พี่สาว กับ น้องชาย #4/4_การร่ำลา
   หลักจากที่พบกันครั้งนั้น ระยะหลังเราก็คอลหากันน้อยลง เย็นวันหนึ่งผมเห็นเธอโพสข้อความตัดพ้อเชิง เหนื่อย ท้อแท้ ผมอดห่วงไม่ไหว อีกทั้งผมเองก็คิดถึงและอยากได้ยินเสียงเธออยู่แล้วด้วย "เป็นอะไรหรือป่าว งานเยอะเหรอช่วงนี้" "อืม ช่วงนี้เครียดๆ เหนื่อยๆ นะ ค่าใช้จ่ายก็เยอะ" ผมรู้สึกแย่กับคำตอบนั้น แต่ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมา เราคุยกันอีกนิดหน่อย เธอจึงขอตัวไปทำงานต่อ  บางคืนเธอก็ออกไปดื่มกับน้องสาวที่ทำงานด้วยกัน เธอบอกกับผมว่า "น้องสาวเขาอกหัก เราเลยต้องไปอยู่เป็นเพื่อนนะ" ผมอดห่วงเธอไม่ได้ เพราะรู้ว่าเธอต้องขับรถกลับคนเดียวในสภาพที่ดื่มมา ผมจึงขอให้เธอ ส่งข้อความมาหน่อยว่ากลับถึงห้องแล้ว ไม่ต้องเกรงใจว่าจะหลับหรือยัง อย่างน้อยรู้ว่าปลอดภัย จะได้สบายใจ แรกๆ เธอก็ส่งมาบอก แต่หลังๆ เธอก็ไม่บอกอะไร ปล่อยให้ผมกังวลอยู่ฝ่ายเดียวบ่อยๆ จนสุดท้ายก็นำไปสู่การทะเลาะกัน เพราะความน้อยใจของผมเอง...
   เช้าวันหนึ่งเธอก็บอกกับผมผ่านวีดีโอคอลว่า "ช่วงนี้เราไม่คอลหาแล้วนะ คอลนานๆ เครื่องร้อน อีกอย่างเราเหนื่อยนะ" "อืมๆ ไม่เป็นไร เอาที่เธอสะดวกแล้วกัน" ถึงผมอยากจะคุยกับเธอบ่อยๆ แต่ก็ห่วงว่าจะไปทำให้เธอเหนื่อยจนเกินไป 
   ตั้งแต่กลับจากปัตตานีผมก็กลับมาเป็นคนว่างงานอยู่บ้านอีกครั้ง ช่วงเย็นของทุกวันผมพยายามจะออกไปหัดขับรถยนต์ทุกวัน ตั้งใจจะสอบใบขับขี่เผื่อว่าจะเอามาขับรถรับจ้างได้บ้าง นอกจากนั้นก็พยายามเริ่มถ่ายรูปขายกับเว็บชัตเตอร์สต็อค และรับถ่ายรูปตามงานพิธีเท่าที่พอหาได้ แต่ถึงอย่างนั้นรายได้ผมก็แทบไม่พอใช้
   หลังจากนั้น เราก็คุยกันผ่านเพียงข้อความในไลน์เท่านั้น มีช่วงหนึ่งที่เธอหยุดยาว และผมเองก็ต้องขึ้นไปสอบที่ กทม. พอดี ผมจึงคิดจะไปหาเธอที่ศรีษะเกษก่อนแล้วค่อยกลับมาสอบ แต่เธอเห็นว่าที่ศรีษะเกศไม่มีอะไรน่าเที่ยวนัก อีกทั้งที่พักเธออยู่กันหลายคนคงไม่สะดวกถ้าผมจะไปค้างด้วย เธอจึงชวนผมไปเที่ยวอุบลฯ ด้วยกัน แต่ผมก็กังวลว่าค่าใช้จ่ายมันจะสูงเกินไป เพราะผมเองก็มีเงินเก็บเหลืออยู่เพียงน้อยนิด สุดท้ายผมก็ทนการรบเร้าของเธอไม่ไหว เธออาสาจะออกค่าเครื่องบินให้ผมอีกครั้ง โดยรวมๆ การเที่ยวครั้งนี้ก็มีความสุขดี และผมก็ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ได้ไม่มากนัก ก็รู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ได้แต่หวังกับตัวเองว่าจะหางานใหม่ได้ในเร็ววัน
