เราเคยกลัวการถูกอ่าน
มีคนเคยพูดว่า การให้คนอื่นอ่านงานเขียนของเรา ก็เหมือนการยืนแก้ผ้าต่อหน้าคนนั้น

เรื่องที่เราเล่า คำที่เราใช้ เนื้อหาที่เราสื่อ ล้วนมาจากความเป็นตัวตนของเรา สะท้อนให้คนอ่านที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าเขาจะจับจ้องในแง่มุมไหน เขาอาจจะเห็นเราในมุมดี ๆ ก็ได้ หรือเขาอาจจะเห็นเราในมุมร้าย ๆ มุมอันแสนน่าอาย มุมที่เราพยายามเหลือเกินที่จะซ่อนมันไว้

เราเคยเป็นคนนึง ที่พยายามจะซ่อนความเป็นตัวเอง ให้ลึกที่สุดใต้ตัวหนังสือ พยายามที่จะผสมปนเปทุกสีที่มีในความคิดเข้าด้วยกัน และมีความสุขมากกว่ากับการที่ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เราอยากจะสื่อเลย มันเป็นความสุขที่ก็เศร้าลึก ๆ 
เรากลัวที่จะถูกอ่าน เพราะเรากลัวที่จะถูกเห็น ในสิ่งที่เราไม่อยากให้เห็น

ซึ่งไม่ว่าจะเทอะไรทาบทับไว้ ตัวตนของเราก็ยังติดอยู่ในสิ่งที่เราเขียนอยู่ดี และเราเองรู้ดีที่สุด

แต่จู่ ๆ มันก็ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว .. ความสงสัยนี้ผุดประกายขึ้นในวันที่แดดร้อนเป็นปกติ และไม่มีอะไรพิเศษ คำถามหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวว่า ทำไมพักนี้เรายื่นทุกอย่างที่เราเขียนให้กับทุกคนได้อย่างไม่กลัวอะไรแล้ว มันเป็นคำถามที่ดูไม่สำคัญ แต่มันสำคัญมากสำหรับเรา

ตั้งแต่เมื่อไร ที่เราไม่กลัว ?

คำตอบอาจจะอยู่ที่เมื่อหลายเดือนก่อน เราเขียนเรื่องสั้นขึ้นมาสองเรื่อง เรื่องแรกก็เหมือนทุกครั้ง เราสนุกสนานกับการซ่อนนู่นซ่อนนี่ไว้ใต้คำเล็ก ๆ และหวังว่าจะมีคนมองเห็น กับอีกเรื่อง เป็นอะไรที่เรียบง่าย และตรงไปตรงมากว่ามาก

เราต้องเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่งส่งประกวด ซึ่งเราคิดว่ามันคงจะไม่ได้รางวัลทั้งสอง และเราไม่มีเวลาสำหรับการเขียนเรื่องที่สามแล้ว นั่นเป็นเวลาที่เราตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เคยทำมาตลอด เราเลือกส่งเรื่องที่ตรงไปตรงมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันสะท้อนความเป็นตัวตนเราไว้ชัดกว่ามาก

แต่มันจะสำคัญยังไง ถ้าความยอมรับที่ได้ ไม่ได้เกิดจากการที่เราเป็นตัวเอง

ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นึกย้อนกลับไปแล้วไม่ง่ายเลย แต่ก็ได้แต่คิดว่า เอาวะ สักครั้งหนึ่ง ขอแค่ครั้งเดียว คนอ่านก็เป็นคนอื่น ยังไงเขาก็ไม่รู้จักเราอยู่แล้ว

แต่ไม่กี่เดือนต่อมา คนรู้จักของเราหลาย ๆ คนก็ได้อ่านเรื่องนั้น ซึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่เรากลัวที่สุด แต่เราก็พยายามกลั้นใจ 'เอาไปสิ เอาไปอ่าน' และทุกคำวิจารณ์ เรายิ้มรับ เวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เราคิดทบทวนเรื่องงานชิ้นนั้น ทุกข้อผิดพลาดพอจะเห็นอยู่

เรารู้ว่างานชิ้นนั้นมันไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็พอใจที่สุดในความสามารถและปัญญาที่จะมีเพื่อสร้างมันขึ้นมาในเวลานั้นแล้ว เราเห็นด้วยกับทุกคำติ แต่มันไม่ได้ทำให้เรารักงานชิ้นเล็ก ๆ ของเราน้อยลง

ก็คงจะเหมือนกัน กับเราทุกคนตอนนี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ถ้ามันเกิดจากความสามารถและปัญญาทั้งหมดที่เรามีแล้ว เราว่าภูมิใจกับมันเถอะ ตัวเราเองรู้ข้อด้อยของตัวเองดีที่สุด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะกดมันไว้ ลองปล่อยตัวเองออกจากกรงขัง แล้วออกไปหาแสงสว่าง ออกไปเพื่อบอกว่านี่คือเราในวันนี้ อาจจะดีหรือแย่ลงในวันหน้า แต่ว่านี่คือเราในวันนี้

มันไม่จำเป็นต้องเป็นงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ อย่ากลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะนั่นคือการกลัวที่จะเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดเท่าที่เราจะเป็นได้

ทุกวันนี้เราก็ยังไม่เก่งหรอก แต่รู้สึกว่าตัวเองกล้ามากขึ้น เราเอางานให้คนดู ถ้าเราเห็นด้วยก็แค่แก้ เราเอาตัวเองให้คนเห็น ถ้าคำวิจารณ์ไหนดูเป็นประโยชน์ ก็แค่ปรับ พยายามจะยิิ้มกับข้อผิดพลาดในงาน และมันทำให้เรายิ้มกับข้อด้อยในตัวเองได้ด้วย .. ก็มันเป็นอย่างนี้แหละ คำตรงนี้แก่ไปนะ เออจริง ช่วงนี้อ้วนไปนะ .. ก็กินขนมเยอะไปหน่อยน่ะ แหะ ๆ แล้วก็หยิบไอติมมากินต่อไป

การเขียนอะไรให้คนอื่นอ่าน หรือเอางานที่เป็นตัวเองมาก ๆ ออกไปให้คนอื่นดู มันอาจจะไม่ใช่การแก้ผ้าต่อหน้าใครเสมอไปก็ได้นะ 
ถ้าเราไม่คิดว่า 'ตัวตนเราในงานนั้น' จำเป็นต้องถูกซ่อน การจรดตัวอักษรก็คือการออกไปยืนในเสื้อผ้าที่เราเห็นว่าสวยที่สุดแล้ว



SHARE
Writer
Sukritsra
Human
นักท่องเที่ยวในความคิด ใช้ชีวิตในเรื่องราว | I write the story that writes who I am. | ทุกตัวอักษรของฉัน คือคำอธิบายตัวฉันที่ดีที่สุดแล้ว :))

Comments

iamatraveller
4 months ago
อ่า นั่นน่ะสิคะ การเปลือยความคิดเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้ามากที่สุด
Reply
Namimii
4 months ago
อือฮึ เข้าใจเลยยย
Reply
Wanree
4 months ago
ฮือออ ดีจังค่ะ
Reply