รีวิว: การพบจิตแพทย์ด้วยตนเอง
"ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าอาการดีขึ้น จะมาแชร์ประสบการณ์ครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นไม่มากก็น้อย"
สาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจไปพบคุณหมอ เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยรู้สึกดาวน์ขนาดนี้มาก่อน ไม่สามารถจัดการความรู้สึกนี้ได้ บนโซฟาที่ห้องเรานอนจมน้ำตาอยู่ 2 อาทิตย์ (ขอไม่ลงรายละเอียด แต่สาเหตุคือ ตัวเรานี่แหละที่คาดหวังกับเพื่อน ๆ มากเกินไป) เราทำงานไม่ได้ จนต้องขาลากลับอยู่บ้านทั้งสัปดาห์ ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าเรางี่เง่า เรียกร้องความสนใจ หรืออะไรต่าง ๆ นา ๆ
อาการเราแย่ลงเรื่อย ๆ จนเริ่มมีความคิดว่า อยากหายไปจากตรงนี้ น่าจะดีซะกว่า
เราไม่ได้อยากตายหรอก แค่อยากหายไปเฉย ๆช่วงที่ไปเจอผู้คนภายนอก เราก็ทำตัวปกติมาก ๆ ยังเฮฮา ทักทายคนอื่นแบบปกติ แต่ในใจเหมือนกำลังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา
อยู่ ๆ เราก็นึกถึงโรคซึมเศร้าขึ้นมา หลังจากนั้นก็เริ่มหาข้อมูล แล้วเริ่มเอะใจว่าทำไมถึงตรงกับตัวเองมาก ๆ แต่พอคิดว่าต้องไปพบจิตแพทย์ เราก็ถอดใจขึ้นมาเลย "ในสังคมนี้การไปพบจิตแพทย์ มีแค่คนบ้าเท่านั้นแหละ" จนอ่านไปเจอบทความหนึ่งจำได้ทำนองว่า "จิตใจน่ะ ก็ป่วยได้เหมือนกับร่างกายนั่นแหละ เมื่อมันป่วยเราก็ต้องไปหาหมอให้รักษา"

หลังจากนั้นเราก็เริ่มโทรสอบถามโรงพยาบาลต่าง ๆ 
-ถ้าเป็นเอกชน เหมาะกับผู้ที่มีทุนทรัพย์ขั้นต่ำ ๆ คือ 2,000 บาท
-ในส่วนโรงพยาบาลของรัฐ มีผู้ป่วยเยอะมาก แนะนำให้ไปถึงแผนกจิตเวชก่อน 7.00 น. (เพื่อรอคิวหลุด ถ้าโชคดีก็จะสามารถพบคุณหมอได้ในวันนั้นเลย) หากรอพบหมอตามคิวอาจจะต้องรอประมาณ 1 เดือน

เช้าวันนั้นเราไป โรงพยาบาลราชวิถี ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ทั้งกลัว ทั้งรู้สึกอายที่ต้องบอกกับพยาบาลตรงที่ทำบัตรว่า "ขอพบหมอแผนกจิตเวชค่ะ" แต่ว่าคุณพยาบาลพูดกับเราดีมาก "ไม่สบายใจใช่ไหมคะน้อง พี่ก็คิดว่าพี่ก็เป็นเหมือนกัน ว่าจะไปขอพบหมอบ้าง ดีแล้วค่ะที่มาหาหมอ" ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราก็ไม่ได้แปลกนี่หว่า เรายิ้มให้พี่พยาบาล

หลังจากนั้นก็เดินตามเส้นสีต่าง ๆ บนพื้น สำหรับแผนกจิตเวช คือ สีน้ำตาล เดินตามไปเรื่อย ๆ จนเจอแผนกจิตเวช คนในนั้นเยอะมาก ทุกคนดูปกติมาก ๆ ไม่มีใครดูแปลกเลย
อันดับแรกก็เจอกับพี่พยาบาลคัดกรอง เพราะเราเพิ่งมาเป็นครั้งแรก
"เป็นอะไรมาคะ รู้สึกไม่ดีตรงไหน เล่าให้พี่ฟังก่อนนะคะ" พี่พยาบาลถาม ตอนแรกเราก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่พี่เขาให้เล่าทุกอย่างให้ฟังเพื่อประเมินอาการก่อนไปพบคุณหมอ
ตัวเราก็เล่าไปทั้งน้ำตาเลยค่ะ ไม่สามารถกลั้นไว้ได้ ไม่อายแล้วค่ะตอนนั้น
ทิชชู่บนโต๊ะเหมือนถูกเตรียมไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ตอนนั้นยังรู้สึกว่า ทิชชู่นี่ยังมีค่ามากกว่าเราซะอีก 
แต่ว่าคำนึงที่พี่พยาบาลพูดกับเราคือ "ต้องไหวนะคะน้อง" แค่นั้นแหละค่ะ เรารู้สึกว่านี่คือคำที่เรารอฟังมาตลอด อีกอย่างการที่เล่าออกไป แค่นั้นก็รู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ
หลังจากที่ฟูมฟายเรียบร้อยแล้วก็รอเจอคุณหมอค่ะ 

นั่งรอไปซักพัก(ใหญ่ๆ)คุณพยาบาลก็เรียกชื่อค่ะ
พอเข้าไปในห้องหมอ ก็เหมือนกับเวลาที่เราเจอหมอตอนเป็นไข้หวัดเลย
"เป็นอะไรมา ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้" 
ด้วยความเขิน ๆ ก็ตอบไปว่า "ไม่สามารถจัดการความรู้สึกตัวเองได้ค่ะ"
"ช่วยอธิบายให้หน่อยสิ"
 คุณหมอก็จะเริ่มจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ วิเคราะห์อาการตามหลักจิตวิทยาลงในสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ และตอนนั้นพอฟังคุณหมอไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่า เออจริง พอคิดตามคุณหมอไป เราก็เลยเข้าใจแล้วว่า ไม่ต้องไปหาคำตอบให้กับอะไรพวกนั้นหรอก เพราะ "มัน ไม่ มี"

