ถ้า...
ถ้าฉันพบเธอเร็วกว่านี้
ถ้าเรารู้จักกันมากกว่านี้
ถ้าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ
ถ้าเธอเป็นพรมหมลิขิตของฉัน
...

...แล้ว เราจะได้เป็นคู่รักกันหรือป่าว 

คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ลึกๆหัวใจฉันก็อยากตอบว่า “ใช่” 

แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะ “ไม่” 
บางสิ่ง ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่เราคิด 

เพราะชีวิตไม่ใช่สมการ
ไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์
และไม่มีความแน่นอน

ชีวิตเป็นเพียง “ความน่าจะเป็น”
ความน่าจะเป็นนับพันๆล้านในวันนั้น
เหวี่ยงเธอกับฉันให้มาพบกันโดยบังเอิญ 

วันนั้นที่เรารู้จักกันครั้งแรก 
ฉันไปเที่ยวคนเดียวที่ปาย 
ส่วนเธอมาเที่ยวกับคุณแม่ 
แต่เราไม่ได้เจอกันที่ปายหรอกนะ 
เราพบกันครั้งแรกที่หมู่บ้านจีนยูนาน 
เรามาเที่ยวทัวร์บริษัทเดียวกัน แต่นั่งรถตู้คนละคัน โดยไม่ได้นัดหมาย และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ช่วงเที่ยง รถตู้ทุกคันของบริษัททัวร์
มาจอดพัก รับประทานอาหาร 
ฉันมาก่อนจึงมีโต๊ะอาหารเหลือ 1 ที่ สำหรับฉัน 
เธอกับคุณแม่มาถึงก็ไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว
ฉันมาเที่ยวคนเดียว มีเก้าอี้ยังว่าง
ฉันจึงชวนเธอและคุณแม่ให้มานั่งที่โต๊ะเดียวกัน 

ตอนแรกคุณแม่เธอ ดูถือตัวอย่างมาก 
เหมือนว่าหวงลูกชายสุดๆ

ส่วนฉันเป็นคนที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง 
และไม่เคยมีอาการเขินผู้ชาย หรือแสดงออกว่าชอบใครก่อน ออกจะเฉยๆด้วยซ้ำเวลาเจอผู้ชาย
เพราะฉันคิดว่า คนเราไม่ควรแบ่งเพศ 
ชายหญิงเท่าเทียมกัน  
พอฉันแนะนำตัวเสร็จ คุณแม่ของเธอก็ยิงคำถามใส่ฉันรัวๆว่าฉันโปรไฟล์ยังไง เรียนจบที่ไหน บ้านอยู่ที่ไหน และทำงานอะไรอยู่ 

คุณแม่ของเธอดูสนใจฉันเป็นพิเศษ 
มันเป็นการทานข้าวร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้า 
ที่ฉันตั้งใจเชื้อเชิญเอง เป็นครั้งแรกในชีวิต

และต้องเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าฟัง
ปกติฉันจะมีโลกส่วนตัวสูงมาก ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้พบเธอ
พรมหมลิขิตสินะ หรืออาจไม่ใช่...

พอกินข้าวเสร็จ คุณแม่ ก็บอกให้เธอ พาฉันไปเดินเล่น “พาน้องไปเดินเล่น ถ่ายภาพตรงนู่นสิ”

พอได้คุยกับเธอ ได้มองหน้าเธอชัดๆ 
เธอหล่อแฮะ!  ในชีวิตฉันอาจจะเจอผู้ชายหล่อๆมาเยอะ แต่เธอดูแปลก โดดเด่นและมีเสน่ห์กว่าใครที่เคยเจอ เธอสูงมากๆ

“พี่สูงเท่าไหร่อ่ะ” ฉันถามเพราะอยากรู้จริงๆ
“195” เขาตอบ

“ห๊ะ สูงกว่านิ่มตั้ง 15 เซนแน่ะ”
“ไม่ใช่ม้างงง นิ่มสูงตั้ง 180 เลยหรอเนี่ย”

