น้องชาย กับ พี่สาว #3/4_การเดินทาง
     ตอนแรกตั้งใจจะแบ่งเรื่องนี้ให้จบในสามช่วง แต่ยิ่งเขียนภาพรายละเอียดต่างๆ ในความทรงจำก็ยิ่งพรั่งพรูออกมาต่าง จนมันชัดขึ้นมาเรื่อยๆ ชัดราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง  

...เอาล่ะเข้าเรื่องต่อดีกว่า...
     คืนนั้น ระหว่างนั่งรถกลับจากงานแต่งของเพื่อนเธอ เพลง "ยิ่งไม่รู้ ยิ่งต้องทำ" เวอร์ชั่น ป๊อป ปองกูล จากเพลลิสต์เพลงในโทรศัพท์ของผมที่ตั้งเป็นแบบสุ่มไว้ ก็ดังขึ้นมา เราทั้งคู่นังฟังเพลงนี้กันอย่างเงียบๆ
จะเกิดอะไรพรุ่งนี้ฉันเองไม่รู้สักอย่าง ชีวตมันมีตัวแปรหลากหลายเหลือเกิน  จะออกไปเจอสิ่งไหน เมื่อไหร่ ส่งผลยังไง  ไม่รู้อะไรสักอย่างเลย เช้าวันใหม่พรุ่งนี้  ไม่รู้ว่าฉันจะอยู่กับเธอข้างเธอได้นานเท่าไร  และไม่รู้ว่าฟ้ากำหนดทางเดินเช่นไร   ยิ่งฉันไม่รู้วันนี้ฉันยิ่งต้องทำให้ดีที่สุดด้วยหัวใจ  ฉันจะรักให้มากที่สุด สุดแรงกำลังกายใจ  ยิ่งไม่รู้ว่าชีวิตมันจะสั้นจะยาวเท่าไหร่  ก็ยิ่งทำให้ฉันเข้าใจ  จะขอทำทุกอย่างเพื่อเธอ    "ให้เราเหรอ เพลงนี้" เธอพูดขึ้น "หืมม เพราะเนอะ" ผมหันไปตอบเธอได้เพียงเท่านั้น ทั้งที่ในใจของผมเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึก จนเกือบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่แต่เดาว่าคงคล้ายๆ กัน 
   เช้าวันนั้นผมรู้สึกตัวตื่นตอนที่เธอขยับตัวเข้ามากอดผม "ไปไหว้หลวงพ่อทวดกันไหม" เธอกระซิบเบาๆ "อืม ได้สิ" ผมตอบทั้งที่ยังงัวเงีย กว่าเราจะอาบแต่งตัวเก็บของ และรอเพื่อนเธอทำธุระเสร็จก็สายนิดๆ แล้ว เธอพาผมกับเพื่อนเธอไปกินราดหน้าที่ร้าน "นำรส" เพื่อนเธอบอกว่าร้านนี้ดังมาก เป็นร้านที่ต้องมากิน ถ้าไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึง เป็นราดหน้าที่อร่อยมากแล้วก็เยอะมากสมคำร่ำลือ หลังจากที่เรากินเสร็จก็มีทัวร์มาลงที่ร้านนี้อีกชุดใหญ่ "ดีนะที่มาไว" เธอว่า เรารอเพื่อนเธออีกสักพักก็กลับมาพร้อมของฝาก หลังจากล่ำลากันเสร็จเราก็ขับรถเตรียมกลับสนามบิน ขับรถออกมาสักพักผมก็เพิ่งรู้จากเธอว่า ใกล้เวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้ว เราพยายามเร่งความเร็วรถขึ้นเพื่อที่จะไปให้ทัน แต่ระยะทางจากปัตตานีไปหาดใหญ่นั้นค่อนข้างใกลพอสมควร แถมวันนั้นรถก็ค่อนข้างเยอะ สุดท้ายเมื่อเรามั่นใจแล้วว่ายังไงก็ไม่ทันแน่นอน เราจึงแวะที่ปั๊มน้ำมันบริเวณนั้น เธอต้องจองตั๋วเครื่องบินใหม่ทั้งของผมและของเธอรวมถึงขากลับไปอุบลฯ ด้วย ถึงเธอจะพยายามทำให้ตัวเองดูปกติแต่ผมก็ดูออกว่าเธอค่อนข้างเครียด เพราะค่าตั๋วที่จองวันต่อวันนั้นแพงกว่าตั๋วที่จองล่วงหน้าเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ส่วนตัวผมเองก็เหลือเงินไม่มากพอที่จะช่วยเธอได้มากนัก ช่วงเวลานั้นผมค่อนข้างรู้สึกแย่กับตัวเองที่ช่วยอะไรเธอได้ไม่มาก ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ถามเวลากลับของเที่ยวบินขากลับจากเธอเลย เพราะเห็นว่าเธอดูคล่องแคล่วกับการเดินทางมาตลอด จึงไม่ได้คิดเผื่อระวังเวลากลับไว้ก่อนเลย