หลักการที่จำได้คือเรื่อง Self-Esteem เป็นเรื่องของความมั่นใจในตัวเอง มาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน
-ภายนอก คือ การได้รับคำชม การมียอดไลค์เยอะ ๆ ใน Facebook (ซึ่งตัวของเรากำลังแคร์กับสิ่งภายนอก เพราะ เมื่อก่อนเรารู้สึกกว่าเรามีเพื่อนคอยซับพอร์ท จะทำอะไรเราก็ไม่กลัว เพื่อนเหล่านั้นคือเหมือนกับสิ่งที่เราสบายใจที่สุด ส่งผลให้เมื่อก่อนเราจึงมีความมั่นใจ ในการท้าชนกับสิ่งต่าง ๆ มันไม่ใช่นิสัยแต่เพราะตอนนั้นเรามั่นใจ อะไรประมาณนี้)
-ภายใน คือ การเห็นคุณค่าของตัวเอง สิ่งที่ทำแล้วตัวเองมีความสุข เติมเต็มความต้องการของตัวเอง เราก็จะเห็นคุณค่าในตัวเอง และทำอะไร ๆ เพื่อตัวเอง ง่าย ๆ ก็คือ การรักตัวเองนั่นแหละค่ะ (ซึ่งการสร้างความมั่นใจจากภายในนั้นง่ายมาก เริ่มจากหางานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เพราะเมื่อไรที่เราเห็นต้นไม้งอกขึ้นมา แค่นั้นเราก็เริ่มภูมิใจในตัวเองแล้ว)

คุณหมอไม่ได้พูดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า หรือสารเคมีอะไรในตัวมีปัญหา แต่ให้คำแนะนำซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้จริง อีกอย่างคือให้เราอยู่ "นิ่ง ๆ" จะดูซีรีย์ หรือปลูกต้นไม้ ก็ลองดูซักอาทิตย์ แล้วจะดีขึ้น

ส่วนใหญ่แล้ว 80% ของคนไข้แบบเราจะไม่กลับมาหาหมออีก เพราะไม่ได้ป่วยถึงขั้นเป็นโรค (ใช่ค่ะ ตอนนี้เราดีขึ้นแล้ว ไม่ได้กลับไปหาหมออีก)

อีกอย่างหนึ่งคุณหมอเป็นเพียงคนให้แนวทางว่าควรทำตัวอย่างไร ที่เหลือก็คืออยู่ที่เราทั้งหมดที่จะรักษาสภาพจิตใจของตัวเองได้

คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ ซึ่งส่วนตัว คิดว่าแต่ละคนก็จะได้รับคำแนะนำหรือหลักการทางจิตวิทยาต่าง ๆ ตามเหตุการณ์ที่ประสบมา

สุดท้ายแล้วก็ไปจ่ายเงิน (ไม่ได้สิทธิบัตรทอง ประกันสังคม มีแค่บัตรประชาชน) สิริรวม 72.50 บาท ค่ะ (ไม่เกิน 100 บาทนี่แหละ)

หลังจากหาหมอเสร็จแล้ว เราก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง พยายามเยียวยาตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วตั้งใจว่าจะออกจากงานเดิม เพื่อกลับไปอยู่บ้านจนกว่า ป.โท จะเปิดเทอม แต่บังเอิญมีรุ่นพี่มาชวนเราไปทำงานกับเขาพอดี และก็ถือว่าเป็นการดีที่จะได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้พัฒนาตัวเอง เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนงาน

สุดท้ายนี้ตัวเรา ณ ปัจจุบันนี้อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่หายดีหรอกค่ะ ก็คิดว่าจะเยียวยาตัวเองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหายเป็นปกติ และจะไม่คาดหวังกับอะไรขนาดนั้นอีกแล้ว
ช่วงที่เราดาวน์สุด ๆ ต้องขอบคุณเพื่อนที่ห้อง ป.โท อาจารย์ และคน ๆ หน่ึงที่อยู่ไกลจากเรามาก ๆ แต่ยังรับสายเราทั้งที่ดึกแล้ว ที่รับฟังและให้กำลังใจนะคะ 
สำคัญที่สุดขอบคุณมาก ๆ คือ คนที่พาเราไปหาหมอ ขอบคุณมากจริง ๆ 
อยากให้การพบจิตแพทย์ เป็นแค่เรื่องธรรมดาในสังคม


SHARE
Writer
rivulet
travel photo story
"ฉันเป็นปลา ที่ตกหลุมรักหมาป่า"

Comments

Daisyz
4 months ago
สู้ๆนะคะ คุณเก่งมากๆเลยนะ ฮึบไว้นะคะ เดี๋ยวก็จะผ่านไปได้นะ✌💛
Reply
rivulet
4 months ago
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ นะคะ 💙
Fyre
4 months ago
ยินดีด้วยนะคะที่ดีขึ้น :) คุณเก่งมากค่ะ
Reply
rivulet
4 months ago
เป็นกำลังใจให้คุณด้วยนะคะ ผ่านไปด้วยกันนะ 💙
Happinessseeker
4 months ago
ขอบคุณค่ะ
Reply
rivulet
3 months ago
ยินดีค่ะ