   หลังจากพบกันครั้งนั้น เราก็คุยกันน้อยลงเรื่อยๆ เธอเองก็หงุดหงิดบ่อยขึ้น ส่วนผมเองก็ดูเหมือนจะแบกความรู้สึกน้อยใจ ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระของเธอมากขึ้นทุกทีๆ 
ยิ่งไม่ได้คุยกัน ยิ่งห่างใกลกันออกไปทุกที ทั้งที่...ก็ห่างกันอยู่แล้ว
   ช่วงเวลาที่เราอยู่ใกลกันผมมักจะพิมพ์บอกเธอทุกวันว่าจะไปไหน ทำอะไร กลับเมื่อไหร่ ช่วงแรกๆ มันก็ดีนะ แต่มาระยะหลังๆ นี้ อาจเพราะเธอเหนื่อย หรือเครียดกับงาน หรืออาจเป็นเพราะผมงี่เง่า ไม่เข้าใจเธอ ผมเองก็มิอาจหยั่งรู้ได้ วันหนึ่งเธอก็พิมพ์มาบอกผมว่า 
"ไม่ต้องบอกกันทุกเรื่องก็ได้นะ มันเยอะไป"  ...  
อืมๆ
 ... ผมพิมพ์ตอบเธอได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ ...
   หลังจากนั้น เราคุยกันน้อยมาก ทุกครั้งที่ผมจะพิมพ์ข้อความอะไรส่งหาเธอ ถึงแม้ว่าอยากคุยมาก แต่คำพูดนั้นก็ดังก้อง ซ้ำๆ ในหัวผม จนทำให้หลายครั้งผมตัดสินใจลบข้อความทิ้งก่อนจะกดส่งไป ส่วนเธอก็ไม่ได้ทักอะไรมาเช่นกัน
   จนวันหนึ่ง หลังจากคิดดีแล้ว ผมจึงพิมพ์ไปบอกเธอว่า 
   "นี่ๆ ถ้ามีใครสักคนที่ดี ที่เหมาะสมกับเธอผ่านเข้ามาเธอจะคบกับเขาก็ทำได้เลยนะ"
   เธอเงียบไปสักพัก หลังจากที่อ่านข้อความแล้ว .....
"ถ้ายังไม่เลิกเป็นแบบนี้ ต่อจากนี้เราจะขออยู่คนเดียวแล้วนะ เราเหนื่อย"
    หลังจากอ่านข้อความนั้นจบ  ผมน้ำตาไหล...
    ผมไม่กล้าพิมพ์อะไรหาเธออีกเลย...
    ได้แต่โทษตัวเองซ้ำๆ โกรธตัวเอง เกลียดตัวเอง  ที่ไม่เอาไหน...
    ขอโทษ ที่ทำให้เธอ เหนื่อยใจ...



   หลังจากนั้น เราก็มีทักทายหากันบ้าง นานๆ ครั้ง และดูท่าว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย 
   สุดท้ายผมจึงตัดสินใจลบรูปของเราออกจากโซเชียล ผมไม่กล้าแม้แต่จะบอกลาเธอ...  
   ส่วนเธอก็บล็อคโซเชียลผม ในทุกๆ ทาง รวมถึงเบอร์โทรด้วย นั่นทำให้ผมแทบไม่ได้รับรู้ข่าวคราวอะไรจากเธออีกเลย...ราวกับว่าเราต่างหลุดวงโคจรของกันและกันไปแล้ว...ขอบคุณนะสำหรับทุกสิ่งที่ทำให้ ขอโทษที่ไม่มีโอกาสได้ตอบแทน ดูแลตัวเองด้วยนะ...พี่สาวที่รัก
  
  จาก...น้องชายคนเดิม
   
SHARE
Writer
Pal_lse
portrayer and writer
Love me love my cat

Comments