จงเชื่อในบางสิ่ง, ถึงแม้ว่ามันต้องแลกมาด้วยทุกสิ่ง (part2)
Dream Crazy

(5)
แน่นนอนว่า การนำเอาเพลงชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงเพื่อคนผิวดำ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับเคเพอร์นิคในระดับหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้เต็มปากมากนัก เมื่อมองถึงคำว่าสิทธิและเสรีภาพที่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา การกระทำของชายหนุ่มจึงดูเหมือนจะยังเป็นเรื่องที่รบกวนใจ ไม่เท่ากันกับการนำเอา ‘อเมริกันฟุตบอล’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องสิทธิของคนแอฟริกัน-อเมริกัน

เพราะฟุตบอล ในสหรัฐอเมริกานั้น ยังคงเป็นตัวแทนอะไรหลายอย่างของคนผิวขาว แม้กระทั่งในทุกวันนี้

ถึงแม้ว่านักกีฬาอาชีพในลีคอเมริกันฟุตบอลหรือ NFL ในปัจจุบัน มากกว่าครึ่งหนึ่งจะเป็นคนผิวสี แต่หากว่ามองลงไปลึกๆ แล้ว นักกีฬาที่ได้รับการพูดถึง หรือได้รับการยกย่องแทบทั้งหมดก็ยังเป็นคนขาวอยู่นั่นเอง ความเป็นนักฟุตบอลยังคงมีภาพลักษณ์ของคนขาวอยู่ ไม่ต่างอะไรไปจากเกือบร้อยปีก่อนหน้านี้

ถ้าเรายกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น ลองนึกถึงโรงเรียนมัธยมปลายในอเมริกา อย่างที่เห็นในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง เราจะเห็นภาพของ ‘ชนชั้น’ ที่อยู่ในโรงเรียน คนที่เป็นเด็กเรียนก็จะอยู่กลุ่มหนึ่ง พวกแก๊งเด็กเกเรก็จะอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนบ้านมีฐานะ กลุ่มคนที่บ้านอยู่ในละแวกที่ไม่เค่อยมีเงิน ทั้งหมดจะมีความเป็น Hierarchy ลดหลั่นกันลงไป มันเป็นเหมือนกับภาพสังคมย่อมๆ ที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกก็ไม่ผิดนัก

เอาละ, คุณลองหลับตาลงพักนึง แล้วคิดถึงภาพของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลตัวใหญ่ที่เดินมาเป็นกลุ่ม ทุกคนอาจจะใส่เสื้อทีมของโรงเรียนที่เป็นสีแดง กับเครื่องป้องกันตัวเต็มชุด กับหมวกกันน็อคที่อยู่ในอ้อมแขน อาจจะมีทีมเชียร์ลีดเดอร์อยู่ใกล้ๆ ด้วยก็ได้

ใช่, ถูกต้องเลย คุณแทบจะเห็นภาพนั้นที่เป็นคนผิวดำไม่ออกเลย ถ้ามีคนผิวดำก็อยู่ในนั้นก็คงมีแค่คนเดียวหรือสองคน และเชื่อจริงๆ เลยว่า หัวหน้าหรือกัปตันทีมในภาพที่เห็นนั้นน่ะ จะเป็นคนขาวเสมอ นั่นคือภาพลักษณ์ของกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มีของคนอเมริกันนั่นแหละ มันเป็นกีฬาที่เป็นตัวแทนของความแข็งแรง ความเป็นผู้ชาย และที่สำคัญก็คือความเป็นคนขาวที่น่าภาคภูมิใจ

เมื่อเคเพอร์นิคเริ่มต้นคุกเข่าลงระหว่างการร้องเพลงชาติ หลายคนอาจจะบอกว่ามันไม่ควรเอาเรื่องกีฬาที่เป็นกลางเข้ามายุ่งกับเรื่องการเมืองแบบนี้ หากแต่ไม่เคยมีเรื่องราวการต่อต้านที่รุนแรงแบบนี้เลยในกีฬาอื่นๆ ทั้งที่มีการต่อต้านในลักษณะแบบนี้มาก่อนก็ตาม

เพราะลึกๆ แล้วพวกเขาไม่ต้องการให้อเมริกันฟุตบอล ที่เป็นสัญญะของพวกเขาเองต้องเปลี่ยนไป หรือเปลี่ยนไปมากกว่านี้ พวกเขาต้องการให้ฟุตบอลยังคงเป็นฟุตบอลที่เขารู้จักต่อไป การประท้วงของเคเพอร์นิคจึงเหมือนจี้ลงไปในกล่องดวงใจของคนหลายคน