“โอ๊ะ จริงด้วย นิ่มสูง 170 เอง ฮ่าฮ่า”
“ก็ไม่เตี้ยหรอก” เขาพูดเหมือนปลอบใจ 
ซึ่งไม่ต้องก็ได้ ฉันคิด 

“นิ่มดูเตี้ยไปเลยอ่ะ เมื่อยืนเทียบกับพี่” 
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” 

“ขำอะไรอ่า” ฉันถาม 
“เอ้า ก็ขำคนไม่เคยเตี้ยไง” เขาหันมาบอกและยิ้มอ่อนที่มุมปาก 
ตอนที่เราเดินไปชมหมู่บ้านจีน มีต้นชาเป็นขั้นบันได บรรยากาศดี ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป 

“ก็จริง ตั้งแต่เกิดมาก็รู้สึกสูงกว่าเพื่อนอ่ะนะ เพื่อนนิ่มมีแต่ไซต์มินิ” ฉันพูด 
เขายิ้มบางๆละมุนละไม ..แล้วหันมาพูดว่า 
“ให้พี่ถ่ายรูปให้มั้ย” 

“ไม่เอา ไม่ชอบถ่ายรูปตัวเอง ถ่ายวิวไปเถอะ” ฉันบอก
“ทำไมล่ะ อุตส่าห์มาเที่ยวทั้งที ก็ต้องถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้สิ” เขาอธิบายเหมือนจะโน้มน้าว

“ไม่ๆ ให้นิ่มถ่ายให้พี่มั้ย...พี่ชื่อไรนะ” 
ฉันมักจะลืมชื่อคนอื่นเสมอทั้งที่พยายามจะจำ
“เพิ่งบอกไปตะกี้ลืมแล้วหรอ” เขาทำท่างอน ทั้งที่เราไม่ได้สนิทกันสักหน่อย มางอนอะไรฉันเนี่ย

“ขอโทษ นิ่มจำชื่อคนไม่ค่อยได้ เป็นบ่อย ขนาดเพื่อนสนิท นิ่มยังลืมชื่อเลย”
“โห เป็นเอามาก เพื่อนสนิท ลืมชื่อได้ไง”

“จริง! นิ่มไม่เคยเรียกชื่อมันไง เรียกแต่ แกๆ ” ฉันพยายามอธิบาย
“แปลก” เขาพูดเบาๆ แล้วหันไปมองชมวิวรอบๆ

“แล้ว..ตกลง พี่ชื่ออออ ขอโทษนะที่เสียมารยาทน่ะ แต่จะให้เรียกว่าอะไรดีคะ” ฉันพยามผูกมิตรกับเพื่อนใหม่อย่างเธอ
“ปัน ..แบ่งปัน เรียกปันเฉยๆก็ได้” เขาหันมาบอก พร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร 

“จำได้ละ ชื่อน่ารักดี มีความหมาย” ฉันชมจากใจจริง
“จำได้จริงๆนะ” เขาย้ำเหมือนกับว่า กลัวฉันจะลืม

ฉันไม่ตอบคำถาม แต่ชวนเปลี่ยนเรื่องคุย
“มาดิ เดี๋ยวนิ่มถ่ายรูปให้พี่ปันนะ” 
“ไม่เอา ถ่ายด้วยกันดิ” 

“นิ่มไม่ชอบถ่ายรูป ไม่ชอบเซลฟี่อะ”
“นะ พี่จะเก็บไว้ดู คนใจดีให้พี่นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย” ว่าแล้วเขาก็ โน้มตัวลงมาใกล้หน้าฉัน แล้วแชะภาพฉันไป อย่างไม่ทันตั้งตัว

“เง้อ ขอดูรูปหน่อยสิ”  ฉันรู้สึกเหมือนถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่แปลกที่ฉันไม่รู้สึกโกรธ 
“อ่ะ” เขายื่นมือถือมาให้ 