   หลังจากจองตั๋วเครื่องบินเสร็จ เราจึงตัดสินใจขับรถกลับไปที่บ้านพี่สาวเธอที่ปัตตานี ระหว่างทางขากลับเราทั้งคู่ต่างนั่งเงียบ มีเพียงเสียงเพลงจากลำโพงของรถที่ดังคั่นกลางระหว่างเรา "เป็นไรหรือป่าว" ผมถามเธอ เมื่อเห็นว่าเธอเงียบกว่าปกติ "ป่าวๆ ไม่มีอะไร" เธอตอบ "โทษทีนะ ที่ไม่ได้เช็คเวลากลับให้ดีก่อน เห็นว่าเธอดูชำนาญกับการเดินทางมาตลอด ก็เลยไม่ได้ระวังเรื่องเผื่อเวลาให้ดี" ผมอธิบาย "อืมม เอาจริงๆ เราก็กะไว้แล้วแหละว่าคงไม่ทันแน่ๆ เลย อีกอย่างเราก็ไม่อยากรีบกลับอยู่แล้วด้วยหละ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูสดใสขึ้น นั่นช่วยให้ผมสบายใจขึ้นบ้าง "ตั้งแต่มานี่อึ๊บ้างหรือยังนี่" ผมชวนคุย "ยังเลยอ่ะ"  "ท้องผูกหรือเปล่า ระวังเครียดง่ายนะเวลาไม่ได้อึติดต่อกันหลายวันนะ" ผมท้วงเธอด้วยความเป็นห่วง "อืม แต่เราเป็นคนถ่ายยากมานานแล้วนะ"

   เมื่อมาถึงบ้านพี่สาวเธอ เราก็นั่งคุยกับพี่สาวเธอถึงเรื่องที่เราสองคนตกเครื่องกันอย่างสนุกสนาน พี่สาวเธอเป็นคนร่าเริง คุยสนุก ชวนให้บรรยากาศเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายไปโดยไม่รู้ตัวเลย คุยกันสักแป๊ป เธอก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ "ไปไหน" พี่สาวเธอถาม ผมตอบคำถามนั้นแทนเธอว่า "น่าจะไปอึ๊ ตั้งแต่มานี่ยังไม่ได้อึ๊เลยขานั้นนะ"  "โอ๊ย ที่บ้านนี้ถ่ายยากกันทุกคนแหละ เป็นกันทั้งบ้านจริงๆ นะ" พี่สาวเธอบอกผมทั้งเสียงหัวเราะ เราคุยกันเรื่อยเปื่อย สักพักเธอจึงชวนพี่สาวเธอไปไหว้หลวงปู่ทวดด้วยกัน ระหว่างทางไปวัดช้างให้ พี่สาวเธอพูดคุยเล่าเรื่องอะไรต่ออะไรไปตลอดทาง ผมเองก็เพลินมากที่ได้ฟังพี่สาวเธอคุย 
   ที่วัดช้างให้วันนั้นคนค่อนข้างน้อย แถมฝนยังลงเม็ดเบาๆ อีกด้วย หลังจากไหว้พระเสร็จ ผมก็เดินไปเช่าบูชาพระหลวงปู่ทวดนิดหน่อย ตั้งใจเอาไปฝากญาติๆ ที่บ้าน ส่วนตัวผมเองนั้นไม่มีความรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลย หลังจากนั้นเราก็มาถ่ายรูปกัน ผมถ่ายรูปให้เธอกับพี่สาว แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ากล้องถ่ายรูปของผมไม่มีรูปที่ถ่ายคู่กับเธอเลย ผมจึงถือโอกาสนี้ให้พี่สาวเธอช่วยถ่ายรูปคู่ให้เราไว้
