ทำไมเราจึงอยากเขียน part 2

1. หล่อนชอบเขา ผมรู้ ผมดูออกมานานเเล้ว หล่อนเป็นคนหยิ่งๆ พูดจากับคนอื่นอย่างประหยัดถ้อยคำ เยื้องย่างอย่างกรีดกรายบนรองเท้าส้นสูง สวย สง่า งดงาม เเละน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน หล่อนเหมือนจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทุกสิ่งอย่างอยู่ตลอด ยกเว้นกับเขา ไม่ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หล่อนก็ดูเหมือนจะมีเรื่องคุยกับเขาไปหมด ครั้งนึงเขาพูดเรื่องมีดโกนหนวด ก็ต่อความได้อย่างออกรสออกชาติ น่าแปลกที่หล่อนรู้เรื่องมีดโกนหนวด น่าเเปลกที่เป็นเฉพาะกับเขา เเค่กับเขาเท่านั้น

2. เลิกงานวันนี้ผมเจอคนใบ้สองสามีภรรยา(คิดว่านะ)ที่่ปั้มน้ำมัน พวกเขาจูงรถต่อคิวอยู่ข้างหน้าผม พวกเขา่ทะเลาะกัน(คิดว่านะ) ฝ่ายชายขึ้นเสียง(คิดว่านะ) ฝ่ายหญิงก็ดูเหมือนจะไม่ยอม(คิดว่านะ) สุดท้ายเธอก็บอกว่าเบื่อจะทะเลาะด้วยเเล้ว ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนล่ะ(คิดว่่านะ) 
เอาจริงๆผมสามารถเติมอะไรก็ไปในช่องว่างของบทสนทนาเหล่านี้ ภาษามือสำหรับคนนอก ยังไงๆก็ดูเหมือนท่ารำ ได้เเต่เผ้ามองฝ่ายชายที่ยังยืนอยู่กับรถ จริงๆจังหวะที่เเหละที่เราควรจะสบถอะไรบางอย่างออกมา เช่น ฉันล่ะเบื่อผู้หญิงอย่างเธอจริงๆ หรือ ผู้หญิงเฮงซวย หรือ เธอนี่ไม่ยอมฟังกันบ้างเลย เเต่ไม่ เขายืนอยู่นิ่งๆ ขยับรถบ้างบางครั้งที่คิวขยับ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเเค่เป็นคนเก็บงำคำพูด หรือคนใบ้ไม่มีการบ่นสบถกันเเน่

3. ผมทะเลาะตบตีกับตัวเองเเทบตายเพื่อที่จะไม่ส่งรูปนั้นไป เเฟนเก่ากับผมเราไม่คุยกันมาเป็นปีเห็นจะได้ เเต่ในช่วงเวลาที่ผมกำลังย้ายบ้าน อยู่ๆก็คิดถึงเธอขึ้นมา คงเป็นพลังเเห่งการเก็บของที่ใครเขาพูดกัน ยิ่งหยิบยิ่งคุ้ยเขี่ย เรื่องราวที่นอนก้นในหัวใจก็เหมือนถูกตลบพัดขึ้นมาฟุ้งอีกครั้ง ผมที่โดนตัวผมอีกห้าคนรุมกระทืบจนน่วมก็ได้ผลสรุป ว่าโอเค เราจะส่งรูปนั้นไป ตีสองกว่าระหว่่างเดินทาง ผมกดส่งรูปนั้นผ่านไลน์ มันเด้งขึ้นต่อท้ายประโยคที่บอกว่าเราเลิกกันเถอะ

4. ช่วงนี้ผมสับสนในตัวเองน่าดู เขียนอะไรต่อมิอะไรมาเกือบร้อยเรื่องเเล้วเเต่ก็ยังรู้สึกว่างเปล่า ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเเรกๆมันช่วย เเต่ช่วงหลังมานี้...ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนมันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่เเล้ว เวลาเราเขียนเรื่องเศร้าปกติเเล้วเราจะรู้สึกดีขึ้นทุกครั้งที่จบมันลง เเต่ช่วงนี้ไม่เลย หรือบางทีผมอาจจะดื้อยาเเล้ว? ผมไม่รู้เลย

