คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า Mariah Carey เป็นนักแต่งเพลง
1

ก่อนที่โลกจะรู้จักเธอ

ปี 1970 มารายห์ แครีย์ เกิดและเติบโตในชานเมืองนิวยอร์ค คุณพ่อเป็นวิศวกรชาวเวเนซูเอลา คุณแม่เป็นนักร้องโอเปราและครูสอนร้องเพลงเชื้อสายไอริช เธอเป็นลูกครึ่ง แต่การเป็นลูกครึ่งในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะคนยังไม่นิยมแต่งงานข้ามเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ลึกๆ แล้ว เธอจะรู้สึกตัวเองเป็นคนนอกอยู่ตลอด ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มักสะท้อนออกมาผ่านผลงานเพลงของเธอ

สมัยยังเด็ก มารายห์เลียนแบบการร้องโอเปราของคุณแม่ แม่ของเธอเห็นแววในตัวลูกสาว จึงให้เธอเรียนร้องเพลงจริงจังตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พอมารายห์อายุได้ 12-13 ปีก็เริ่มเป็นนักร้องเพลง demo (demo คือเพลงตัวอย่างสำหรับทางค่ายเพลงฟังว่าเพลงนี้ถ้าทำเสร็จออกมาจะเป็นประมาณนี้) ตั้งแต่ตอนนั้น เธอก็รู้ตัวว่าการร้องเพลงที่คนอื่นแต่ง บางทีเธอก็ไม่ชอบเลย แต่เพราะได้เงินและเธอก็เด็กอยู่ เธอจึงร้องเพลง demo ต่อไป

เมื่อเรียนจบไฮสคูล มารายห์ย้ายไปอยู่แมนฮัตตัน ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟตอนกลางวัน ทำดนตรีของตนเองตอนกลางคืน เธอไม่ดื่มและไม่ปาร์ตี้ แต่มีวันหนึ่ง เพื่อนของเธอชวนให้เธอไปร่วมงานปาร์ตี้ที่จัดโดยค่ายเพลง เพื่อนบอกเธอให้หยิบเทป demo ที่ทำไปด้วย มารายห์ตั้งใจจะส่งเทป demo ของตัวเองให้คนของทางค่าย Columbia Records แต่ไม่ทันได้เจอคนที่ตั้งใจไปเจอ เธอเจอเข้ากับ Tommy Mottola เสียก่อน และ Mottola ได้เทป demo ของเธอไป

ระหว่างทางกลับบ้าน Mottola เปิดเทปของมารายห์ฟังขณะอยู่ในรถ ฟังไปแค่สองเพลง เขาตกใจมาก บอกกับตัวเองเจอเพชรเข้าแล้ว เขาเรียกมารายห์มาเซ็นสัญญาทันที และความจริงก็คือ Tommy Mottola เป็นประธานค่ายเพลง Columbia Records ซึ่งภายหลังก็จะเป็นประธานค่ายเพลง Sony



2

นักปฏิวัติวงการเพลง

เวลาฟังเพลงของมารายห์ เราจะรู้สึกได้ว่า อืม... นี่ช่างเป็นเพลงที่มารายห์ แครีย์ ดีจริงๆ 
ใช่แล้วล่ะ ก็เพราะมารายห์ แครีย์ เป็นคนแต่งเพลงทั้งหมดให้มารายห์ แครีย์ ยังไงล่ะ

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเธอเป็นนักแต่งเพลง หากไม่ใช่แฟนที่ติดตามผลงานเธอจริงๆ เพราะภาพลักษณ์ของมารายห์ แครีย์ ที่สื่อออกไปมักเป็นภาพลักษณ์แบบดีว่า ไม่ใช่ภาพเธอนั่งเล่นกีต้าร์หรือนั่งหน้าเปียโนแต่งเพลงอยู่ในสตูดิโอ

เวลาพูดคุยกับคนอื่น ตัวมารายห์เองก็ไม่ได้คาดหวังว่าคู่สนทนาจะรู้จักเธอในฐานะนักแต่งเพลง แต่หากอีกฝ่ายรู้ เธอจะดีใจมาก และยิ่งเวลามีคนมาเล่าว่าเพลงของเธอมีผลต่อชีวิตของพวกเขา เวลาที่รู้ว่าเพลงที่เธอเขียนขึ้นมาจากพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตแบบนั้น มันทำให้เธอดีใจมากจริงๆ


วงการเพลงยุคก่อนมารายห์ แครีย์ ไม่ได้เป็นแบบที่เราได้ฟังเพลงกันอยู่ทุกวันนี้ ยุคนั้น ร็อคคือร็อค ป๊อบคือป๊อบ ฮิปฮอปคือฮิปฮอป ไม่มีการผสมรวมกัน วิทยุบางคลื่นยังไม่ยอมเปิดเพลงฮิปฮอปเสียด้วยซ้ำ

เมื่อมารายห์ แครีย์ ก้าวเข้ามาในวงการ สิ่งที่เธอพามาด้วยจึงไม่ใช่แค่เสียงร้อง 5 octave และเทคนิคการร้องแบบ whistle ที่ทำให้ทุกคนตะลึงงัน แต่มันยังมีเรื่อง “แนวเพลง” แบบที่เธอทำด้วย เพราะแนวเพลงแบบมารายห์ แครีย์ ได้เปลี่ยนแปลงวงการเพลงไปตลอดกาล

