บทสนทนาของฟ้าและรุ้ง
ท้องฟ้าวันนี้สีชมพูกว่าปกติในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะวันที่พยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าจะไม่มีฝนตกที่ใดในเมืองหรือจังหวัดใกล้เคียง อุณหภูมิร้อนระอุช่วงกลางวันที่ผ่านมาเริ่มลดลงเหลือเพียงไออุ่นที่กรุ่นขึ้นจากเนื้อคอนกรีตของพื้นดาดฟ้าภายใต้เท้าทั้งสองคู่

วันสุดท้ายที่เรียนจบชั้นมัธยมยังไม่ทำให้ทั้งคู่ใจหายเท่าวันนี้ที่กลับมายืนอยู่บนดาดฟ้าหอพักของโรงเรียนเพื่อถ่ายรูปเก็บความทรงจำเป็นครั้งสุดท้าย

เด็กสาวในชุดนักเรียน ยืนท้าวแขนอยู่ที่ราวจับสีเขียวอ่อน เกรอะกรังไปด้วยสนิมและรอยฝุ่น เมื่อมองตามแนวราวจับไปจะเห็นร่องรอยการจับจากการหายไปของปื้นฝุ่นเป็นรอยมืออยู่เป็นระยะๆ ในวันนี้คงมีใครอีกหลายคนที่ขึ้นมายืนชื่นชมท้องฟ้าและร่วมใช้เวลาดีๆกับเพื่อนร่วมชั้นของตนเป็นครั้งสุดท้าย

“แกว่าจริงๆแล้วแกอยากเกิดเป็นอะไรวะ ฟ้า?” รุ้งถามเพื่อนสนิทข้างกาย ในขณะเดียวกับที่ยังจ้องมองไปยังนกพิราบกลุ่มหนึ่งบินวนอยู่แถวๆกันสาดหน้าต่างห้อง 6/2 ของอีกตึกหนึ่งไกลๆ หอพักสูงหกชั้น สูงกว่าอาคารเรียนและอาคารอื่นๆขึ้นมาประมาณหนึ่ง พอให้สามารถเห็นภาพของผังโรงเรียนจรดเข้ากับผังเมืองนอกรั้วกั้นรอบเชื่อมต่อเข้ากับท้องฟ้าได้อย่างง่ายดาย

ฟ้าเอนเอียงศีรษะด้วยความไม่แน่ใจกับความคิดของตน เธอยกแขนออกจากราวกันตกแล้วใช้มือตบปัดฝุ่นสีเทาเข้มติดบนแขนเสื้อบริเวณใต้ข้อศอก

“ไม่รู้สิ ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนก็ดีใจที่เป็นคนนะ” เธอตอบ “แล้วแกล่ะ?” ก่อนถามกลับด้วยคำถามเดิม

รุ้งเงียบ ส่งเสียมอืมเบาอยู่ในลำคอลึกๆด้วยความไม่แน่ใจเช่นเดียวกัน ช่วงสองปีที่ผ่านมาของมัธยมปลายเต็มไปด้วยการเรียนพิเศษและการเตรียมพร้อมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นั่นคือเป้าหมายเพียงอย่างเดียวที่เธอเคยคิดถึง เป้าหมายของนักเรียนดีเด่นที่ต้องการก้าวต่อบนถนนซึ่งจะสามารถนำเธอไปยังความสำเร็จของชีวิตได้ในภายหลัง เพียงแต่เธอเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคณะที่เธอได้เลือกเป็นอันดับหนึ่งนั้นจะเป็นคณะที่เหมาะสมและตรงความต้องการลึกๆของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหรือไม่

เธอส่ายหน้าเป็นคำตอบพร้อมสบถเบาๆพอให้เพียงแค่สองคนได้ยิน

ทั้งคู่เงียบ ไม่มีการตอบโต้ใดๆ

ความเข้าใจกันของเพื่อนสนิทเป็นความสัมพันธ์ที่น่าประหลาด แทบไม่ต่างจากพี่น้องท้องเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันหรือแลกเปลี่ยนอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแค่ยังรู้ว่ายังมีอีกคนหนึ่งอยู่เคียงข้างตลอดเวลาเท่านั้นก็เพียงพอที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้น สานต่อให้ยาวออกไปได้