—ลบ—
“อ้าว ลบไมอ่าาาา” เขาทำหน้าเศร้า ปนแปลกใจ
“ก็นั่น ไม่ได้ตั้งใจถ่าย มะถ่ายกัน 1 2 3 ยิ้มนะ” แล้วฉันก็กดหน้าจอ เซลฟี่รูปคู่กับเธอ
เซลฟี่ที่ฉันเกลียด แต่ฉันเต็มใจถ่ายภาพกับเธอ 

“รูปเซลฟี่รูปแรกในชีวิตเลยป่ะเนี่ย” เขาแกล้งถาม
“ใช่” ฉันตอบแบบจริงจัง
“จิงดิ พี่แซวเล่น ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง” 

“กลับกันเถอะ คุณแม่พี่รอแล้วมั้ง รถตู้จะออกแล้วด้วย” ฉันบอกเขา 
“ป่ะ ไปกัน เจอกันสถานีหน้านะ” เขาบอก
แล้วพวกเราก็รีบขึ้นรถตู้คนละคัน เพื่อไปยังจุดหมายเดียวกัน

ถึงสถานที่เที่ยว ที่รถตู้จอดแวะถ่ายภาพ 
เธอวิ่งหน้าตั้งมาหาฉัน...

“มีอะไรหรอพี่ปัน รีบวิ่งมา มีไรคะ” 
“กลัวหาย คนเยอะนะ เดี๋ยวหาไม่เจอ” เขาพูดพร้อมกับหอบแฮกๆ 

“ไม่หายหรอก หานิ่มไม่ยากเลย นิ่มไม่ชอบที่คนเยอะ รอให้คนไปถ่ายภาพกันก่อน นิ่มยืนมองไกลๆจากตรงนี้แหละ”
“ไม่ชอบคนเยอะแล้วมาทัวร์นี่นะ?!?”

“อือ ก็คนขายแพคเกจเที่ยว พูดน่าสงสาร นิ่มเลยซืั้อน่ะ แล้วถ้าไม่มาก็เสียดายตังค์” 
“เขาพูดว่าไง”

“คนขายตั๋วบอกว่า ช่วยพี่ซื้อแพคเกจทัวร์หน่อย เหลือที่สุดท้ายแล้ว น้องไม่ซื้อพี่ไม่ได้กลับบ้าน ” 
“โหย เขาก็พูดกับพี่แบบนี้เลย”

“พี่ก็เลยซื้อ เพราะเหตุผลเดียวกันเหรอ” ฉันถาม
“จะบ้าหรอ ใครจะไปเชื่อ แต่พี่ตั้งใจพาแม่มาเที่ยวอยู่แล้วต่างหาก ก็เลยซื้อทัวร์นี่ไง ”

“อ้าวหรอ นิ่มไง เชื่อสนิทเลย สงสารเค้าอ่ะ ก็เลยได้มาเที่ยว” 
“ใจดีเนอะ” เขาพูดเหมือนประชดหน่อยๆ

“อือ” ฉันบอก

แล้วเราก็อยู่ท่ามกลางเสียงเงียบ เหมือนตกอยู่ในห้วงอวกาศ ที่ดูเหมือนยาวนาน
ฉันรู้สึกเหมือนราวกับว่า ..เรารู้จักกันมานาน 

“พี่ขอ ไอดีไลน์หน่อยดิ” อยู่ๆเขาก็พูดขึ้น ทำลายความเงียบ ในขณะที่ฉันรู้สึกสะดุ้งตื่นจากภวังค์ 
“ห๊ะ!” 
“เล่นไลน์มั้ย มีไอดีมั้ย ขอหน่อย” 
“เอาไปทำไม”

“จะส่งรูปเซลฟี่รูปแรกในชีิวิตของนิ่มให้ไง”
“ไม่ต้องก็ได้” ฉันไม่รู้สึกอยากได้รูปสักเท่าไหร่ ฉันชอบอยู่กับปัจจุบัน และเก็บความทรงจำด้วยสายตา หรือภาพวาดตามควาารู้สึกของฉันซะมากกว่า 