การเกิดและเติบโตขึ้นมาในนิวยอร์คคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เพลงของเธอมีลักษณะผสมผสานทั้งป๊อป ฮิปฮอป อาร์แอนด์บีเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่จำความได้ มารายห์ก็ฟังเพลงทุกแนวจากวิทยุ เธอชอบเพลงฮิปฮอป อยากได้บีตเท่ๆ พวกนั้นมาอยู่ในเพลงของตัวเอง มันเป็นรสนิยมส่วนตัวของเธอ เธอไม่เคยคิดว่าต้องทำอะไรคูลๆ เก๋ๆ ให้เพลงออกมาแบบนั้นแบบนี้ ที่เพลงของเธอเป็นอย่างที่เราได้ยินกัน ก็เพราะเธอชอบแบบนี้เท่านั้นเอง



มารายห์ แครีย์ เซ็นสัญญากับค่ายเพลงครั้งแรกตอนอายุ 18 โดยระบุว่า “เธอจะร้องเพลงที่เธอแต่งเองเท่านั้น” และจวบจนทุกวันนี้ เธอก็ยังคงแต่งเพลงเองและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดของตนเอง มารายห์เรียนรู้จากการดูสารคดีวง The Beatles เธอไม่แน่ใจว่า The Beatles ขายลิขสิทธิ์เพลงหรือถูกขโมยสิทธิ์ไปกันแน่ แต่นั่นก็มากพอจะทำให้เธอเรียนรู้ว่าเพลงทั้งหมดจะต้องเป็นของเธอเท่านั้น

คนในวันนี้ชื่นชมมารายห์ว่าเป็นผู้นำแห่งยุคสมัย ขอบคุณที่เธอทำให้เพลงทุกแนวมาประสานกันได้ และเธอเป็นคนพาฮิปฮอปให้เข้าสู่ดนตรีกระแสหลัก ปัจจุบัน การที่เพลงป๊อปมีนักร้องหญิงร้องเป็นหลักและมีนักร้องฮิปฮอปชายมาแร็ปให้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ยุคนั้น นี่คือเรื่องประหลาดที่สุด

มารายห์เลือกหยิบเพลง Genius of Love (1981) ของ Tom Tom Club มาใส่ในเพลง Fantasy (1995) ตอนนั้นเธอฟังวิทยุอยู่บนรถ และดีเจกำลังเล่นเพลง Genius of Love ขณะฟังๆ ไป เธอรู้สึกว่าเพลงนี้มันน่าจะเอามาใส่ในเพลง Fantasy ได้ สุดท้ายเธอเลยให้ Bad Boy รีมิกซ์เพลงนั้นให้แล้วหยิบมาใส่ในเพลง Fantasy แต่กว่าจะเข็นเพลงนี้ออกมาจนสำเร็จได้ก็ติดขัดไปหมด เพราะไม่มีใครอนุญาตให้ทำเรื่องแบบนี้

ทางค่ายเอง พอเจอ demo เพลง Fantasy ที่เธอส่งมา ไม่ใช่ว่าผู้บริหารจะอ้าแขนรับชมเชยว่า ไอเดียบรรเจิด ขายดีแน่นอน พอพวกเขาเปิดเทปฟังก็ได้แต่งง... ยัยนี่จะทำอะไร พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่มีใครเค้าทำแบบนี้กัน มารายห์ต้องย้ำว่า “เชื่อฉัน เชื่อฉัน เดี๋ยวมันจะออกมาดีเอง”

มารายห์เขียนกลอนมาตั้งแต่เด็กและเล่นเปียโนแค่พอได้ เธอไม่เคยนำทั้งสองอย่างมารวมเข้าด้วยกัน เพราะไม่รู้เลยว่าถ้าทำแบบนั้นก็จะได้ออกมาเป็นเพลง เวลาฟังศิลปินให้สัมภาษณ์ว่า “เราแต่งเพลงกันเอง มันเป็นเพลงของเรา” เธอไม่เคยเข้าใจเลย จนกระทั่งต้องโตขึ้นมาอีกหน่อยถึงจะรู้ว่า ไม่ใช่นักร้องทุกคนจะเขียนเพลง-แต่งเพลงเอง และนักร้องหญิงผู้โด่งดังในยุคเดียวกันอย่างวิตนีย์ ฮูสตัน หรือซิลีน ดีออนก็ไม่ได้แต่งเพลงเอง

คนเรียกเธอเป็นนักแต่งเพลงที่มองการณ์ไกล ทำเพลงแบบที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยินมาก่อน

