เดินเซในโซล
ครั้งที่สองแล้วกับแดนกิมจิ แม้ครั้งแรกจะผ่านตม.มาได้แบบสบายๆ แต่ก็แอบสังเกตุเห็นสายตาเจ้าหน้าที่ฯเปลี่ยนไปหลังจากเห็นตราสัญลักษณ์บนหน้าพาสปอร์ตของเรา 

รอบนี้เลยยังคงหวั่นๆนิดหน่อย ถึงเราจะมีเจตนาดีแต่ก็คงไม่มีใครชอบโดนมองด้วยสายตาแบบนั้น จริงมะ? 

สำหรับการมาเที่ยวกับครั้งแรกนับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะตัวเองไม่ทำอะไรเลย เดชะบุญมีเพื่อนหนึ่งคนที่พอจะอ่านภาษาเกาหลีได้เพราะนางเคยลงเรียนมา 1 หน่วยกิตแหนะ แน่นอนว่าทั้งทริปฝากความหวังไว้ทีนาง ส่วนเพื่อนอีกคนก็เหมือนเข็มทิศนำทาง ผู้คนล่องแคล่วกับ  Google map เป็นที่สุด! ส่วนตัวเรานั้นก็มีหน้าที่ถ่ายรูปแล้วก็เดินตาม สบายจริงๆ 😅

ทริปแรกเรามาเที่ยวกันในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ใบแปะก๊วยเต็มไปหมด พอเห็นเพื่อนได้ใส่ชุดฮััััันบกกระโปรงสีน้ำเงินแดง สีสดตัดกับบรรยากาศรอบๆ ยิ่งมองก็ยิ่งสวย แต่ตัวเราขอรับหน้าที่ถ่ายรูปและแบกสัมภาระต่อไป ... ทริปนี้เราไปเที่ยวกันที่พระราชวัง ได้ลิ้มรสกิมจิเกาหลีจริงๆ ตามด้วยไก่ทอดคลุกซอส และปิดท้ายด้วยหาวิทยาลัยอีฮวา นับว่าเป็นทริปแห่งความชิลและเก็บสถานที่ที่อยากไป(เกือบ)ครบ แฮ็ปปี้สุดๆ 

ผ่านไป 1 ปี เราก็กลับมาที่โซลอีกครั้ง
โดยครั้งนี้ไม่ได้มาเที่ยวแบบครั้งก่อนๆ เป็นเหมือนการรียูเนี่ยนและพักผ่อนมากกว่า เรียกง่ายๆว่าชวนเพื่อนหนีออกมากจากโลกการทำงานและการเรียนโทกันซัก 3-4 วัน หลังจากที่ตรากตรำกันมาอย่างหนัก ทริปนี้เราเน้นกินและช้อปปิ้งเบาๆ เราแพลนมากินเนื้อย่างบุฟเฟ่ต์ ปูดองบุฟเฟต์ แน่นอนว่าเราได้กินกันสมใจ! หลังจากอิ่มกับปูดองไปแล้ว เราต้องนั่งรถบัสไปเที่ยวอีกที่ เป็นการนั่งรถบัสครั้งแรกในเกาหลีแบบงงๆ ไม่รู้ ไม่กูเกิ้ลมาเลยว่าต้องนั่งยังไง คิดว่าน่าจะคล้ายๆญี่ปุ่น คือแตะบัตรตอนขาขึ้นและขาลง 

นั่นไง... รถมาแล้ว 
"ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด .... ติ๊ดๆๆๆ" 
เราและเพื่อนรวมสามคน แตะบัตรลงไป พลางได้ยินเสียงติ๊ดๆ ตามมา 
'อ๋อ .. สงสัยเสียงติ๊ดบัตรมันจะเป็นแบบนี้' 
(เราคิดในใจ) 

หลังจากนั้นประตูรถบัสก็ปิดลง 
":"#)!'&฿)฿/*); :"-฿?/#;"#?)#?* !!!! "
เสียงคุณลุงขับรถบัสตะคอกกึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยภาษาเกาหลี พูดเสียงดังมาก