5. ผมกับหล่อนยืนอยู่ด้วยกันในลิฟท์ตัวเดิม ถ้าคุณเลิกงานดึกสุดๆเเละทำงานในตึกเดียวกันคุณคงได้เจอผมกับหล่อนเเน่ เเต่คงยากหรอก หลายเดือนมานี้ผมพบว่ามีเเค่ผมกับหล่อนเสมอมา

"กลับพร้อมกันตลอดเลยนะ" หล่อนทัก 
"ครับ" ผมถอดหูฟัง จริงๆเเล้วหล่อนไม่ทักใครก่อนยกเว้น"เขา" คนนั้นนี่
"คงเบื่อที่จะต้องทำงานหนักเเบบนี้ทุกวันซิ"
"อันที่จริงเเล้วเป็นเพราะผมทำงานช้าหรอกครับ"
หล่อนหัวเราะ เเล้วเราก็เงียบไส่กัน เวลาในลิฟท์นานขึ้นห้าสิบเท่าเมื่อคุณยืนอยู่ข้างหล่อน บางที อาจเพราะเรื่องซุบซิบนินทาที่ผมได้ยินมาตลอดหลายวัน ทำให้ผมอดสนใจใคร่ถามไม่ได้ จริงรึเปล่าครับที่คุณเเย่งผัวชาวบ้าน? ถ้าถามเเบบนี้ไปคงโดนตบหน้าหันเเน่ๆ

"พี่ไม่ได้เเย่งเเฟนใคร...จริงๆนะ" เหี้ย หล่อนอ่านใจได้
"อะ อะไรนะครับ"
"เเต่พี่รักเขานะ รักจริงๆ"
"..."
"อดใจไม่ให้ถามไม่ได้ล่ะซิ" หล่อนหันมายิ้มให้ ผมเกาหัวเเกรกๆเเก้เขิน ตอนนี้เหมือนโดนจับได้ว่าเเอบดูผู้หญิงอาบน้ำเลย

"ก็เห็นคนเขาพูดกัน" ผมรีบตอบ
"เหรอ? นึกว่่าคิมเเอบฟัง พี่ชอบไปยืนคุยกับเขาไกล้ๆโต๊ะคิมด้วยซิ"
"ฮ่าๆ" หัวเราะกลบเกลื่อน
"มันเหี้ยเนอะที่กลายเป็นเเบบนี้ เเต่ทำไงได้ เราชอบเขาจริงๆ ให้ปล่อยไปก็คงไม่ได้ คงเสียดายจนตายเลย"
"ไม่คิดว่าจะเป็นการทำลายครอบครัวคนอื่นเขาเหรอครับ?"
"บทจะเสือก ก็เสือกเก่งขึ้นมาเลยนะ" หล่อนหัวเราะ "หยอกๆ" หล่อนเอาศอกมากระเเทกผมสองที เพราะเห็นผมหน้าถอดสี

"ก็คงงั้นเเหละ ถ้าเขาเเต่งงานมีลูกกันเเล้วพี่คงถอย เเต่ถ้ายังเป็นเเค่่เเฟนกัน พี่ก็ยังมีสิทธิ" หล่อนยักไหล่
"คนสวยเเบบพี่ไม่เห็นจำเป็นต้องทำเเบบนี้เลยครับ"
"ใครๆก็สู้เพื่อรักของตัวเองกันทั้งนั้นเเหละ จะสวยไม่สวยก็ไม่เกี่ยวหรอก ยังไงเราก็รักได้เเค่คนเดียวใช่มะ"
"ฟังดูเศร้าจัง"
"คิมไม่เคยรักใครบ้างรึไง? ใครสักคนที่เราลืมไม่ลงเงี้ย" หัวใจผมกระตุกวาบ นึกถึงภาพที่ผมส่งไปภาพถ่ายที่อยู่เหนือคำว่า อ่านไม่ตอบ
"พี่เป็นคนใจดีมาตลอดเลยนะ คงต้องขอเป็นคนเลวสักเรื่องละ อย่างน้อยก็ได้ทำดีที่สุด" หล่อนเหม่อลอย "ดีที่สุดที่จะทำ"
ผมยืนมองหล่อน หล่อนดูเหนื่อย อ่อนล้า ไม่สวยสดใสเหมือนตอนเข้างานเช้าเก้าโมง เเต่ในดวงตานั้นกลับลุกโชนไปด้วยความหวัง เเต่เป็นความหวังที่จะเเย่งผัวชาวบ้านเขาน่ะนะ
ลิฟท์ของเราหยุดที่ชั้นล่าง เสียงเท้าเราดังกึกก้องไปทั่วลานจอดรถ ตลกดีที่รถเราจอดโดดเดี่ยวอยู่ข้างกัน สองคันสุดท้ายที่ไฟกระพริบวิววับ เจ้าของพวกมันหย่อนตัวลงนั่งเเล้วปิดประตู