ในฐานะนักแต่งเพลง เธอเป็นศิลปินคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถเดบิวด้วยสถิติครองอันดับ 1 Billboard Hot 100 ได้ติดต่อกัน 5 ซิงเกิ้ลรวด (Vision of Love, Someday, Love Takes Time, I Don’t Wanna Cry, Emotions), สามารถพาเพลงที่ตัวเองเขียนเอง ขึ้นไปอยู่บนอันดับ 1 ของ Billboard Hot 100 ได้ถึง 17 เพลง ส่วนอีก 1 เพลงที่เธอครองชาร์ตอันดับ 1 ได้ รวมเป็น 18 เพลงนั้นเป็นการ cover เพลง I’ll Be There ของ The Jackson Five, เธอเป็นนักร้องเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่มีเพลงได้รับเลือกให้เป็นบทเพลงแห่งยุคถึง 2 สมัย คือ ยุค 90 จากเพลง One Sweet Day และยุคมิลเลเนียล จากเพลง We Belong Together



3

วิธีแต่งเพลงแบบมารายห์ แครีย์

เนื่องจากไม่ได้เป็นคนเล่นเปียโนเก่ง เวลาจะแต่งเพลง เธอจึงต้องไปทำงานกับนักดนตรีที่สามารถเล่นเพลงอย่างที่เธอต้องการได้ อาจเป็นมือกลอง มือกีต้าร์ หรือนักเปียโน เพลงบางเพลงก็มีวิวัฒนาการของมัน จากจุดเริ่มต้น ผ่านมือนักดนตรีคนแล้วคนเล่า ปีแล้วปีเล่า กว่าจะออกมาเป็นเพลงแบบที่เราได้ฟังกันในอัลบั้ม มารายห์ทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัยยังไม่มีค่ายเพลงเซ็นสัญญาและต้องทำเทป demo ขึ้นมา เธอจะเข้าไปที่สตูดิโอและขอให้เขาใส่เสียงกลองตรงนั้น ขอใส่กีต้าร์ตรงนี้ การเป็นเด็กอายุสิบกว่าเข้าไปในพื้นที่ของคนมีอายุ มีอำนาจมากกว่า และเธอไปทำแบบนั้น เธอไม่รู้เลยว่านั่นเรียกว่าการโปรดิวซ์ แต่เธอโปรดิวซ์เพลงของตัวเองมาแต่แรกแล้ว

การเริ่มต้นทำงานแบบมารายห์ แครีย์ คือ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรอยู่ก็ตาม หากทำนองเพลง(ไอเดีย) มันแล่นเข้ามาในหัว เธอจะหยุดทุกอย่างแล้วฮัมเพลงนั้นออกมาให้ใกล้เคียงกับเสียงที่ได้ยิน เมื่อก่อน เธอใช้เครื่องอัดเทปพกพาอัดเสียงเก็บไว้ ต่อมาก็ใช้วิธีโทรศัพท์ไปฝากข้อความเสียงให้ตัวเอง ทุกวันนี้เธอใช้แอป VoiceNote

มารายห์บอกว่าชอบทำงานกับนักดนตรีเก่งๆ การทำงานกับนักเปียโนมากฝีมือถือเป็นสิ่งมีค่ามาก พวกเขาสามารถเป็นตัวกลางในการส่งผ่านสิ่งที่เธออยากจะสื่อออกมาให้ได้ เธอกับนักดนตรีจะขลุกอยู่ในสตูดิโอ มีเปียโนหนึ่งตัว เธอฮัมเพลงออกมาและกดคอร์ดให้เขาฟัง แล้วก็เริ่มทำทำนองเพลงกันออกมาทั้งอย่างนั้น ทำจนได้โครงสร้างเพลงออกมา แต่หลักๆ ก็คือ ทำเพลงออกมาให้ได้เหมือนกับที่เธอได้ยินในหัว

หรือบางที คนก็จะชวนเธอว่า “มาทำเพลงกันเถอะ มาแต่งเพลงกัน” แล้วเธอก็ไปนั่งทำงานกับพวกเขา อาจเป็นเธอที่ฮัมเพลงออกมาให้ฟังว่าตัวเองมีในใจอย่างไรบ้าง

บางที เธอก็นำไอเดียตั้งต้นที่ตัวเองมีอยู่เดินเข้าไปคุยกับนักดนตรีคนอื่นๆ เพื่อหา input มาเติมเต็มเพลงนั้น ทำให้เพลงนั้นเดินหน้าต่อไปได้

แต่ละเพลงมีวิธีในการทำเพลงไม่เหมือนกัน แต่วิธีการของเธอมักเป็นแบบนี้ เธอจะหาคนเข้ามาช่วยไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะทำเพลงออกมาให้ได้อย่างที่อยากได้

หรืออย่างการที่ได้ Old Dirty Bastard มาร่วมงาน เธอก็รู้สึกโชคดีมาก เพราะเธอเป็นแฟนตัวยงของเขา หลายครั้งเธอจะตื่นเต้นมากเพราะในฐานะแฟนเพลง เธอย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดาที่จะได้ทำงานกับศิลปินที่ตนเองชื่นชอบ เธอเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าศิลปินบางคนจะยอมมาร่วมทำเพลงกับเธอ


จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งในเนื้อเพลงที่มารายห์เขียนคือการเลือกใช้คำ เธอมักจะมีคำศัพท์ที่ปกติไม่มีใครเค้าใช้คำแบบนี้กันในเนื้อเพลง บางคำก็ต้องเปิดพจนานุกรมดูว่าคำนี้แปลว่าอะไรกันแน่ เช่น คำว่า rhapsodize จากเพลง Melt Away (1995) คำว่า incessantly จากเพลง Heartbreaker ft. Jay-Z (1999)

มารายห์เองก็ยอมรับกับ Genius ว่าบางเพลง เธอเริ่มเขียนขึ้นจากคำศัพท์เพียงคำเดียวนี้ แล้วขยายออกมาให้เป็นเพลง เช่นคำว่า incessantly จากเพลง Heartbreaker เธอก็รู้ว่ามันเป็นเพลงสดใสน่ารัก แล้วจะมาใส่คำว่า incessantly มันจะโอเคไหม? คนเค้าจะรู้กันไหมว่าคำนี้แปลว่าอะไร? เธอก็คิดไปคิดมา แต่สุดท้ายก็ตกลงใจว่าใช้คำนี้อยู่ดี เพราะถ้าไม่รู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร ตอนนี้ก็จะได้รู้ความหมายแล้วล่ะ :-)

คำศัพท์แปลกๆ เหล่านี้ที่แฟนคลับจะเรียกกันว่าเป็นคำศัพท์แบบมารายห์ ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าคำพวกนี้เธอได้มาจากไหน ไม่ใช่ว่าเธอจงใจไปสรรหาคำศัพท์แปลกๆ มาใช้เลย แต่เธอคิดว่าเป็นเพราะตอนเด็กๆ พ่อแม่ก็ชอบพูดกันด้วยคำศัพท์ที่เธอไม่เข้าใจ แล้วเธอก็ต้องพยายามไปทำความเข้าใจศัพท์พวกนั้น ก็เลยทำให้เธอโยนคำแบบนี้ใส่ลงมาในเพลงโดยไม่รู้ตัว หรืออย่างคำว่า trepidation จากเพลง With You (2018) ก็ตอบไม่ได้ว่าโผล่มาจากไหน มันก็แค่ออกมา


4

เลือดผสม คนนอก ความแปลกแยก

นอกจากเพลงฮิตที่ทุกคนคุ้นหูกันดีและเพลงที่ได้รับรางวัลมากมายแล้ว ทุกอัลบั้มของมารายห์จะมีอยู่เพลงหนึ่งที่เหมือนเธอทบทวนชีวิตตัวเองให้เราฟัง เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้แฟนเพลงรู้สึกว่าตนเองเชื่อมโยงกับเธอได้ หลายครั้งมักเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม เช่นเพลง Outside (1997) จากอัลบั้ม Butterfly หรือเพลง Looking in (1995) จากอัลบั้ม Daydream

มีคนมากมายบอกเธอว่าเพลง Outside ช่วยชีวิตพวกเขา เธอบอกว่าการแต่งเพลงนี้ขึ้นมาก็ช่วยชีวิตเธอไว้เช่นกัน

“It's hard to explain 
Inherently it's just always been strange 
Neither here nor there 
Always somewhat out of place everywhere

Standing alone 
Eager to just believe it's good enough to be what you really are 
But in your heart, uncertainty forever lies 
And you'll always be somewhere on the outside” จากเพลง Outside (1997)

มารายห์ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับและทำให้ตัวเองรู้สึกมีค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่ การเป็นลูกผสม มีสีผมสีผิวไม่ชัดเจนว่าเป็นคนขาวหรือดำกันแน่ ทำให้เธอไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองสังคม ไม่ว่าจะเป็นในวงคนขาวหรือวงคนดำ คนผิวสีเรียกเธอเป็นคนขาวที่ร้องเพลงได้ คนผิวขาวก็จะมองว่า... แต่พ่อเธอเป็นคนดำนี่?

ตอนที่พ่อกับแม่ของเธอยังอยู่ด้วยกัน ครอบครัวเธอพักอาศัยในย่านคนดำ ที่บ้านก็มีปัญหากับคนละแวกนั้น หรือตอนทั้งคู่แยกทางกันและแม่ของเธอเลือกไปพักในย่านคนขาว เพื่อนบ้านแถวนั้นมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าครอบครัวเธอมาก มารายห์ในวัยเด็กอยากหนี แต่ฐานะทางบ้านเธอไม่ดีพอจะให้หนีไปที่ไหนได้ ความรู้สึกที่เธอมีก็คือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น

เธอให้สัมภาษณ์กับ Pitchfork ว่า คนเกิดมาในครอบครัวสภาพการเงินดีไม่มีทางเข้าใจ ถ้าไม่ใช่เด็กบ้านแตกไม่มีวันเข้าใจได้ และยิ่งมีเรื่องการเป็นเด็กเลือดผสมเข้าไปอีก เสียงเพลงจากวิทยุจึงเป็นเหมือนการหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริง เป็นความตั้งมั่นชนิดที่ว่า “รู้มั้ย วันหนึ่ง ฉันต้องได้ยินวิทยุเปิดเพลงของฉันเอง ต้องมีวันแบบนั้นแน่ๆ”

มารายห์เล่าว่า ช่วงแรกของการเข้าวงการ เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโด่งดังเลย เธอยังเด็กมากและทุกอย่างก็ถูกควบคุมหมดโดย Tommy Mottola ซึ่งต่อมาทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1993 มารายห์บอกว่าเธอรู้สึกตัวเองเป็นราพันเซล เขาเรียกให้ออกไปร้องเพลงก็ออกไปร้องเพลง ร้องเสร็จก็กลับเข้ามาอยู่ในห้อง จะทำอะไรสนุกไม่ได้ทั้งนั้น เพราะผู้ใหญ่ในค่ายคอยคุมทุกอย่าง

ระหว่างที่ทำอัลบั้ม Butterfly เธอหย่ากับ Mottola ในอัลบั้มนั้นจึงพูดเรื่องอิสรภาพ ความศรัทธา และการทบทวนตัวเอง รวมถึงการทดลองการทำเพลงรูปแบบใหม่ๆ ลองพบปะกับโปรดิวเซอร์คนใหม่ๆ

เพลง Outside จากอัลบั้ม Butterfly โดยส่วนตัวสำหรับมารายห์เองแล้ว มันคือเพลงของคนเลือดผสมที่ไม่มีสถานะเหมาะสมอยู่ที่ใดสักแห่ง เป็นความรู้สึกว่าตนเองไม่ปกติอย่างคนทั่วไป หรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่เชื่อมโยงกับใครเลย มีแฟนเพลงมากมายที่บอกกับเธอว่าเพลง Outside ช่วยชีวิตพวกเขา หรือช่วยเขาให้ยอมรับเพศสภาพที่แท้จริงของตนเอง หรือการยอมรับตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น

ความรู้สึกของการเป็นคนนอกยังถูกพูดถึงในเพลง Looking in

เมื่อ Rob Markson จาก Genius ถามมารายห์ว่า แล้วมารายห์ตัวจริงเป็นคนแบบไหน? 
มารายห์บอกว่า คำตอบอยู่ในตอนต้นของเพลง Looking in นั่นคือ

She smiles through a thousand tears and harbors adolescent fears
She dreams of all that she can never be
She wades in insecurity and hides herself inside of me

เธอเล่าว่า เธอใช้เวลา 15 นาทีแต่งเพลงนี้ขึ้นมา ตอนนั้นอาศัยอยู่ย่านชานเมืองในนิวยอร์ค เป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จในอาชีพมาก เนื้อหาในเพลงนี้เธอจำเป็นต้องเขียนออกมาเพื่อบำบัดตัวเอง ซึ่งบางคนพอได้ฟังเพลงนี้ก็รู้สึกไม่ชอบใจนัก บอกว่าเธอเขียนเพลงตรงเกินไป แต่ถึงอย่างไร เธอก็ยืนยันว่าเพลงนี้ต้องออกมาเป็นแบบนี้ เพื่อที่เธอจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เธอแค่อยากจะหายใจได้ด้วยตัวเองบ้าง ซึ่งในตอนนั้น มันทำแบบนั้นไม่ได้เลย



5

ราชินีแห่งเพลงคริสตมาส

มีเพลงหนึ่งของมารายห์ แครีย์ ที่คนกลับมาเปิดซ้ำเสมอ จนกลับเข้ามาอยู่ในชาร์ตของ Billboard เป็นประจำทุกปี นั่นคือเพลง All I want for Christmas is You มารายห์ แครีย์ ได้แต่งเพลงที่กลายเป็นเพลงประจำเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง เป็นเพลงคริสตมาสแห่งยุคสมัย อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 1994 - ปัจจุบัน

แน่นอนว่า Tommy Mottola อดีตสามีได้รับเครดิตเต็มที่ เพราะเขาคือคนที่บอกเธอว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่เธอจะทำเพลงคริสตมาส ตัวมารายห์เองไม่แน่ใจนักในไอเดียของ Mottola เพราะขณะนั้นเธอโด่งดังถึงขีดสุด และยุคนั้น นักร้องไม่อยากร้องเพลงคริสตมาส ใครๆ ก็เบือนหน้าหนีถ้าต้องทำอัลบั้มเพลงคริสตมาส แต่สำหรับเพลงนี้ (และอีกหลายๆ เพลง) คำแนะนำของ Mottola ถูกต้องที่สุด และความโด่งดังของเพลงนี้ก็ทำให้การร้องเพลงคริสตมาสกลายเป็นเรื่องคูลๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อต้องแต่งเพลงคริสตมาสครั้งแรก เธอนึกย้อนไปถึงวัยเด็กที่ครอบครัวไม่มีเงินเลย เด็กน้อยในวันนั้นอยากมีคริสตมาสที่ครื้นเครงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ดูเหมือนว่าแต่ละคนที่เข้ามาในชีวิตเธอนั้น จะมีแต่ประเภทที่พังวันพิเศษให้เป็นวันกร่อยๆ ทุกปี เธอเลยตั้งใจจะทำเพลงให้ครึกครื้นที่สุดเท่าที่ตัวเธอในวัยผู้ใหญ่จะสามารถเสกคริสตมาสให้เป็นวันพิเศษที่สุดในโลกได้ ทำเพลงรื่นเริงชนิดที่ว่า... ถ้าคุณกล้ามาพังวันคริสตมาสของฉัน ฉันไม่ให้อภัยคุณแน่ มารายห์จัดเต็มทุกอย่างใส่ลงมาในเพลง และผลที่ได้ก็คือ All I want for Christmas is you เป็นเพลงคริสตมาสที่ฮิตตลอดกาล ขึ้นแท่นเพลงคริสตมาสยุคโมเดิร์นที่สามารถเปิดเคียงคู่กับเพลงคริสตมาสที่มีมาแต่เดิมได้ และก็กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า ผู้คนเปิดเพลงนี้กันตั้งแต่ลมหนาวเริ่มพัดมา