รุ้งมองออกไปที่ท้องฟ้า ในขณะที่ฟ้าหันมามองใบหน้าด้านข้างของรุ้ง เธอรู้ว่ารุ้งชอบท้องฟ้าสีชมพูเพราะเธอชอบสีชมพู รู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอมีความสุขกับไออุ่นในเวลาเย็น ชอบคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเธอสามารถกำหนดเส้นขอบฟ้าให้เป็นเส้นตรงจริงที่สามารถจับต้องได้ และจะเกิดอะไรขึ้นหากเธอสามารถเดินข้ามเส้นตรงนั้นไป

ขอบฟ้าที่ไม่มีจริงเหมือนเส้นตรงที่ไม่มีอยู่จริง เส้นตรงที่เห็นอยู่ทุกวันเป็นเพียงส่วนสั้นๆของเส้นโค้งรอบโลกที่วิ่งมาบรรจบกันที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เราเห็นตรงหน้าเป็นเพียงภาพลวงตาที่มนุษย์สร้างขึ้นและนิยามเอาไว้ด้วยความเข้าใจของตนเอง เพราะมนุษย์จะมองเห็นในสิ่งที่อยากเชื่อ เหมือนความสัมพันธ์ที่มนุษย์ต่างกล่าวว่าสามารถมองเห็นได้หากใช้ใจมอง แต่ฟ้าเชื่อว่านั่นเป็นเพียงแค่การบัญญัติอีกหนึ่งนิยามของสิ่งที่มนุษย์ต้องการจะให้มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

สำหรับฟ้าแล้ว เธอไม่ได้ใส่ใจนักสำหรับระยะเวลาของความสัมพันธ์ ระหว่างเธอกับรุ้งแล้ว นี่คือความรู้สึกผูกพันเสียมากกว่า ความผูกพันซึ่งเริ่มต้นจากเด็กสาวสองคนจากต่างจังหวัดซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในห้องหอพักเดียวกัน เตียงสองชั้นคู่กัน ร่วมตู้เสื้อผ้าเดียวกันและพูดคุยกันเป็นเวลาเกือบสิบปี

ถ้าหากความสัมพันธ์ของเธอและเพื่อนสนิทจะจบลงไป ก็คงเป็นสิ่งที่เธอไม่เสียใจ เพียงแค่เสียดายความรู้สึกผูกพันจะไม่แข็งแกร่งเท่าช่วงเวลาที่ได้ใช้ด้วยกัน

“มองอะไรวะ?” รุ้งถามฟ้า ขมวดคิ้วพร้อมยกยิ้มส่งมาให้ด้วยความสงสัย หมุนตัวกลับมาพิงหลังเข้ากับราวจับพร้อมยกมือขวาขึ้นเอื้อมจับปอยผมที่หลุดออกมาปรกข้างแก้มซ้ายของฟ้า ก่อนเหน็บมันเข้าที่ข้างหู

ฟ้าหัวเราะแล้วยกมือขึ้นทำอย่างเดียวกันกับปอยผมที่ตกลงมาเป็นเส้นปอยเดี่ยวกลางหน้าผากของรุ้ง “ผมม้าแกหลุดลงมาเหมือนหนวดแมลงสาบข้างเดียวเป๊ะ” กล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะก่อนยัดมันเข้าไป เหน็บไว้กับกิ๊บหนีบสีดำซึ่งแปะเอาไว้เหนือหน้าผากของเพื่อน เพียงแทนที่จะปล่อยศีรษะของเพื่อนออกไป มือนั้นกลับวางไปที่กลางกระหม่อมของเพื่อนรักแล้วทิ้งน้ำหนักลงไปเบาๆ

“ถ้าได้เกิดเป็นหน้าม้าแกนี่น่าสงสารตายเลย” ฟ้าพูด

“ฮะ?”

