เมื่อครอบครัวก็จำเป็นต้องทำ "สังคายนา" แม้ในพิธีจะไม่มีสงฆ์
เคยได้ยินว่าต่อให้คุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเลวกับชีวิตไปนับไม่ถ้วน สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในหัวใจของคุณก็คือครอบครัวซึ่งมีแรงผลักดันต่อชีวิตมหาศาล และเพราะครอบครัวทรงพลังเกินต้านทาน เราจึงต้องทำ "สังคายนา" ฉีกและขยี้ให้เส้นความสัมพันธ์มันแน่นแฟ้น

อันที่จริงไม่ควรใช้คำว่า "สังคายนา" เพราะมีความหมายว่า สวดพร้อมกัน หรือ การประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า (ข้อมูลจากวิกี้) 

แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนดี เพราะเมื่อเร็วๆนี้(23/06/19) เพิ่งมีการสวดพร้อมกัน ระหว่างตัวเอง แม่ และพี่ชาย ในประเด็นละเอียดอ่อน ที่ชอนไชลึกเข้าไปในบาดแผลของพวกเราทุกคน อดีตที่เคยทำร้ายกันและกันซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยของแผลเป็นที่ไม่สามารถทำเลเซอร์กำจัดให้จางหาย ถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งในเวลาที่สมควร(มั้ง)

เรื่องราวเริ่มต้นจากประเด็นการจัดฟันของลูกพี่ลูกน้อง ที่ตอนนี้อยู่ในการดูแลของยายแท้ๆของเรา เนื่องจากครอบครัวของลูกพี่ลูกน้องคนนี้มีปัญหาหลายประการจึงต้องฝากน้องมาอยู่ที่บ้านของยาย และบ้านของน้องคนนี้ก็ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการเงินขั้นวิกฤต(ศึกมรดกในครอบครัว) จึงทำให้การตัดสินใจไปใส่เหล็กดัดฟันครั้งนี้เกิดประเด็นร้อนในอกของแม่เราอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม่เป็นคนจ่ายเงินทั้งหมดให้แก่ยาย และยายก็เอาเงินไปดูแลน้องและหลายๆคนที่เข้ามารุมทึ้งประหนึ่งฝูงไฮยีน่า

การพูดในนาทีแรกๆระหว่างเรา แม่และพี่ชาย เป็นการปูพื้นฐานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น กระทั่งแม่เริ่มต่อว่าการตัดสินใจแบบสิ้นคิดของลูกพี่ลูกน้อง(อายุแค่ 18 ปี)ที่ยังเด็ก ว่าไม่รู้จักพอประมาณตัวเอง บลาๆ ทีนี้พี่ชายผู้มีบาดแผลเกี่ยวกับการมองโลกของในมุมของเด็กและผู้ใหญ่ ก็รีบกระโจนเข้ามาบวกแทนลูกพี่ลูกน้องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแบบเสียงแข็งกระด้าง 

ไปๆมาๆ ประเด็นก็เปลี่ยนไป แม่เริ่มโทษไปที่ตัวผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของลูกพี่ลูกน้องว่าไร้ศักยภาพ หน้าไม่อายและเห็นแก่ตัว โทษไปมา สุดท้ายก็โทษทุกคน 

และแล้วเรื่องราวก็ค่อยๆเปิดเผยบาดแผลในใจของแต่ละคน โดยเริ่มจากพี่ชาย พี่ใหญ่ของบ้าน ผู้คอยปกป้องและแก้ตัวให้น้องๆเมื่อเกิดดราม่าระดับครอบครัว พี่ชายผู้ต้องเติบโตมากับพ่อและแม่ใหม่ในช่วงวัยรุ่น หลังจากแม่ตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากบ้านไปอยู่อีกบ้านและแต่งงานใหม่ จากนั้นพี่ชายก็ต้องย้ายไปอยู่กับแม่ในช่วงเริ่มต้นเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนจะย้ายไปอยู่หอและไม่กลับไปอยู่กับใครอีกเลย 

พี่ชายผู้เข้มแข็ง ถูกกล่าวหาว่าเห็นแก่ตัวและยังตั้งตัวไม่ได้สักทีตามความคาดหวังของคนในครอบครัวได้เปิดเผยบาดแผลของตัวเองว่าถูกกระทำเหมือนคนไร้ตัวตน ผู้ใหญ่ไม่เคยรับฟัง เอาแต่โกหกให้เด็กเห็นเพียงด้านเดียว แล้วโทษเด็กที่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่ให้เห็นว่าช่างโง่เขลา

ยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งฉีกปากแผลเก่าของแต่ละคนให้เปิดกว้าง หนึ่งในนั้นก็คือเราผู้อยู่ในเหตุการณ์และยังคงเจ็บปวดกับบาดแผลที่พ่อแม่ได้สร้างเอาไว้และอีกส่วนหนึ่งก็คือเราที่กีดมันเอง 

เราเปิดปากเรื่องที่แม่เริ่มไม่รับฟัง และประชดประชันเพื่อหนีปัญหา เมื่อแม่ได้ยินแต่ไม่ได้ฟังเพราะเอาแต่อคติและเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำเช่นนี้เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยจากสิ่งที่ไม่มั่นคงและทำให้ตัวเองดูแย่ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ลูกยังเยาว์กระทั่งโตเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว 

เราผู้เคยถูกแม่ฉีกอกให้เจ็บช้ำจนเจียนตาย ในอดีตก็เคยกล่าวประชดให้แม่เจ็บปวดเช่นเดียวกันว่า "แม่ก็เหมือนคนแปลกหน้าที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน"  หลังจากพูดออกไปในตอนนั้นเกิดความสะใจที่ได้เอาคืน แต่พอผ่านไปกลับทุกข์ระทมยิ่งกว่านรกเผาใจ นรกไม่ได้เกิดขึ้นตอนเราตาย แต่มันเผาเรานับตั้งแต่เราเริ่มทำความผิด

จากวันนั้นสิ่งที่เราพูดไปมันก็ได้กีดลึกและฝังรากเหมือนเห็ดราลงไปในใจของแม่ ผู้หญิงที่ทั้งเราและพี่ชายมองว่าไม่เคยเปิดใจรับฟังใคร เห็นแก่ตัว ไม่มีความรับผิดชอบ ทิ้งลูกและใจดำ ก็ได้พลั่งพลูตามคำพูดแกมบังคับของลูกว่าตัวเองจดจำและเจ็บปวดไม่ต่างกัน 

ผู้หญิงที่ไม่สามารถจะเลี้ยงดูลูกได้แม้แต่คนเดียว ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก ไม่เคยได้รับความรักจากลูกเพราะเชื่อว่าลูกไม่เคยรัก อึดอัดใจจนอยากจะหนีไปให้ไกล อย่างน้อยการได้เจอผู้ชายคนใหม่ที่รับฟังก็น่าจะดีกว่าลูกแท้ๆที่ทำเหมือนว่าตัวเองเป็นแค่คนแปลกหน้า 

ทุกอย่างถูกอ้วกออกมาจากปากของแม่และลูกทั้งสอง ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บปวด บาดแผลที่เราทุกคนล้วนแต่พยายามจะลืมเลือน อยากปกปิดและซ่อนเอาไว้ให้ลึกไปจนตาย กลับถูกเปือยออกมาให้เห็นทุกซอกมุม 

นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่น้ำตาของเราไหลออกมา ทั้งเศร้า หดหู่ เสียใจ สิ้นหวัง อาลัยและถวิลหาความรักที่ไม่เคยได้รับ แม่หยุดที่จะฟัง นั่นคือทีท่าของแม่ครั้งล่าสุด แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหัวใจของแม่จะเปิดฟังด้วยหรือเปล่า 

เพราะสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็คือ หัวใจของเราได้กระกระพือปีกโบยบิน ละทิ้งบาดแผลที่เราไม่เคยยอมรับมันสักที แต่ตอนนี้ได้ยอมรับและพร้อมที่จะช่างหัวแม่งแล้ว 

วินาทีต่อจากนี้ไป เราไม่สนใจอีกแล้วว่า แม่จะเปิดใจหรือฟังลูกๆด้วยหัวใจแบบไม่ประชดกันได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะฟังหัวใจของแม่ พี่ชาย คนรอบข้างและตัวเองอย่างแท้จริง 

นับจากนี้ไปคงต้องขออวยพรให้แม่และพี่ชายมีความสุขกับปัจจุบัน ส่วนบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็คงทำได้เพียงมองมันและปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็อาจจะลูบสัมผัสมันเบาๆ แต่จะไม่ขยี้ให้เกิดขึ้นมาเป็นดราม่าซ้ำซ้อน เพราะไม่ควรมีใครต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก สังคายนาครั้งนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นลง

SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments