be nice

Comments

Donkyy
6 days ago
มันจะผ่านไปนะ
Reply
OtaLeakMewNak
6 days ago
เชื่อว่าผ่านไปได้แน่นอนครับ ผมเองก็เคยเป็นเหยื่อโรคนี้เหมือนกัน ขอแค่มีกำลังใจและให้รู้ว่ายังมีคนอยู่เคียงข้างคุณนะครับ
Reply
kainsboro
6 days ago
ขอบคุณที่แวะมาแชร์เรื่องราวค่ะ — เราเองมีแฟนและคนใกล้ตัวอีกหลายคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะแฟนเรา เธออยู่ในระยะรุนแรงตั้งแต่ช่วงที่เริ่มคบกัน เราพยายามเรียนรู้และพยายามเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้ให้มากที่สุดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการอ่านเรื่องราวของคุณทำให้เราคิดอะไรได้หลายอย่างเลย

ทิ้งท้าย - เราขอเป็นอีกหนึ่งคนที่ส่งกำลังใจให้คุณค่ะ 😊
Reply
nompeach
5 days ago
เราเรียนภาษา ช่วงที่ต้องเขียนเปเปอร์ส่งอาจารย์เราเป็นแบบคุณเลยค่ะ เหมือนกันเกือบทั้งหมดเลย ;-; กอดๆนะคะ เราขอให้คุณผ่านมันไปได้ เป็นกำลังใจให้นะคะ ✌💪
Reply
Tongdaww
1 day ago
เราไม่เคยผิดหวังในตัวคุณเลย เราประทับใจคุณตั้งแต่เจอคุณครั้งแรกแบบเจอกันจริงๆจนถึงตอนนี้ อย่าโทษตัวเอง สิ่งที่คุณเผชิญอยู่ตอนนี้ ทุกคนพร้อมจะรับฟังและอยู่ข้างๆคุณนะ ไม่ว่าจะรู้สึกแย่แค่ไหน อย่าโทษตัวเอง
มันยากใช่มั้ย เราคิดว่าคุณทำมันได้แน่นอน

ขอบคุณคุณเหมือนกันนะ เราอยู่ข้างๆคุณเสมอ คุณเก่งที่สุดแล้ว
Reply