จนมันเริ่มกลับมาทำร้ายตัวเขาเองในที่สุด




(6)
แม้ว่าฟอร์มของซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนน์เนอร์สในปี 2016 นั้นจะแย่ลงจนถึงขีดสุด หลังจากที่แย่ลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2014 หลังการอำลาทีมไปของยอดโค้ชอย่างจิม ฮาร์บอห์ ที่เคยพาทีมไปถึงซุปเปอร์โบลว์ในปี 2012 ก่อนที่จะแพ้ไปให้กับบัลติมอร์ เรฟเวนส์อย่างน่าเสียดาย

และควอเตอร์แบ็คผู้นำทีมไปจนถึงซุปเปอร์โบลว์ในปีนั้นก็ไม่ใช่ใครนอกจากโคลิน เคเพอร์นิค

เมื่อลีค NFL ปิดฤดูกาลลงในปี 2016 สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นอย่างการต่อสัญญากับควอเตอร์แบ็คตัวหลักของทีม กลับเงียบลงอย่างที่ใครหลายคนคาดเดาได้ ไม่มีสัญญาณที่ทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนน์เนอร์สจะเซ็นสัญญาใหม่ กับเคเพอร์นิคต่อไปหลังจากกรณีของ U.S. national anthem protests เกิดขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะไม่มีทีมไหนใน NFL กล้าเซ็นสัญญากับควอเตอร์แบ็ควัย 30 ผู้เคยพาทีมเข้าชิงซุปเปอร์โบลว์เลยสักทีมเดียว แม้ทุกคนที่ดูอเมริกันฟุตบอลจะรู้ว่าการหาควอเตอร์แบ็คฝีมือดีที่จะนำทีมมาได้นั้นสามารถเปลี่ยนทีมเกรด C เป็นทีมเกรด A เพื่อลุ้นแชมป์ได้เลยก็ตาม หรือแม้แต่การมีควอเตอร์แบ็คสำรองที่มีประสบการณ์นั้น ก็ยังเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับทีมทีมหนึ่งจะมีไว้

ไม่มีใครกล้าเสี่ยงพอที่จะเป็นศัตรูกับคนทั้งลีค, ไม่สิกับคนทั้งประเทศด้วยซ้ำ ในการคุยกับโคลิน เคเพอร์นิคหลังจากสิ่งที่เขาได้ทำไว้ แม้มันจะเป็นแค่การประท้วงด้วยการคุกเข่าลงข้างหนึ่งระหว่างเพลงชาติก็ตาม เอาเข้าจริง, หลายๆ คนใน NFL คงโล่งใจที่สามารถกำจัดเขาออกไปจากวงการได้เสียที

หากแต่การประท้วงนี้ไม่ได้จบลงง่ายๆ แม้ว่าจะไม่มีเคเพอร์นิคแล้วก็ตาม ในปี 2017 มีผู้เล่นอีกไม่น้อยที่ยังทำการประท้วงแบบเดียวกับเขา แม้ว่าจะมีการรณรงค์ไม่ให้นำเอากีฬากับการเมืองมาเกี่ยวข้องกันก็ตามที และเริ่มแพร่กระจายไปสู่กีฬาชนิดอื่นๆ อีกด้วย

การประท้วงนี้ดำเนินอยู่เงียบๆ กว่าสองปี จนกระทั่งในปี 2018, โรเจอร์ กูเดล ผู้บริหารของลีค NFL และเจ้าของทีม NFL เกือบทั้งหมดประกาศออกกฎใหม่ว่า เมื่อเพลงชาติก่อนเกมบรรเลงขึ้นนักกีฬาในสนามจะต้องยืนแสดงความเคารพให้กับเพลงชาติ ถ้าใครไม่ต้องการยืนขึ้นก็ให้อยู่แต่ในห้องล็อคเกอร์ก่อน แล้วค่อยออกมาหลังจากที่เพลงชาติจบแล้ว

เป็นความพยายามในการหยุดยั้ง U.S. national anthem protests อย่างถึงที่สุดแล้วของ NFL แต่ดูเหมือนเรื่องราวจะยังไม่จบลงง่ายๆ เพียงแค่นี้