ขณะที่แต่งเพลงนี้อยู่นั้น มารายห์จงใจทำให้เพลงนี้ฟังดูไม่ใหม่ ตอนนั้นเป็นยุค 90 แต่เธอตั้งใจทำเพลงออกมาให้เดายุคสมัยของเพลงไม่ได้ มิวสิควิดิโอก็ได้แรงบันดาลใจมาจากวงดนตรียุค 60 คนมากมายเข้าใจว่า All I want for Christmas is You เป็นเพลงเก่าที่เธอรีเมคเพลงของคนอื่น มารายห์ถือว่านั่นเป็นคำชม เพราะมันคือเป้าหมายของเธอตั้งแต่ต้นแล้ว เธออยากได้เพลงที่ฟังเหมือนเพลงอมตะ



6

ตกต่ำและรุ่งโรจน์

ความโด่งดังของมารายห์ แครีย์ มีมาต่อเนื่องนับแต่เธอเปิดตัวเข้าสู่วงการในปี 1990 เธอยังครองสถิติขึ้นอันดับ 1 Billboard Hot 100 มาได้ตลอด เช่น One Sweet Day (1995) ft. Boyz II Men เพลงนี้เป็นเพลงที่ครองอันดับ 1 ของชาร์ตได้นานที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงคือ 16 สัปดาห์ต่อเนื่อง และเพลง When You Believe (1998) ที่มารายห์ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชัน The Prince of Egypt ร่วมกับวิทนีย์ ฮูสตัน ดีว่าหญิงคนดังแห่งยุค ซึ่งสื่อทุกสำนักมองว่าทั้งสองเป็นคู่แข่งกัน มารายห์เองนับถือความสามารถของวิทนีย์ เธอรู้ว่าวิทนีย์เป็นนักร้องตัวจริงตั้งแต่ที่ได้ฟังวิทนีย์ร้องเพลงครั้งแรก

แต่ช่วงเวลารุ่งเรืองของมารายห์ แครีย์มีวันสิ้นสุด 

เธอลาออกจากค่ายเพลงเดิม ย้ายไปอยู่ค่ายใหม่ ยกเลิกสัญญากับค่ายนี้ และย้ายค่ายอีกครั้ง เธอปล่อย Charm Bracelet อัลบั้มที่แทบไม่มีคนรู้จัก หลังจากแสดงนำในภาพยนตร์ที่ถูกคนเยาะเย้ยตลอดกาลอย่าง Glitter เลิกกับแฟนที่คบหาดูใจ ยังมีเหตุการณ์ที่เธอถูกหามส่งโรงพยาบาล ต้องอยู่ในความดูแลของจิตแพทย์ เพราะมีสภาวะล่มสลายทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ มารายห์ แครีย์ ต้องพักรักษาตัวและหายหน้าไปจากสาธารณะ

มารายห์เล่าว่า วันนี้เธอกลับมายิ้มให้ Glitter ได้ แต่ ณ วันนั้นที่ภาพยนตร์ออกฉาย มันคือช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เข้าฉายวันที่ 11 กันยายน 2001 (วันเดียวกับเหตุการณ์ 9/11) แน่นอนว่าไม่มีใครอยู่ในความรู้สึกของการเฉลิมฉลอง คนทั้งโลกตกอยู่ในความหวาดกลัวและสูญเสีย อัลบั้มเพลงร่าเริงหรืออัลบั้มซาวน์แทร็คไม่ใช่สิ่งที่ใครต้องการในช่วงเวลาแบบนั้น

สรุปเหตุการณ์ในช่วงปี 2001-2002 สั้นๆ ได้ว่า ชีวิตและอาชีพของมารายห์ แครีย์ พังพินาศ

ใครๆ ก็บอกว่ามารายห์อยู่ในช่วงขาลงแล้ว ดังนั้น การเตรียมเพลงใหม่สำหรับอัลบั้มใหม่ที่จะมาถึง เธอจึงเตรียมตัวหนักเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่ากับ Charm Bracelet เธอไม่เต็มที่ แต่กับอัลบั้มใหม่นี้ มันเหมือนเธอต้องการพิสูจน์ตัวเอง เธออยากขุดลึกลงไปในตัวเองและพยายามให้มากที่สุด