   ขากลับพี่สาวเธอชวนเธอไปหาหมอดูยิปซี เธอกับพี่เดินเข้าไปดูหมอในซอย ส่วนผมก็เดินออกมานั่งรอเธอข้างหน้าซอยที่จอดรถไว้ ระหว่างที่รอสักพักมีพี่ชายร่างท้วมบ้านฝั่งตรงออกมาเดินบ่นด้วยท่าทางกังวล "รถใครว่ะ มาจอดแถวนี้ ไม่เคยเห็นเลย" พูดจบแกก็เดินวนไปวนมาแถวๆ รถคันนั้น แล้วก็พยายามมองหาเจ้าของรถ เห็นแกเดินไปถามคนแถวนั้น ซึ่งไม่ใช่รถคันนั้นไม่ใช่รถผม แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นรถใคร ผมเองก็ไม่ได้สังเกตุมาตั้งแต่แรกว่ามาจอดตอนไหน ผมนั่งดูอาการพี่เขาอยู่สักพัก จึงลองเดินเข้าไปคุยกับเขาเพราะเริ่มรู้สึกเบื่อนั่งรอเฉยๆ  "เจอตัวเจ้าของรถไหมพี่ ผมก็ไม่ได้สังเกตุตั้งแต่แรก ว่ามาจอดตอนไหน" ผมเริ่มคุย "อ่อ รถเพื่อนพี่เอง มาจอดไว้แต่ไม่ได้บอก พี่ก็ไม่รู้เห็นเป็นรถแปลกๆ ต้องระวังๆ ไว้หน่อย" พี่ชายร่างท้วมตอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย เนื่องจากตรงที่ผมคุยเป็นร้านค้าพอดี ผมจึงนั่งคุยกันกับอีกหลายคนที่อยู่ตรงนั้น ทุกคนคุยกับผมอย่างเป็นมิตรถึงผมจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตามที ลุงคนหนึ่งบอกว่า "ใครที่มาที่นี่สักครั้ง ต้องได้มาอีก จริงๆ นะ" เอาจริงๆ สมัยที่เด็กมากๆ ผมเคยมาแก้บนที่วัดช้างให้กับครอบครัวครั้งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นลึกๆ ผมก็รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าผมน่าจะได้มาไหว้หลวงปู่ทวดอีกครั้งแน่ๆ...
   หลังจากดูหมอเสร็จ เรานั่งรถกลับไปที่บ้านพี่สาวเธอ เธอขอยืมรถจักรยานยนต์ที่บ้านพี่สาว แล้วให้ผมขับพาเธอไปชายทะเลท่าเรือที่อยู่ไม่ใกลนัก ตั้งใจไปหาอะไรนั่งกินด้วยกันแต่ร้านค้าแถวนั้นปิดหมดแล้ว ผมกับเธอจึงจอดรถลงไปเดินเล่น เธอเล่าว่า หมอดูบอกว่า "ชีวิตเธอจะมีกินมีใช้ตลอด ไม่มีอด ให้ระวังญาติพี่น้องหยิบยืมเงินแล้วไม่ได้คืน" แล้วก็ทักอีกว่า "ผมกับเธอไม่ใช่เนื้อคู่กัน จะเลิกกันเพราะผมไปมีคนใหม่ และเธอจะเสียใจมากจนทำให้เธอประสบกับอุบัติเหตุถึงขั้นปางตาย แต่จะรอดมาได้" ผมฟังเธอพูดจบแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ "ผมนี่นะมีคนใหม่ ไม่มีหรอก เรื่องนั้นเลิกห่วงไปได้เลย" ผมตอบเธอทั้งที่ยังนึกขบขัน เธอเข้ามากอดผมแล้วก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย ที่ผมรู้สึกมั่นใจ ก็เพราะผมเองไม่ได้มีอะไรดีเท่าไหร่นักในชีวิต นั่นทำให้ผมไม่อยากรับใครเข้ามาให้ลำบากชีวิตอีกเลย 
ลำพังแค่ที่เธอยินดีที่จะคบกับผม นั่นก็เกินฝันของผมมากแล้ว
  ส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องหมอดูเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ชอบฟังอะไรแบบนี้นะ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจอยู่ในตัวของมัน ...จะมีสิ่งมีชีวิตชนิดใดในโลกใบนี้ ที่สามารถจินตนาการ คาดเดา คาดหวัง หรือแม้แต่กังวลกับเหตุการต่างๆ ล่วงหน้าได้เหมือนคนเรา เท่าที่ผมรู้ ไม่น่าจะมีนะ...