(7)
สำหรับควอเตอร์แบ็ค, หรือนักกีฬาโดยทั่วๆ ไปแล้ว ในวัย 30 ปีนั้นอาจจะถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของอาชีพ มันเป็นช่วงอายุที่เก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์มาจนโชกโชน โดยที่ร่างกายของนักกีฬายังไม่ถดถอยลง เป็นช่วงที่ถ้าจะไขว่คว้าความสำเร็จในชีวิต มันก็คงจะต้องเป็นเวลานี้นั่นแหละ

แต่ดูเหมือนเคเพอร์นิคจะตัดสินใจ ที่จะเสี่ยงเอาความฝันของเหล่านักกีฬาไปกับการประท้วงนั้น และดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะพ่ายแพ้ให้กับโชคชะตา เพราะเหมือนว่าเขาได้สูญเสียทุกอย่างที่เขามีไป

ทั้งความฝันของนักกีฬา การได้เล่นกีฬาที่เขารัก จำนวนเม็ดเงินอีกมหาศาลที่เขาควรจะได้ ทั้งการเซ็นสัญญาในทุกอย่างสุขงอม รวมไปถึงสปอนเซอร์ของนักกีฬา ที่มูลค่าอาจจะมหาศาลยิ่งกว่าสัญญาจากทีมซะอีก

อย่าลืมไปว่าอายุของอาชีพนักกีฬานั้นสั้นมาก เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ ที่เกษียณตัวเองที่อายุ 60 ปี ในอเมริกานั้นการเริ่มต้นเป็นนักกีฬาอาชีพเกิดในช่วงวัยอายุ 20 ปี โดยปกติจะเลิกเล่นไปตอนอายุซัก 35 ปี นั่นเท่ากับเรามีเวลาที่จะหาเงินได้น้อยกว่าคนธรรมดาถึง 25 ปี เลยทีเดียว

เมื่อถามว่าเคเพอร์นิคไม่รู้เลยเหรอว่าเขาอาจจะต้องสูญเสียอะไรจากการประท้วงของเขาบ้าง เชื่อเหลือเกินว่าเขารู้ แต่ชายหนุ่มก็ยังทำมันอยู่ดี โดยไม่คิดที่จะถอยหลังกลับ แม้ว่าเขาจะยังมีความหวังลึกๆ ที่จะได้กลับมาเล่นใน NFL อยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปยังปี 2018, หลังจากที่ NFL ได้ออกกฏเกี่ยวกับการเคารพเพลงชาติแล้วนั้น ก็ดูเหมือนจะยังไม่มีทีมไหนกล้าที่จะคุยสัญญาใหม่กับเขาอยู่ดี

ในตอนนั้นเองที่ NIKE ได้เข้ามา เข้ามาพร้อมกับสโลแกนที่ออกในปี 2018 อันนั้น

Believe in something. Even if it means sacrificing everything

นั่นคือสโลแกนของไนกี้ ที่มาพร้อมกับเรื่องราวของโคลิน เคเพอร์นิค ที่ทุกคนรู้ดีกว่าการเสียสละของเขาคืออะไร สนามรบใหญ่ที่ไนกี้ตัดสินใจกระโดดลงไปด้วยตัวเอง นั่นคือสนามรบอันยืดเยื้อยาวนานที่เรียกว่า ‘การเหยียดผิว’

แม้ตัวโฆษณาจะไม่ได้สื่อออกมาแบบนั้นตรงๆ แต่มันเท่ากับไนกี้ได้เลือกข้างในสนามรบนี้แล้ว เหล่าบรรดาผู้คนที่ไม่เห็นด้วยต่างโกรธแค้น มันถูกแสดงออกด้วยการเผารองเท้าไนกี้นับหมื่นๆ คู่กับกระแสต่อต้านอันรุนแรงของ #BoycottNike อย่างที่บอกไปแล้ว แต่เหมือนไนกี้จะไม่สนใจ

มันอาจจะเพราะไนกี้คิดว่ากระแสนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป หรือเพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของไนกี้เป็นคนผิวดำที่ชอบดูกีฬาบาสเก็ตบอลมากกว่าฟุตบอล หรืออาจจะเป็นเพราะไนกี้คิดว่ากระแสในการพูดถึงของหลังจากสโลแกนนี้จะทำรายได้กลับมาให้มากกว่าที่สูญเสียไปก็ตาม

แต่มันเป็นความกล้าหาญอย่างแน่นอน

แบรนด์ต่างๆ ในโลกนี้ หลีกเลี่ยงเหลือเกินที่จะเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนกับความวุ่นวายทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม ดูได้จากบริษัทของไทยอย่าง เอไอเอส หรือปตท ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถสลัดเอาภาพของการเมืองออกจากตัวเองได้ ผลกระทบที่มาจากฝั่งการเมืองแต่ละครั้ง ก็ส่งแรงกระเทือนไปสู่ภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย แต่ไนกี้นั้นเลือกแล้วว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหนในสงครามที่ยังไม่จบ และดูเหมือนไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบลงยังไงอีกด้วย แต่ก็อย่างที่ไนกี้ได้บอกแล้วว่า “จงเชื่อในบางสิ่ง, ถึงแม้ว่ามันต้องแลกมาด้วยทุกสิ่ง”

Don’t ask if your dreams are crazy. Ask if they’re crazy enough.

