เมื่อแม่ปรับได้_ลูกก็เปลี่ยนด้วย
เมื่อรู้สึกว่าดึกแล้ว แม่จึงบอกพีท ลูกชายวัย 7 ขวบ ให้เลิกการ์ตูนได้แล้ว แต่พีทยังไม่อยากเลิก ยังอยากจะดูต่อ

“พีท!” แม่เผลอตะโกนใส่พีทเสียงดัง

พีทหันมาหาแม่ ทันใดนั้นแม่ก็เริ่มคิดถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้มาได้

‘ตอนนี้อารมณ์เราเป็นสีเหลือง ต้องระวังไม่ให้อารมณ์มันเป็นสีแดง’ แล้วแม่ก็เริ่มนับเลขในใจไปเรื่อยๆ

1...2...3...4 นับไปสักพักแม่ก็เริ่มรู้สึกว่าอารมณ์เริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีเขียว แม่รู้สึกว่าตัวเองใจเย็นมากขึ้น จากที่ตะโกนเมื่อกี้นี้ แม่ค่อยๆมองหน้าลูกชาย และพูดด้วยน้ำเสียงปกติ


“พีทครับ คืนนี้ดึกแล้วนะครับ แม่อยากให้พีทไปนอนก่อน พรุ่งนี้ตื่นไปโรงเรียน พอกลับมาจากเรียนหนังสือ ถ้าทำการบ้าน อาบน้ำ ทานข้าวเรียบร้อย คุณแม่จะให้ลูกดูการ์ตูนนะครับ”


แทนที่พีทจะโวยวายแบบที่เคยเป็นมา พีทก็เชื่อฟังแม่โดยดี ปิดท้ายก่อนนอนไปอย่างที่แม่ลูกคู่นี้ไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะปกติต้องทะเลาะกันบ้านเกือบแตก จนเหนื่อยกันไปข้างหนึ่ง จึงจะนอนหลับฝันดี



.



พีทกับแม่ เป็นตัวละครในละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด2



พีทเป็นเด็กอารมณ์ร้อน ขี้โมโห อาละวาดเวลาอะไรไม่เป็นดังใจ เอาแต่ใจตัวเองอย่างมาก พีทมีตายายที่ตามใจตลอดไม่เคยขัดใจ และมีแบบอย่างของความอารมณ์ร้อนจากแม่ แม่เป็นคนที่ใจร้อน ขี้โวยวาย ประมาณว่าพีทก็นิสัยคล้ายๆแม่ แต่เป็นเวอร์ชั่นเด็กน้อย



นอกจากการปรับการเลี้ยงดูให้เหมาะสม คือ ตายายต้องงดตามใจพีท คุณครูทรายและคุณป้อง ที่เป็นครูนักจิตวิทยาในละคร ก็ได้สอนพีทเรื่อง Anger management (การจัดการอารมณ์โกรธอย่างเหมาะสม) และที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างในการจัดการอารมณ์โกรธของเด็ก ทั้งตายาย แม่และพีทต้องเข้าใจเรื่องการจัดการความโกรธหรือ Anger management



แต่ก่อนพีทจะทำได้ ผู้ใหญ่ต้องทำให้ได้ก่อน เพราะต้องทำเป็นตัวอย่างและต้องไปสอนเด็ก



.



จริงๆแล้ว การสอนเรื่องการจัดการอารมณ์มีหลากหลายวิธี แต่โดยหลักการจะเริ่มด้วยการสอนให้รับรู้อารมณ์ของตัวเอง เมื่อรับรู้และเข้าใจ จึงตามมาด้วยการจัดการได้อย่างเหมาะสม วิธีการจัดการก็อาจจะมีหลากหลายเช่นกัน เช่น ใช้การนับเลขแบบในละคร บางคนใช้การฝึกหายใจเข้าออก ออกจากจุดนั้น ไปดื่มน้ำ ไปล้างหน้า หาอะไรทำ จนกระทั่งอารมณ์โกรธเบาบางลงไป



ในกรณีของพีท ครูเริ่มต้นด้วยการสอนให้รู้จักรับรู้อารมณ์ของตัวเอง โดยการแทนอารมณ์ ด้วยสีต่างๆ



อารมณ์โกรธมาก (จนตะโกนเสียงดัง ทำลายข้าวของ ฯลฯ) คือสีแดง

อารมณ์หงุดหงิดๆ เริ่มๆโกรธ แต่ยังไม่ที่สุด คือสีเหลือง

อารมณ์ปกติ คือสีเขียว



เมื่อไหร่ที่รับรู้ว่าอารมณ์เป็นสีเหลือง ครูสอนพีทให้เริ่มใช้วิธีนับเลขในใจไปเรื่อยๆ จนสีเหลืองเปลี่ยนเป็นสีเขียว



เราคงจะเห็นในละครว่า วิธีนี้ให้ได้ดีพอควร และที่สำคัญก่อนที่พีทจะทำได้ แม่ต้องทำให้ได้ก่อน เหมือนในฉากที่หมอเล่าให้ฟัง



เมื่อแม่จัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ดี ตรงนั้นก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนไปที่ตัวเด็ก สร้างบรรยากาศของบ้านให้ไม่ร้อนเป็นไฟด้วยความโกรธ เมื่อแม่ใจเย็นได้ ก็คุยกับลูกได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าแม่โมโหจนตะโกนใส่ลูกเสียงดัง ภาพที่เกิดต่อไปก็คือ ลูกตะโกนกลับใส่แม่ กลายเป็นตะโกนใส่กันดังขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคุยกันไม่รู้เรื่อง



“ยังกับโดนจับอาบน้ำมนต์เอาผีออกจากร่าง” เป็นคำพูดที่ตายายคุยกันถึงการเปลี่ยนแปลงของแม่และลูก เมื่อเห็นว่าพีทดูโวยวายน้อยลงมาก แม่ก็ใจเย็นลงไปเยอะ



อย่าลืมว่าอารมณ์ที่เกิดเป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญกว่าคือจะจัดการกับมันอย่างไรนะคะ (ไม่ให้บานปลายจนกลายเป็นเหมือนถูกผีสิง)



#หมอมินบานเย็น
SHARE
Writer
Kindness
Teacher
Why? การถาม ทำไม? จะทำให้เราไม่หยุดอยู่กับที่ ทำให้เราปฏิเสธสิ่งที่มันเป็นอยู่ ทำให้เราไม่ทนอยู่กับสภาพเดิม แต่เปิดกว้างให้กับวิธีหรือแนวทางใหม่ๆ ทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้น What if? การถาม สมมติว่า? ช่วยให้เราคิดหาไอเดียใหม่ๆ ถึงมันจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ แต่มันจะทำให้หลุดจากกรอบเดิมๆ ทำให้เราผสมผสานไอเดียหลายอย่างเข้าด้วยกัน

Comments