อัลบั้มใหม่ที่ว่าคือ The Emancipation of Mimi (2005) อัลบั้มที่มียอดขายรวมทั่วโลก 10 ล้านแผ่น เพลง We Belong Together ครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ยาวนานต่อเนื่อง 14 สัปดาห์ ตามด้วยเพลง Shake it Off ซิงเกิ้ลลำดับที่ 2 จากอัลบั้มเดียวกันซึ่งเข้ามาครองชาร์ตเป็นอันดับ 2 ทำให้เธอเป็นนักร้องหญิงคนเดียวที่สามารถครอบครองชาร์ตในอันดับบนสุด 2 อันดับพร้อมกันได้

อัลบั้ม The Emancipation of Mimi คือการประกาศให้ทุกคนรับรู้โดยทั่วกันว่า มารายห์ แครีย์ ยังอยู่ เธอกลับมาแล้ว และกลับมาอย่างสง่างามด้วย



ปี 2007 มารายห์ปล่อยอัลบั้ม E=MC2 โดยมี Touch My Body เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัว เพลงนี้คือเพลงลำดับที่ 18 ของมารายห์ที่สามารถครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ได้ ส่งให้เธอเป็นนักร้องเดี่ยวที่ครองอันดับ 1 ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน เธอเป็นรองแค่วง The Beatles ที่มีเพลงขึ้นอันดับ 1 ทั้งสิ้น 21 เพลง

มารายห์ แครีย์ยังคงทำเพลงและออกอัลบั้มใหม่ออกมาสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับผลงานทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ การแสดงในลาสเวกัส และงานการกุศล





7

Icon Award

ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มารายห์ แครีย์ขึ้นรับรางวัล Icon Award จากเวที Billboard Music Award 2019 เธอแสดงเมดเล่ย์รวมเพลงฮิตของตนเองจากทุกยุคสมัย และกล่าวสปีชขอบคุณที่ทั้งขำและทรงพลังไปพร้อมกัน

หลังจากขยำทิชชูซับเหงื่อเป็นก้อนแล้วโยนทิ้งไปแบบสวยๆ มารายห์ส่งเสียงแรกออกไปทักทายลูกๆ ฝาแฝดของเธอที่นั่งรวมอยู่ตรงที่นั่งคนดู (คนหนึ่งชื่อร็อค คนหนึ่งชื่อโรล) เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของสองแฝด มารายห์จึงขอให้ผู้ชมทุกท่านร่วมกันกล่าวสุขสันต์วันเกิดแก่เด็กน้อยทั้งสอง ก่อนจะเข้าสู่สปีชของเธอว่า

“ขอบคุณ Billboard ที่ให้ฉันเติบโตขึ้นมากับชาร์ตเพลงของคุณ และขอบคุณที่มอบรางวัลทรงเกียรตินี้ให้กับฉัน

ไอคอน (แบบอย่าง ตัวอย่าง) เหรอคะ? ฉันไม่เคยมองตัวเองในแง่นั้น ฉันเริ่มต้นทำเพลงจากความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด เพื่อสื่อสารในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก และฉันก็แค่อยากสร้างอะไรสักอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่

และถ้าฉันจะได้เรียนรู้อะไรสักอย่างจากชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ สิ่งนั้นคือ รู้ว่าทุกอย่างเป็นไปได้จริงๆ เมื่ออยู่กับพระเจ้า

ไม่ว่าจะดราม่าต่างๆ ช่วงเวลารุ่งเรืองตกต่ำตลอดชีวิตการทำงานของฉัน ซึ่งทุกคนก็เห็นมาตลอดว่าคนเราทำผิดพลาดกันได้ ...ก็มี memes อย่างที่เห็นกันอยู่นิดหน่อย :-)

อาจเป็นเพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกอยู่เสมอ เป็นใครสักคนที่ไม่เคยเข้าพวกไม่ว่าจะไปที่ไหน และฉันยังคงรู้สึกเป็นเด็กเลือดผสมที่หลงทางคนนั้น คนที่ใจกล้ามากที่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถประสบความสำเร็จอะไรได้ในโลกใบนี้

แต่ฉันเชื่อ เพราะฉันจำเป็นต้องเชื่อแบบนั้น

ความจริงก็คือ ฉันอุทิศชีวิตของฉันให้กับดนตรี มันคือพระผู้ช่วยให้รอดของฉันเอง อุทิศชีวิตนี้ให้กับแฟนๆ ของฉัน พวกเขาไม่เหมือนคนกลุ่มไหนเลยที่ฉันเคยรู้จัก

ขอบคุณสำหรับความทุ่มเทและความรักที่มีให้กัน ฉันอยากขอบคุณทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดเส้นทางสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่สวยงามหรือมืดมน ไปจนถึงความยากลำบาก ทั้งความยากลำบากของคุณ และความยากลำบากของฉัน

และแด่ใครก็ตามที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองแหลกสลาย คนที่ยังคอยลุกขึ้น คอยยึดตัวเองไว้ ยังคงยืนหยัด ยังคงเชื่อ และยังคงทะยานต่อไป ฉันขอเฉลิมฉลองรางวัลในค่ำคืนนี้แด่คุณ