(9)
Dream Crazy
Nike
2018
https://youtu.be/Fq2CvmgoO7I

If people say your dreams are crazy
ถ้าผู้คนพูดว่าความฝันของคุณมันช่างบ้าบน

If they laugh at what you think you can do
ถ้าพวกเขาหัวเราะกับสิ้งที่คุณคิดว่าคุณทำได้

Good
ดีแล้ว

Stay that way
อย่าหยุดเสียล่ะ

Because what non-believers fail to understand is that calling a dream crazy is not an insult
เพราะสิ่งที่คนที่ไม่เชื่อไม่มีทางที่จะเข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าความฝันบ้าๆ นั้น มันไม่ใช่การดูถูก

It's a compliment
มันเป็นคำชื่นชมต่างหาก

Don't try to be the fastest runner in your school
อย่าพยายามที่จะเป็นนักวิ่งที่เร็วที่สุดในโรงเรียน

Or the fastest in the world
หรือเร็วที่สุดในโลก

Be the fastest ever
จงเป็นคนที่เร็วที่สุดที่เคยมีมา

Don't picture yourself wearing OBJ's jersey
อย่าวาดภาพของคุณที่ใส่เสื้อของ OBJ (Odell Beckham Jr)

Picture OBJ wearing yours
วาดภาพที่ OBJ ใส่เสื้อของคุณสิ

Don't settle for homecoming queen or linebacker
อย่าหยุดเลือกว่าจะเป็น homecoming queen หรือ linebacker

*Homecoming queen, ราชินีงานคืนสู่เหย้า
*Linebacker, ตำแหน่งผู้เล่นในทีมรับของอเมริกันฟุตบอล

Do both
ทำไมทำมันทั้งคู่ล่ะ

Lose 120 pounds and become an Ironman after beating a brain tumor
ลดน้ำหนักลง 120 ปอนด์ แล้วกลายเป็นมนุษย์เหล็ก หลังจากเอาชนะเนื้องอกในสมองด้วย

Don't believe you have to be like anybody to be somebody
อย่าเชื่อว่าคุณต้องเป็นเหมือนกับทุกคน เพื่อเป็นใครคนนั้น

If you're born a refugee, don't let that stop you from playing soccer
ถ้าคุณเกิดมาเป็นผู้อพยพ, อย่างให้มันหยุดในการที่คุณจะเล่นฟุตบอล

For the national team
เล่นเพื่อทีมชาติ

At age 16
ตอนอายุ 16

Don't become the best basketball player on the planet
จงอย่าเป็นนักบาสเก็ตบอลที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้

Be bigger than basketball
จงยิ่งใหญ่กว่าบาสเก็ตบอล

Believe in something, even if it means sacrificing everything
จงเชื่อในบางสิ่ง, ถึงแม้ว่ามันต้องแลกมาด้วยทุกสิ่ง

When they talk about the greatest team in the history of the sport, make sure it's your team
เมื่อพวกเขาพูดถึงทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกีฬา, ทำให้มั่นใจว่ามันเป็นทีมของคุณ

If you have only one hand, don't just watch football
ถ้าคุณมีมือแค่ข้างเดียว, อย่าแค่ดูฟุตบอล

Play it
เล่นฟุตบอลสิ

At the highest level
ในระดับที่สูงที่สุดด้วย

And if you're a girl from Compton, don't just become a tennis player
และถ้าคุณเป็นเด็กสาวจากคอมป์ตัน จงอย่าเป็นแค่นักเทนนิส

Become the greatest athlete ever
จงเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกว่าใครๆ

Yeah, that's more like it
ใช่เลย, นั่นฟังดูดีกว่าเยอะ

So don't ask if your dreams are crazy
ดังนั้น อย่าถามเลยว่าความฝันของคุณนั้นบ้าบอมั้ย

Ask if they're crazy enough
จงถามว่าพวกมันบ้าพอหรือเปล่า?

SHARE

Comments