“ก็แกชอบตัดหน้าม้าตัวเองนี่” เธอกล่าวต่อ ขยี้ศีรษะเพื่อนเบาๆจนปอยผมเมื่อครู่เริ่มเด้งหลุดออกมาอีกครั้ง “แล้วแต่ละครั้งที่แกตัดเองก็จะสั้นเต่อเลยคิ้วขึ้นไปเหมือนเด็กกะโปโลซะตลอด” มือเล็กยัดเส้นผมเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้แกะกิ๊บหนีบออกมาแล้วปาดเส้นผมเก็บเข้าให้เรียบ ก่อนแปะกิ๊บกลับเข้าไปพร้อมกับพูดว่า “สุดท้ายแกก็ต้องเก็บมันไม่ให้ใครเห็นอยู่ดี น่าเสียดายจะตายไป เวลาแกมีหน้าม้าแล้วน่ารักกว่าเยอะ”

รุ้งแกล้งทำหน้าเหยเกกับคำพูดนั้น “จ้าๆ” เธอตอบ “เชื่อได้มั้ยวะ คำพูดแกนี่ ฉันว่าฉันมีหน้าม้าแล้วหน้ากลม”

“ก็ถ้าแกดูแลหน้าม้าแกดีกว่านี้ ก็จะไม่น่าสงสารที่เกิดเป็นหน้าม้าแกแล้วไง” ฟ้าตอบพร้อมหัวเราะเสียงเบาๆ

จริงๆแล้วรุ้งดีใจกับคำพูดนั้นของเพื่อนสนิท คำชมว่าเธอน่ารักมักจะได้รับมาจากคนอื่นมากมาย อาจต้องขอบคุณพ่อแม่ที่มอบพันธุกรรมนี้มาให้ แต่สำหรับเธอแล้วความคิดเห็นที่สำคัญที่สุดมีแค่ฟ้าเท่านั้นที่เธอเชื่อใจ เพราะทั้งคู่อยู่มาด้วยกันนานเกินกว่าจะโกหกกันได้ อาจจะมีเรื่องปิดบังกันบ้าง แต่การไม่จริงใจใส่กันนั้นเป็นเรื่องที่ความผูกพันของทั้งสองสามารถสร้างเกราะป้องกันเอาไว้ได้เป็นอย่างดี หนำซ้ำ ทั้งคู่รู้จักกันดีเกินกว่าที่จะทำร้ายอีกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์สำหรับใครบางคนอีกด้วย

“ใครจะมาเกิดเป็นหน้าม้าคนอื่นได้วะฟ้า” เธอกระแทกไหล่เข้าหาเพื่อนเป็นการหยอกล้อ ฟ้าส่ายหน้าพร้อมหัวเราะเสียงดังขึ้นกว่าเก่า “อยากเป็นอะไรก็ได้แต่อยากเกิดเป็นหน้าม้า บ้ารึเปล่า?” รุ้งบ่นมุบมิบ

ฟ้ายิ้มกว้าง กว้างกว่าที่เคยยิ้ม แต่ดูไม่มีความสุขอย่างยิ้มทั่วไป เพื่อนสนิทของเธอมักยิ้มแทนการต่อปากต่อคำให้สานยาวเป็นหางว่าว บทสนทนาที่ทั้งคู่มีมักไม่เกินสิบนาทีก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น ทำให้รุ้งรู้เป็นอย่างดีว่ารอยยิ้มแต่ละประเภทของฟ้านั้นหมายความว่าอะไร

รุ้งยกยิ้มที่มุมปาก แสร้งว่าตนยิ้ม นัยน์ตาจ้องเข้าไปในตาสีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายเพื่ออ่านความรู้สึกแท้จริงของเพื่อน เพียงแต่อีกฝ่ายรู้ตัวทันจึงหันหน้าหนีไปมองท้องฟ้าที่สีเริ่มเปลี่ยนจากชมพูน่าหลงไหลเป็นสีส้มจางๆ

“ฟ้า” เสียงเรียกชื่อเบาๆ แต่ไม่ถามอะไรต่อ หันหลังกลับมาท้าวแขนข้างหนึ่งกับราวกันตกอีกรอบ ยกแขนขึ้นโอบไหล่เพื่อนสนิทก่อนรัดตัวเธอเข้ามากอดแน่น

รุ้งยกคางขึ้นเกยวางบนไหล่ของเพื่อน รัดให้สัมผัสกอดนั้นแน่นกว่าเก่า

“ถ้าไม่มีแกแล้ว ชีวิตการเรียนจะเป็นยังไงวะ?”