และแด่ใครก็ตามที่เคยบอกฉันว่า บทเพลงที่ฉันเขียนขึ้นมาได้ช่วยชีวิตพวกคุณ ขอบคุณนะคะ เพราะคุณก็ได้ช่วยชีวิตของฉันไว้เช่นกัน และฉันก็คงจะรู้สึกขอบคุณเช่นนี้ไปตลอดกาล รักนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”



ผลงานล่าสุดของมารายห์ แครีย์ คือ อัลบั้ม Caution (2018) ซึ่งได้รับเลือกจากสื่อหลายสำนักให้เป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี เธอมียอดขายผลงานเพลงรวมทั้งสิ้น 200 ล้านอัลบั้มและยังคงทำผลงานเพลงของตนเองต่อไป




nananatte
9.05.2019



ได้ฟังสปีชของมารายห์ แครีย์ จากงาน Billboard Music Award 2019 แล้วไม่เขียนถึงไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะเราเคยฟังสัมภาษณ์เรื่องการแต่งเพลงของมารายห์มาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้วและเราชอบมาก แต่หาโอกาสเหมาะๆ เขียนถึงไม่ได้ เธอเป็นไอคอนแห่งยุคคนแรกจริงๆ ที่เราได้ฟังผลงานเพลงมาตลอดค่ะ

ขออภัยสัปดาห์นี้มาช้าไป 1 วัน ข้อมูลของนางมีเยอะมาก อ่านเท่าไรก็ไม่หมดจริงๆ ค่ะ

สวัสดีวันพืชมงคล ขอให้พืชผลธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ค่ะ (^____^)

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, apple podcast, google podcast และ podbean ค่ะ (^___^)v




Source:

Billboard Music Awards: Mariah Carey Accepts the Billboard Icon Award - BBMAs 2019
http://bit.ly/2YjiFcJ

Biography: Mariah Carey
https://www.biography.com/musician/mariah-carey

Genius: Mariah Carey Genius Level: The Full Interview on Her Iconic Hits & Songwriting Process
http://bit.ly/2J8sFC1

People: Mariah Carey Opens Up About Being Biracial, Her 'Controlling' First Marriage — and Milk Baths
http://bit.ly/2PSUJdj

Pitchfork: Forever Mariah: An Interview With an Icon
http://bit.ly/2VQI4wU 
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

nnnna
5 months ago
ตอนได้ฟังสปีชที่ BBMAs บวกกับบรรยากาศต่างๆ รู้สึกประทับใจมากจริงๆค่ะ มานึกดูทั้งๆที่เราคุ้นเคยกับเพลงของเธอหลายเพลง รู้ว่าเธอเป็นตำนาน แต่ก็ไม่ค่อยได้ศึกษาตัวตนเธอเท่าไรอาจจะด้วยยุคที่โตมา ^^ อ่านแล้วประทับใจมากค่ะข้อมูลแน่นจริงๆ ขอบคุณนะคะ 🙏
Reply
nananatte
5 months ago
ขอบคุณมากค่ะ คุณ annchan  (^___^) 
ตอนฟังสปีช BBMAs เราทึ่งมาก รู้แค่ว่าต้องเขียนเรื่องนี้ มารายห์พูดดีมากกก ทรงพลังมาก
แต่ข้อมูลของมารายห์ มากกว่าครึ่งเป็นเรื่องกอสสิปค่ะ ต้องกรองออกไปเยอะมาก เอาแค่เรื่องงานอย่างเดียว
ช่วงนี้ก็ฟังเพลงของมารายห์วนไป :-)
Namimii
5 months ago
ถือเป็นนักร้องในดวงใจของเราเลยล่ะค่ะ
คุณเขียนได้ดีจริงๆเลยค่ะ อ่านเพลินมาก
ในวันยุ่งๆ นอกจากฟังเพลงแล้วการได้อ่านอะไรดีๆ ก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้เหมือนกันนะคะ
จะคอยติดตามผลงานค่ะ
Reply
nananatte
5 months ago
ขอบคุณมากค่ะ คุณ Namimii ตอนหาข้อมูลเขียนเรื่องนี้ ก็ทำให้ได้ฟังเพลงที่ไม่เคยฟังของมารายห์หลายเพลงเลยค่ะ ตอนนี้ชอบ melt away กับ heartbreaker ค่ะ เพราะดี ไม่เคยฟังมาก่อนเลยค่ะ :-)
DreamerWriter25
5 months ago
เมื่อก่อนมีซีดีรวมฮิต ชอบเพลง Fantasy เปิดวนไป 

แต่เพลงที่เสียน้ำตาคือ Through the Rain
Reply
nananatte
5 months ago
Through the Rain มันดีจริงๆ ชอบเหมือนกันค่ะ T_____T
nawtpal
5 months ago
เยี่ยมครับ​ ปกติไม่ค่อยฟังเพลงสายดีว่า​ เพราะผมมักชอบศิลปินที่เขียนเพลงเอง​ บทความนี้เปิดตาจริงๆ
Reply
nananatte
5 months ago
ขอบคุณค่ะ คุณ nawtpal ชอบฟังเพลงของนักร้องที่เป็นนักแต่งเพลงด้วยเหมือนกัน ศิลปินยุคหลังก็แต่งเพลงกันเองมากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ :-)