“อ้าว ไม่เล่นไลน์หรอ”
ยังไม่ทันได้ตอบคำถาม ไกด์ชะโงกทัวร์ก็เรียกขึ้นรถซะแล้ว 
“ไปก่อนนะ เดี๋ยวลุงคนขับด่า มาช้าตลอดเลยนิ่มอ่ะ” ฉันบอกแล้ววิ่งขึ้นรถตู้ไป 


สถานที่เที่ยวถัดไป..
—ภูโคลน—
“เราจะพักที่นี่ 30 นาทีนะครับ ตรงเวลานะครับ”
ไกด์นำเที่ยวกล่าว ก่อนปล่อยลูกทัวร์ลงจากรถตู้

แล้วฉันก็ไปพอกโคลน ไหนๆก็มาแล้ว ไม่มีไรทำ ก็ทำตัวกลมกลืนกับชาวบ้านเขาสักหน่อย และบังเอิญเดินผ่านกับพี่ปัน คงจำหน้าฉันไม่ได้สินะ ถึงไม่เข้ามาทัก หรือโกรธที่ฉันไม่ให้ ไอดีไลน์หรือป่าวนะ นี่ฉันกำลังคิดถึงเรื่องของเขาอยู่ทำไมนะ

พอกหน้าเสร็จ ฉันไปนั่งแช่เท้าในบ่อน้ำแร่ร้อน สบายจัง
“นิ่ม” เสียงคุ้นๆ เรียกชื่อฉันข้างๆ พี่ปันนั่นเอง
“อ้าว นึกว่าจำนิ่มไม่ได้ นิ่มพอกหน้าอ่ะ”

“จำได้ดิ พี่ไปหาแม่ก่อนนะ”
ว่าแล้วเขาก็เดินจากไปแบบไร้เยื่อใย 
..หรือฉันคิดไปเอง แต่ก็ช่างเถอะ

สถานที่เที่ยวถัดไป
-วังปลา- 
“เดินไกลหน่อยนะครับ ปลาอยู่ในถ้ำ”
เสียงไกด์นำทางบอก 

ฉันเดินคนเดียว มาดูปลาในถ้ำ..
เดินไกลเหมือนกันแฮะ ..ข้ามสะพาน 
และเดินต่อไปอีก ถึงซะที 
ดูปลาสักพัก และให้อาหารปลา 
เดินกลับ พร้อมนึกในใจ 
“ทำไมไม่เห็นพี่ปันเลยอ่ะ” 

สงสัยขึ้นรถไปแล้วมั้ง
“นิ่ม” เสียงเรียกคุ้นๆ เสียงพี่ปันนั่นเอง เราแอบดีใจ 
“นี่พี่ลืมของก็เลยกลับไปเอาที่รถ เดินตามนิ่มไม่ทันเลยอ่ะ” พี่ปันพูด 
“คุณแม่พี่ไปไหนคะ” ฉันถาม
“แม่บอกขี้เกียจเดิน พี่ไปดูปลาก่อนนะ ” เขาตอบ พร้อมหอบแฮกๆ 
“อ่อ ค่ะ เดินไกลนิดนึงนะ แต่ไม่ไกลมาก นิ่มไปล่ะ” ฉันบอกเขา ทั้งที่ในใจก็อยากไปดูปลาด้วยกัน นี่ฉันคิดอะไร อยู่นะ 

ฉันแอบอฐิษฐานในใจ “ถ้าพี่ปันเป็นเนื้อคู่เรา ขอให้เจอพี่ปัน ก่อนเราจะขึ้นรถตู้” แล้วฉันก็เดิน เพื่อไปขึ้นรถตู้ กำลังจะข้ามสะพาน 

“นิ่ม..นิ่ม รอพี่ด้วย” เสียงพี่ปันเรียกมาแต่ไกล 
“เห้ย!! พี่ ทำไมดูปลาเร็วจัง เดินเร็วมาก” 
“ขาพี่ยาวไง ฮาฮา” 
“ก็จริง แต่ไวมากอ่ะ” ฉันแปลกใจ 
“พอดีพี่เห็นคนเยอะ ก็เลย ไม่ไปดีกว่า กลัวแม่รอ”
เขาบอก แล้วเดินไปที่รถตู้ 