เสียงคำถามฟังแล้วอู้อี้เหมือนเสียงเก้าอี้โยกเก่าๆ รุ้งเหลือบตามองเห็นใบหน้าของเพื่อนอยู่ใกล้ชิดจนไม่สามารถเห็นเป็นภาพชัดเจนได้

“จะมีใครเป็นเพื่อนฉันได้ดีเท่าแกวะ รุ้ง?”

เสียงฟ้าถามอู้อี้กว่าเก่า ยิ่งทำให้เพื่อนสนิทรู้ดีว่าสิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือการไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้อยู่ใกล้ๆ เพราะสิ่งที่เจ้าตัวต้องการที่สุดไม่ใช่การให้คนอื่นรับรู้ว่าตนกำลังเสียใจ เพียงแต่ต้องการความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างๆกันไม่ไปไหน

รุ้งดึงตัวฟ้าเข้ามากอดแน่น กอดแน่นกว่าที่เคยกอดในฐานะเพื่อนสนิทกันมาหลายปี ราวกับว่าร่างกายของทั้งคู่จะไม่มีวันแยกจากกันไปไหนได้อีก มือเล็กยกขึ้นแตะที่หลังศีรษะของฟ้าแล้วกดน้ำหนักฝืนพอให้เจ้าตัวได้กดใบหน้าลงบนไหล่ข้างเดิมที่คุ้นเคยมาตลอด ก่อนจะลูบศีรษะนั้นเบาๆเป็นการปลอบประโลม

เธอส่งเสียง ชู่ว กระซิบเบาๆที่ข้างหูของคนขี้แง ส่วนตนเองกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมาเพื่อรักษาจุดยืนการเป็นคนเข้มแข็งในความสัมพันธ์นี้

คงไม่ต่างอะไรจากความรู้สึกของฝาแฝดซึ่งเกิดมาตัวติดกัน ที่หลังจากใช้ร่างกายและเวลาชีวิตร่วมกันมาจนถึงจุดหนึ่งก็ถึงเวลาที่ต้องผ่าตัดแยกออกจากกัน ความรู้สึกหลังจากนั้นที่ขาดอะไรบางอย่างในชีวิตไปราวกับมีใครมาขุดหลุมบนพื้นผิวของดวงใจให้เป็นช่องโหว่ ว่าง และไม่มีอะไรรมาเติมเต็มได้

ความว่างเปล่าที่บัญญัติว่า “ความเหงา”

“แค่เรียนจบแต่เราก็ยังเจอกันได้นะเว่ย” รุ้งปลอบพร้อมหัวเราะ เสียงหัวเราะกลั้วน้ำตา “แยกจังหวัด แยกที่เรียน แต่ไว้นัดวันมาเจอกันก็ได้นี่ ไม่เห็นเป็นอะไรเลยแก”

หัวไหล่ที่ฟ้าฝากใบหน้าเปื้อนน้ำตาเอาไว้สั่นไปพร้อมจังหวะเสียงหัวเราะของคนช่างพูด ทำให้ฟ้าเริ่มเผยยิ้มและเริ่มหัวเราะไปด้วยเพราะรู้ว่าเพื่อนของเธอเองก็คงร้องไห้อยู่เหมือนกัน

“แกบอกว่าไม่เป็นไร...” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม “แต่แกก็ร้องไห้เหมือนกันนี่หว่า ไอ้บ้า” แล้วหัวเราะเสียงดัง ดังจนรุ้งอดหัวเราะตามไม่ได้

“ก็แกพูดเหมือนเราจะไปตายที่ไหน ตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันอยู่นี่ไง กลัวอะไรของแกวะ?” รุ้งผลักฟ้าออกไปแล้วหัวเราะตามเสียงดังพร้อมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา

น้ำตาไหลออกมาด้วยคำพูดของเพื่อนซึ่งกระตุ้นความหวาดกลัวของรุ้งให้ทำงาน ความหวาดกลัวของการเริ่มต้นใหม่ในสังคมที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเจอมาเกือบทั้งชีวิต ความเปลี่ยนแปลงของผู้คน อาจมีระดับชนชั้นและการจัดกลุ่มของผู้คนในมหาวิทยาลัยก็เป็นได้ เธอจะไปอยู่ตรงไหนของสังคมนั้น เธอยังจะสามารถรักษาระดับการเรียนของตนเองได้ไหม หรือเธอจะยังสามารถเป็นที่รักของคนรอบข้างได้อยู่หรือเปล่า

แต่ที่น่าหวาดกลัวที่สุด ก็คงไม่ต่างจากเพื่อนสนิทของเธอเอง

การเผชิญหน้าสิ่งปัญหาและความเปลี่ยนแปลง โดยไม่มีเพื่อนรักอยู่ข้างกาย

“หรือฉันต้องเกิดเป็นทิชชู่วะ หน้าตาแกทุเรศมากเลยตอนนี้” ฟ้าขำ เล่นตลกไปด้วยปาดคราบน้ำตาไปด้วย “เป็นผ้าเช็ดหน้าก็ดีนะ จะได้ช่วยประหยัดกระดาษ”

“งั้นฉันต้องกลายเป็นกะละมังมั้ง รองน้ำตาแกเนี่ย” รุ้งเล่นกลับบ้าง “กว่าจะหยุดร้องไห้ได้ก็เต็มถังพอดี”

ทั้งคู่หัวเราะให้กันและกัน ไม่รู้หัวเราะอะไร กับความตลกไร้สาระที่หลุดออกจากปากของเด็กสาวสองคนซึ่งตามความจริงนั้นไม่ได้มีเนื้อหาที่ตลกจนควรค่าแก่การเปล่งเสียงหัวเราะเลยเสียด้วยซ้ำ เสียงหัวเราะทั้งคู่ดังอยู่พักใหญ่ และค่อยๆเบาลงเรื่อยๆ และค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบครอบคลุมอีกครั้งจนสามารถได้ยินเสียงกระพือปีกของนกพิราบที่หน้าต่างห้องนอนใครบางคน

ได้ยินไปถีงเสียงหอบหลังการหัวเราะ ได้ยินไปถึงเสียงฝีเท้าเดินจากโถงทางเดิน อาจจะเป็นโถงทางเดินในหอพักชั้นสิบหรือชั้นเก้า อาจจะดังมาจากพื้นโถงทางเข้าของหอพักเลยด้วยซ้ำ

คำพูดกันมายาวนานว่าโรงเรียนคือบ้านหลังที่สองสำหรับเด็ก สำหรับนักเรียนโรงเรียนประจำแล้ว เพื่อนก็ไม่ต่างจากครอบครัว ในช่วงเปิดเทอมที่ใช้เวลาอยู่พร้อมหน้า ท้องฟ้าจะหม่นจะฝนตกหนักสักแค่ไหนก็ไม่เคยไร้ความสดใสเมื่อยังมีกันและกัน ราวกับมีพระอาทิตย์ดวงใหม่โอบล้อมรอบเอาไว้ให้ความอบอุ่น เมื่อมาถึงวันนี้ที่เป็นวันสุดท้าย จุดสิ้นสุดของช่วงเวลาชีวิตอันยาวนาน แม้จะเป็นท้องฟ้าฝั่งตะวันตกที่มอบความผ่อนคลายได้มากที่สุดในฤดูร้อน ก็ยังดูเศร้าสร้อยสำหรับเด็กทั้งสองเมื่อเห็นได้แค่เพียงตะวันโดดเดี่ยวค่อยๆลับฟ้าไป

“แกว่าแกจะเปลี่ยนไปมั้ย?” ฟ้าถาม ยกมือขึ้นเก็บปอยผมของตนเข้าเหน็บที่หู

รุ้งมองหน้าเพื่อน ครุ่นคิดคำตอบติดตลกยกขึ้นมาล้อเล่น แต่สุดท้ายก็ตอบว่า “ไม่รู้หรอก” เธอยิ้มก่อนกล่าวต่อ “จะมีใครไม่เปลี่ยนไปบ้างล่ะ ใครๆก็ต้องเปลี่ยนไปบ้างล่ะ”

เพื่อนสนิทไม่ตอบอะไร จะเป็นอย่างไรถ้าคนที่เคยรู้จักกันเปลี่ยนกลายเป็นคนอื่น เหมือนชิ้นส่วนจิกซอว์ที่เคยต่อกันพอดี แขนเกี่ยวเข้าไปในช่องว่างของอีกชิ้นส่วนได้อย่างไร้รอยต่อ แต่วันหนึ่งแขนนั้นกลับยาวขึ้น สั้นลง หรือโดนหักทิ้งไป ทำให้จิกซอว์ทั้งสองชิ้นไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อีกเหมือนเคย สุดท้ายแล้วเจ้าของชิ้นส่วนทั้งสองคงทำอะไรไม่ได้นอกจากแยกชิ้นส่วนเหล่านั้นออกจากกัน ก่อนที่จะปล่อยทิ้งให้หายไป

“ฉันรู้ละ” เธอกล่าวต่อ เมื่อยังเห็นแววตากังวลใจหลงเหลืออยู่ในดวงตาทั้งสองข้างของฟ้า

“รู้ว่า?”

“ฉันอยากเกิดเป็นรุ้ง” รุ้งยิ้มแล้วยกมือขึ้น กางนิ้วตนเองประกอบกันเป็นกรอบสี่เหลี่ยม เล็งสายตาเป็นกรอบภาพครอบก้อนเมฆกลุ่มหนึ่งไว้ “เป็นรุ้งกินน้ำ” วาดแขนในอากาศ ปาดเป็นเส้นโค้งของสายรุ้งจำลองอยู่เบื้องหน้าตนเอง ก่อนหันมามองที่เพื่อนสนิท

“งั้นก็เหมือนเดิมสิ แกเป็นรุ้ง เกิดเป็นรุ้ง ก็แทบไม่ต่างจากเดิม” ฟ้ากล่าว ก่อนถามต่อว่า “ทำไมวะ?”

“อืม...” เพื่อนซี้ตอบพร้อมพยักหน้าไปพลางๆ “ก็เหมือนเดิมไง” แล้วยกมือขึ้นกอดอก

“เหมือนเดิม?” เธอกอดอกบ้าง

“อื้ม” ส่งเสียงสั้นๆเป็นคำตอบ “ก็มีรุ้งก็ต้องมีฟ้าไง เหมือนมีฉันก็ต้องมีแก”

ฟ้าเบิกตากว่าเดิมเพียงเล็กน้อยกับคำตอบที่ได้รับ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาทั้งคู่ไม่เคยยกประเด็นนี้ขึ้นมาคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความผูกพัน ความสัมพันธ์ใดๆทั้งสิ้น ไม่เคยเห็นความสำคัญของการพูดความรู้สึกของตนเองที่มีต่ออีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ อาจจะมีการเอ่ยถึงความรำคาญกันบ้างเวลามีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกขอบคุณที่มีกันและกันอยู่

“ทำเป็นพูดซึ้ง” เธอเบ้ปาก แล้วขมุบขมิบพูดตามเป็นการล้อเลียน “แต่เวลาแกมองฟ้า ก็ไม่ใข่ทุกครั้งที่จะเห็นรุ้งรึเปล่าวะ ครั้งล่าสุดที่ฉันเห็นรุ้งกินน้ำก็ตั้งหลายปีมาแล้วนะ”

รุ้งไม่ปฏิเสธ การเกิดรุ้งกินน้ำในคาบวิทยาศาสตร์นั้นฟังแล้วยุ่งยากเกินจะเข้าใจกระบวณการอย่างถ่องแท้ แต่เธอจำได้ว่าต้องมีปัจจัยในการเกิดสายรุ้ง ทั้งฝน ละอองน้ำที่เหลืออยู่ในอากาศ แสงตะวันที่พอดีและองศาการมองที่เหมาะสมกว่าจะเห็นสายรุ้งเส้นหนึ่งได้