"ได้คุยกับคิมเเล้วสบายใจจัง" หล่อนลดกระจกลงมาพูด
"หลงเสน่ห์ผมเเล้วซิ"
"จะอ้วก ฉันชอบเเค่เขาคนเดียวย่ะ"ผมหัวเราะตอบ
"จริงๆเเล้ว...ผมว่าผมไม่ควรพูดคำนี้นะ"
"..."
"มันอาจจะจบลงเเบบร้าวรานก็ได้ เเต่ผมอยากบอกว่าผมเชียร์พี่นะ" ผมพูดเรียบๆ
หล่อนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะขับรถออกไป

6. ผมกลับถึงบ้าน หลังอาบน้ำเสร็จผมนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เลื่อนดูหลายเรื่องราวที่ผมเคยเขียน ก็พูดได้เลยว่า บางเรื่องมันดูไร้สาระไปเลยเมื่อเทียบกับที่ผมเจอตอนนี้ ตัวผมในอดีตก็คงไม่คิดเหมือนกันว่่าผมจะมาถึงจุดที่เข้าอกเข้าใจคนที่กำลังทำลายความรักของคนอื่น ผมสูญเสียสมมติฐานเกี่ยวกับ ถูก เเละ ผิด หรือ เหตุผลดีๆในการเขียนไปนานเเล้ว 
และก็คงไม่คิดว่าการเขียนเป็นอะไรอีกเเล้ว มันหมดยุคสมัยในการเอาคำใหญ่ๆอย่าง ค้นหาความจริง เยียวยาความเจ็บ หรือ ส่งผ่านความสุข มาเป็นข้ออ้างให้มันดูมีสาระอีกต่อไป ถ้ามันจะไม่มีเเก่นสารก็คงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ และสุดท้ายถ้ามันจะไม่ช่วยเยียวยาอะไร ผมก็จะเขียนต่อไปทั้งๆที่มันเจ็บปวดนี่เเหละ
บางทีนะ เราไม่จำเป็นต้องกลั่นน้ำตามาเป็นน้ำหมึก เพียงเพื่อเขียนเรื่องเศร้าที่ไม่มีใครอยากอ่าน บางทีเราก็เเค่เขียนมันไปก็เพราะมันเป็นเรา...

เหมือนหล่อนที่รักคนมีเจ้าของ
เหมือนพวกเขาที่ทะเลาะกันในความเงียบ
เหมือนผมที่ส่งรูปนั้นไปหาเธอ

โง่เง่า ร้าวราน เงียบงัน

ผมเขียนก็เพราะความรู้สึกเหล่านี้ ความรู้สึกที่เชื่อมผมไว้กับโลกทั้งใบ...


คืนนั้นไลน์ผมเด้งขึ้นมา เมื่อเปิดอ่านจึงรู้เลยว่า ผมมีเรื่องต้องเขียนถึงอีกเพียบเลยล่ะคุณ


รออ่านนะ...

ปล. รักทุกคุณที่ติดตามกันมาตลอด ดีใจที่คุณเเวะเข้ามานะ
SHARE
Writer
homunchus
มังกรตลอดกาล
เขียนเเบบที่ชอบอ่าน

Comments

NTzSealLover
1 month ago
ชอบข้อ3 โดนนนนนน
Reply
homunchus
1 month ago
ต้องทะเลาะตบตีกับตัวเองเหมือนกันหรือครับ5555