“นิ่มนั่งคันไหนอ่ะ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่รถ”
“มะ มะ ไม่ต้องก็ได้” ฉันบอกเพราะเริ่มเขินขึ้นมา นี่คำอฐิษฐานของฉันเป็นจริงหรอเนี่ย เธอเป็นเนื้อคู่ของฉันสินะ 

“นิ่ม นิ่ม” เสียงพี่ปัน เรียก ทำให้ฉันสะดุ้ง
“ห๊ะ” ฉันมองหน้าเขาแบบงง

“พี่ถาม ได้ยินป่าว” 
“ถามไร ขออีกรอบดิ” 

“พี่ถามว่า เที่ยวที่ปายกี่วัน”
“10 วันค่ะ” 

“อ้าว ปีใหม่ไม่กลับบ้านหรอ” 
“ไม่อ่ะ ที่บ้านไม่มีคนอยู่ พ่อแม่ไปต่างประเทศ”

“พี่กลับ กทม.พรุ่งนี้”
“มาแปบเดียวเองเนอะ”

“กลับไปทำงานน่ะ”
“ทำงานไร”

“ให้ทาย”
“เป็นครูฟิตเนส เทรนเนอร์ ค่ะ”

“เก่ง ทายถูกด้วยแฮะ รู้ได้ไง”
“คุณแม่พี่บอก ตอนทานข้าวอ่ะ”

“จริงด้วย อ้าว! รู้แล้วถามทำไม”
“ก็นิ่ม นึกว่าพี่ทำงานอื่นอีกไง ช่วงปีใหม่ ไม่หยุดเทรนหรอคะ” 

“อ่อ จริงก็มีงานอื่นๆอีก พี่กลับไปเรียนแพทย์แผนไทยด้วยน่ะ”
“ดีแฮะ” 

“นิ่ม นั่นรถตู้นิ่มป่ะ ไกด์หาลูกทัวร์อยู่”
“ซวยละ นิ่มช้า โดนด่าแน่ ไปก่อนนะพี่ปัน”

สถานที่เที่ยวที่สุดท้าย 
- กิ่วลม-
“ดูพระอาทิตย์ตก แล้วเราจะกลับกันแล้วนะครับ
 ถ้าพระอาทิตย์ตกแล้วรีบขึ้นรถเลยนะครับ เดี๋ยวถึงที่พักช้านะครับ” เสียงไกด์ทัวร์ ตะโกนบอก 

ฉันลงจากรถและเดินข้ามถนนมาดูพระอาทิตย์
แสงยามเย็น กับอากาศที่อุณหภูมิลดลง ลมเริ่มพัดมา หนาวเหมือนกัน ฉันมองไปรอบๆบริเวณ ไม่เห็นพี่ปัน แล้วฉันก็มานั่งหลบมุม ตรงหลังก้อนหินใหญ่ เบื้องหน้า เป็นผา มองไปเป็นพระอาทิตย์อัสดง ..ที่กำลังจะตกลับขอบฟ้า 

ในชีวิตหนึ่ง คนเราจะมีโอกาส ดูพระอาทิตย์ขึ้น และตก วันเดียวกันกับคน คนเดียวกัน สักกี่ครั้ง 
ถ้ามีโอกาสนั้น ก็ถือว่า โชคดี 

ชีวิตคนเมืองอย่างฉัน นอกจากแสงนีออน และความเร่งรีบ ก็มีโอกาสไม่บ่อยนัก ที่จะได้นั่งนิ่งๆ ได้ยินแม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง แบบนี้

แม้บรรยากาศรอบตัวจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่มาเป็นคู่ เป็นกลุ่ม มีแต่ฉัันที่มาคนเดียว 