“แต่แกก็ยังรู้ว่ายังมีฉันไงฟ้า” เธอกล่าวตอบ มองออกไปเห็นดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือแค่เพียงแสงจางๆสุดท้ายก่อนที่อีกไม่กี่นาทีจะดับลงแล้วทดแทนแหล่งกำเนิดแสงด้วยไฟนีออนดวงเล็ก รุ้งแหงนหน้าขึ้นมองขึ้นไปเหนือศีรษะ ไล่สายตาไปตามก้อนเมฆจนจบลงที่ฝั่งทิศตะวันออก เห็นเป็นดวงจันทร์ลอยอยู่อย่าง่โดดเดี่ยวไม่ต่างจากดวงอาทิตย์ในยามกลางวัน

ฟ้าไม่ได้ตอบอะไร ได้เพียงแค่มองตามสายตาของเพื่อนไปโดยไม่มีคำถามใดๆทั้งสิ้น ทั้งคู่หันกลับมามองจ้องที่ดวงจันทร์ซึ่งกำลังโดนบังด้วยกลุ่มเมฆลอยอย่างอิสระไปตามลม ปล่อยให้แสงสุดท้ายของวันเลือนไปที่เบื้องหลังของตนเอง ลมเย็นๆในยามกลางคืนพัดผ่านใบหน้าของทั้งคู่ไปเอื่อยๆ พัดให้ปอยผมหลุดลุ่ยลงมาปรกกรอบหน้า

เด็กสาวทั้งสองคนยืนนิ่ง เพราะรู้ว่าเวลาใกล้หมดลงแล้วจริงๆ จังหวะการหายใจช้าลง พยายามสูดเก็บความรู้สึกทั้งหมดขณะนั้นเข้าไป ฟ้าหายใจเข้า รุ้งถอนหายใจเสียงดังก่อนพูดต่อว่า

“เหมือนที่แกมองไม่เห็นพระอาทิตย์เวลากลางคืน พระจันทร์ตอนกลางวันไง” กล่าวแล้วยิ้มกว้างกับคำพูดของตนเอง “ถึงแกมองไม่เห็นแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะแกยังรู้อยู่แก่ใจว่ายังมีตัวตนอยู่ไง” ก่อนจะหันไปส่งยิ้มนั้นกว้างๆแก่เพื่อนสนิทของตนที่ข้างกาย “ซึ้งใช่มั้ยล่ะ” เธอปิดท้าย

ฟ้ามองอึ้งๆแล้วยิ้มกว้างตามอย่างอดไม่ได้ เหลือเชื่อจริงๆกับเพื่อนของเธอ

เพียงคำพูดไม่กี่คำที่ฟังแล้วหวานจนเลี่ยนราวกับหลุดออกมาจากนิทานปรัมปราก็สามารถทำให้เธอสบายใจขึ้นได้

ถ้อยคำเปรียบเปรยไม่ต่างจากการเขียนบทกวีหรือคำร้องของเพลงที่จะติดหูเธอไปอีกนาน รวมไปถึงรอยยิ้มอันสดใสของสายรุ้งที่มีหลากหลายความหมายในเวลาเดียวกัน ไม่ต่างจากแถบสีที่สะท้อนออกมาถักทอเป็นเส้นโค้งหลากสีที่ทอดยาวเป็นสาย แต่งแต้มชีวิตชีวาให้กับท้องฟ้าในยามหลังฝนตก

จริงอย่างที่รุ้งว่า หลังจากนี้ถึงแม้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่การมีตัวตนของฟ้าและรุ้งยังคงอยู่เป็นความผูกพันเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป เหมือนความทรงจำต่อท้องฟ้าและสายรุ้งที่ถึงแม้จะเปลี่ยนสี เปลี่ยนลักษณะไปเช่นไร แต่สิ่งที่ทุกคนจำได้ คือภาพของสายรุ้งอยู่คู่กับท้องฟ้า ไม่ว่าอยู่บนท้องฟ้าที่ใดหรือจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ตาม

SHARE
Writer
Moonbear
Writer, Photographer
I write my thoughts and capture your moments.

Comments

cloudwithsky
1 year ago
น่ารักมากๆเลยค่ะ😊
Reply
Moonbear
1 year ago
ขอบคุณนะคะ :)
Gorgeoussky
1 year ago
น่าอิจฉานะที่มีเพื่อนที่สนิทแบบนั้น :)
Reply
Moonbear
1 year ago
ตอนเขียนไปก็อิจฉาเหมือนกันค่ะ 555555