'เอาละหว่า เกิดไรขึ้นวะ' (ฉันคิดในใจต่อไป)
"฿+-#)#/#;:#-@(@!*:#฿@&-@--@()"
เสียงคุณป้าอีกท่านหันมาพูดกับฉัน พลางชี้มือไม้ เพื่อจะใบ้อะไรซักอย่าง 

'เอาไงดีวะ นั่งก่อนละกัน ไอเราสามคนก็พูดเกาหลีไม่ได้ซักคน' 

"Where do you want to go ?"
เสียงพี่สาวคนเกาหลีที่นั่งข้างหน้าฉันพูดขึ้น
"Um... This ... " 
ฉันรีบเอามือถือให้เขาดูสถานที่ที่จะไป
"The money in your card , It's not enough." 
พี่สาวรีบบอกฉัน ในขณะที่ลุงคนขับรถยังไม่พูดไม่หยุด 
"How should I do?"
ฉันรีบถามเลยแหละ ตาลุงยังไม่หยุดอีก โว้ยยย 
 "When you get off the bus, you have to pay. How many people?"


>>"Three" 

"OK! You have to pay 3000 won"
>>"Thank you!"

";"-#(#;;£(#:£)#/#!*:#?!*-@@&_@+@(#"
เสียงลูงยังพูดใม่หยุด 
"De :*+#)#!*(#/# "
เสียงพี่สาวที่ช่วยพูดให้ 

"I think you have to pay when the bus stop " 
พี่สาวหันมาบอก ความนัยว่า ถ้าเอ็งไม่จ่ายป้ายหน้า ตาลุงก็จะพูดไม่หยุดแบบนี้แหละ 

...เอี๊ยด ! รถหยุด
"I have to pay now, right?" 
" YES! "

ฉันรีบกำเงิน 3000 วอน และพุ่งตัวไปหาลุงคนขับรถ พร้อมกับทำมือโอเค 👌 ใส่ลุง ว่าเนี่ย จ่ายละนะ โอเคนะ 

ส่วนลุงก็พยักหน้าหงึกๆแล้วก็เงียบในทันใด  
ฉันรีบกลับมานั่งพร้อมขอบคุณพี่สาวอีกรอบ 
นางฟ้ามาโปรดจริงๆ 

ฉันได้แต่มองหน้าเพื่อนอีกสองคนแบบเซ็งๆ เราตกใจกันมาก หมดอารมณ์จะไปเที่ยวต่อเลย ตกใจกับการเจอคุณลุงคนขับรถตะคอกใส่ นึกอีกครั้งก็แอบโทษตัวเองที่ไม่ศึกษามาให้ดี ไม่งั้นคงไม่ต้องเจอแบบนี้ ใครจะไปรู้ว่าเงินในบัตรไม่พอล่ะ เฮ่อ... แต่ก็นั่นแหละ เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นความทรงจำอันเลวร้ายของฉันและเพื่อนไปแล้ว 

หลังจากลงรถบัสเราก็ตกลงกันว่าจะไม่นั่งรถบัสอีก เพราะกลัว 😞 ยอมเดินไกลไปนั่งรถไฟก็ได้ 

นอยด์กันจนขนาดที่ว่าไม่คิดจะกลับมาโซลอีกเลย กำลังจะจบทริปแล้วแท้ๆ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยน้า ... 

นี่แหละค่ะ อีกหนึ่งบทเรียนในเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตที่ใครๆก็ไปกัน ใครจะไปก็เตรียมตัวไว้ให้ดี เช็คเงินในบัตรให้เหลือไว้ก็น่าจะไม่มีปัญหา ส่วนตัวเราและผองเพื่อนก็คงเข็ดไปอีกนาน บายๆ 
SHARE
Writer
rainnycool
...
ผู้หลงรักธรรมชาติ ชื่นชอบการอ่านและชอบบอกเล่าเรี่องราวต่างๆผ่านตัวอักษร ชอบฟังเพลงPOPและR&B นอกจากนี้ยังรักการดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจอีกด้วย

Comments