“นิ่ม นิ่ม” เสียงพี่ปันนี่นา 
ฉันหันไปหาเสียงทางซ้าย แต่ก็ไม่เห็นใคร พอหันหน้ามาทางขวา ก็เห็นพี่ปันมานั่งข้างๆแล้ว
“ตกใจหรอ ขอโทษๆ มานั่งอะไรคนเดียว ตรงนี้”
“ก็นิ่มมาคนเดียว” 

“อ้าว ลืม โทษที”
“ที่นั่งตรงนี้ เพราะจะได้ไม่บังคนอื่นไง คนอื่นเค้าถ่ายรูปกันอยู่”

“นั่งตรงนี้ก็ดีเนอะ เห็นวิวชัดดี”
“แล้วคุณแม่พี่ล่ะคะ”

“อยู่นี่จ๊ะ กลับที่พักแล้วไปไหนต่อจ้ะ หนูนิ่ม” 
เสียงคุณแม่ ที่ยืนอยู่ข้างหลังโขดหิน ก็พูดขึ้น 
“ก็ ไม่ได้ไปไหนค่ะ น่าจะเดินหาของกินที่ถนนคนเดิน” 

“ปัน คืนนี้ไปเดินถนนคนเดินกับน้องสิ”
“โหยยย ไม่เอาแม่ ปันเหนื่อย ขอนอนนะ” 

ฉันนั่งนิ่ง..

“พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว ไปเดินเที่ยวหน่อยสิมาเที่ยวยังไม่คุ้มเลย ไปเดินเที่ยวด้วยกันกับพี่ปันเนอะ หนูนิ่ม” 
“อ่อ ค่ะ ก็ได้ค่ะ” ฉันก็รับปากคุณแม่ไป ใจจริงก็อยากเดินเที่ยวกับพี่ปันนะ เพราะอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกัน 

“พี่เหนื่อยขอพักนะ” พี่ปันหันมาบอกปฏิเสธ

ขณะนั้น พระอาทิตย์ดวงโตขึ้น.แล้วก็ตก ลับขอบฟ้า สิ้นแสงสุดท้ายของวัน สีม่วงหม่นอมเทา เริ่มเข้ามาแทนที่ 

“พี่ขอไลน์ไอดีหน่อยสิ”
“ไอดี numnimna ค่ะ”

“เดี๋ยวพี่แอดไปนะ” 
“อะเค ค่ะ”

แล้วเราก็แยกจากกัน ไปขึ้นรถตู้คนละคัน กลับสู่โรงแรม

แบ่งปัน added นุ่มนิ่ม 
กด Accept .....

แบ่งปัน : ส่งรูปภาพ
นุ่มนิ่ม : ขอบคุณค่ะ 
แบ่งปัน : ไปเดินถนนคนเดินเป็นไงบ้าง 
นุ่มนิ่ม : ไม่ได้ไปค่ะ 
แบ่งปัน : อ้าว ทำไมล่ะ
นุ่มนิ่ม : เพลีย ง่วงนอน
แบ่งปัน : พี่ก็เหนื่อย เมารถตู้น่ะ 
นุ่มนิ่ม: อ่อ
แบ่งปัน : พักผ่อนนะ 
นุ่มนิ่ม : ค่ะ 

หลังจบบทสนทนา ฉันก็เข้าไปดู โปรไฟล์ใน Line ของเขา ผู้หญิงเซ็กซี่ ถ่ายรูปบิกินี่คู่กับเขา คงเป็นแฟนพี่ปันสินะ ..มิน่าล่ะ เขาถึงไม่ไปถนนคนเดินกับเรา 


ถ้าฉันพบเธอเร็วกว่านี้
ถ้าเรารู้จักกันมากกว่านี้
ถ้าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ
ถ้าเธอเป็นพรมหมลิขิตของฉัน
...
ถ้าเขาไม่มีแฟน 
แล้วเราจะได้เป็นคู่รักกันหรือป่าว.


เรื่องราวยังไม่ จบเพียงเท่านี้นะคะ 
นี่แค่เริ่มต้น 



SHARE

Comments