   เรากลับมาตอนที่แฟนของพี่สาวเธอเลิกงาน เราจึงชวนกันออกไปกินข้าวยำด้วยกัน แฟนพี่สาวเธอเล่าว่าเมื่อก่อนที่นี่ครึกครื้นกว่านี้เยอะ เดี๋ยวนี้เงียบลงเยอะ แต่เท่าที่ผมสังเกตุตอนขับรถผ่านแถวๆ หน้ามหาลัย ก็ยังดูคึกคักอยู่นะ น่าจะคึกคักกว่าแถวบ้านผมด้วยซ้ำ จากที่คาดคะเนด้วยสายตานะ
   คืนนั้นเธอเข้ามากอดผมพร้อมกับพูดว่า "
อยากกลับไปคืนแรกจัง ยังไม่อยากจากกันเลย
"อืมม เหมือนกัน" ผมตอบพร้อมกับลูบหัวเธอเบาๆ จนหลับ...
อยากหยุดเวลาไว้เพียงแค่นั้นคือ สิ่งที่ผมคิดในห้วงเวลานั้น
   รุ่งขึ้นอีกวันเราก็นั่งเครื่องกลับมาลงที่ดอนเมือง ตอนเครื่องขึ้นผมก็ยังคงต้องกุมมือเธอไว้ เรามาถึงดอนเมืองก่อนกำหนด เราจึงไปหาอะไรทานกันก่อน ที่โซนอาหารของสนามบินดอนเมือง "ไม่กลัวคนอื่นมองเหรอ มีแฟนแก่"เธอถามขึ้น "ไม่นี่ เอาจริงๆ มีความสุขด้วยซ้ำ" ผมตอบเธออย่างซื่อๆ "ถ้าเบื่อหรืออยากไปมีคนอื่นก็บอกกันตรงๆ ได้นะ" เธอพูด ยิ้ม "หืมม ไม่มีหรอก เป็นผมซะอีกที่กลัวเธอจะเบื่อกันซะก่อนนะ" หลังจากกินเสร็จผมหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมานับดูเงินที่เหลือ ผมแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับแค่พอเดินทางกลับ ส่วนที่เหลือผมควักให้เธอไปทั้งหมด ถึงมันจะไม่มากนักแต่ผมก็อยากจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้เธอได้บ้าง เธอทำท่าจะไม่รับ แต่ผมก็คะยั้นคะยอให้เธอ "เอาไปเถอะ เหลือให้ได้แค่นี้แหละ แบ่งค่าเดินทางกลับเก็บไว้แล้ว ไม่ต้องห่วงนะ" สุดท้ายเธอจึงรับไว้ ผมเดินไปส่งเธอขึ้นเครื่องกลับอุบลฯ ที่อาคารผู้โดยสาร ก่อนกลับผมกอดเธอแน่นกว่าทุกครั้งที่เคยกอด...
เดินทางปลอดภัยนะ
ผมเดินจากเธอมาโดยไม่หันหลังกลับไป เพราะกลัวจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว... 
SHARE
Writer
Pal_lse
portrayer and writer
Love me love my cat

Comments