I want to be ...?
" อยากเป็นคุณหมอ "
" อยากเป็นนักบินอวกาศ "
" อยากเป็นคุณครู "

ประโยคที่กล่าวไปล้วนแล้วแต่เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า " โตขึ้นอยากเป็นอะไร " คำถามยอดนิยมที่ได้ยินตั้งแต่อนุบาลจนจะเรียนจบ 

ตอนอนุบาลเวลาครูถามคำถามนี้ก็ตอบได้ทันควันเลยล่ะ อยากเป็นนู่นบ้างอยากเป็นนี่บ้าง เป็นเด็กที่มีความฝันอยู่เต็มเปี่ยม แต่พอนานวันเข้า ยิ่งโต คำถามนี้ก็ยิ่งตอบยากขึ้นเรื่อยๆ จากคำตอบที่ควรจะเป็นคำเกี่ยวกับอาชีพ กลับกลายเป็นคำว่า ไม่รู้ ไม่รู้ และไม่รู้ 


เมื่อตอนม.ต้นเคยมั่นใจมากๆว่าจะสอบเข้าที่นี่คณะนี้สาขานี้ มั่นใจกับมันมาตลอด แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆก็เริ่มรู้สึกตัวว่ามันไม่ใช่ คือยังหาตัวเองไม่เจอนั่นแหละ ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัวก็กลายเป็นว่าเราเดินช้าจนทุกคนแซงหน้ากันไปหมดซะแล้ว

ตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่พยายามหาตัวเองนะ แต่เราหาไม่เจอจริงๆ ไม่รู้จริงๆว่าจะไปต่อยังไง ไม่รู้เลย
ยิ่งเห็นทุกคนเดินนำหน้าไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งท้อมากขึ้นเท่านั้น ทุกคนรอบตัวมีเป้าหมาย กำหนดเส้นทางของตัวเองไว้หมดแล้ว ในขณะที่เรามองไปข้างหน้าแล้วเห็นแต่ความว่างเปล่า ทั้งที่เวลานี้ควรมีผลงานลงพอร์ต ควรเข้าค่าย ทำกิจกรรมนู่นนี่บ้าง แต่เพราะไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก็เลยไม่รู้จะเตรียมตัวยังไงได้บ้าง

จริงๆตอนนี้มีคณะที่พ่อแม่ คุณยาย และหลายๆคนอยากให้เรียนอยู่ คือนิติศาสตร์ ซึ่งตามตรงตอนแรกเราก็สนใจนะ เพราะจบมาถ้ามีงานก็ไม่จนแน่ๆ เงินเดือนก็เยอะ ถึงจะไม่ได้ชอบแต่ก็เอาเงินไปซื้อความสุขได้ ก็คือเพราะปัจจัยเรื่องเงินทั้งนั้นแหละ 

แต่นึกไปนึกมา ถ้าเรียน/ทำงานที่ไม่ชอบ จะมีความสุขและทนอยู่กับมันไปตลอดชีวิตได้จริงๆหรอ เราเลยตัดตัวเลือกนี้ไป แล้วพอสนใจคณะอื่น ถ้าไม่ใช่ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ปัญหาเรื่องโอกาสในการทำงานก็เป็นปัญหาเรื่องความชอบ/ไม่ชอบ สุดท้ายถ้าเลือกไม่ได้สักทีก็ต้องกลับมาที่ตัวเลือกนี้แหละ



รู้มั้ยเวลาใครก็ตามถามว่า 


" อยากเรียนอะไรต่อ "
" อยากทำงานอะไร "


เราอึดอัดใจมากทุกครั้งเลย รู้เลยว่าประโยคที่คนอื่นจะพูดจากนั้นก็คือ

" รีบหาตัวเองได้แล้วนะ "


ได้ยินประโยคนี้ทีไรก็ท้อทุกที รู้แล้วแหละว่าควรเตรียมตัวได้แล้ว รู้ แต่ไม่รู้จะทำยังไง มันเหนื่อย ท้อ แค่กำลังใจจะเรียนในแต่ละวันยังไม่มีเลย บางทีมันไม่อยากอยู่แล้วด้วยซ้ำ เหมือนคนไม่มีอนาคต ถ้าไปเรียนอะไรที่ไม่ชอบก็ต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต ส่วนที่ชอบหรอ ไม่ได้เรียนหรอก ตัวอย่างคนตกงานของคณะนี้มันมีให้เห็นเยอะ พ่อแม่เลยไม่สนับสนุน


นั่นแหละ แค่ไม่รู้จะไปทางไหน รู้สึกเหมือนไม่มีอนาคตก็หนักสำหรับเด็กอย่างเราแล้ว แต่ได้ยินมาอีกว่ามัธยมว่าเหนื่อยแล้ว มหาลัยเหนื่อยกว่า ทำงานก็เหนื่อยยิ่งกว่า ได้ยินอย่างนี้ก็ไม่อยากโตแล้วล่ะ อยากสตาฟตัวเองอยู่ที่ชั้นอนุบาล ดื่มนมนอนกลางวันแค่นั้น

บางทีนะ บางทีมันไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ( ยังดีนะที่แค่บางที ถ้าเป็นตลอดๆคงแย่กว่านี้ ) คิดว่าตัวเราเองเหมือนจะไม่มีอนาคตก็เลยเริ่มรู้สึกว่าไม่มีค่า เรียนเก่งไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะสุดท้ายก็ไม่มีอนาคต ประกอบกับปัญหายิบย่อยเรื่องสังคม เรื่องส่วนตัวนู่นนี่นั่น ถึงได้บอกว่าแค่กำลังใจจะเรียนในแต่ละวันยังไม่ค่อยมีเลย

แต่ยังดีที่อย่างน้อยก็มีเป้าหมายเล็กๆแบบ อยากเลี้ยงหมาเยอะๆ อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากรอฟังเพลงใหม่ๆจากนักร้องที่ชอบอยู่ เหตุผลพวกนี้ก็เลยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปก่อน ถ้าไม่มีอะไรพวกนี้ก็คงแย่


เขียนมาตั้งนาน สรุปก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะไปทางไหน แล้วออกนอกประเด็นอีก แต่พอเขียนไปก็สบายใจขึ้นเยอะเลย เอาเป็นว่าถ้าหาตัวเองเจอเมื่อไหร่ ไอ้ที่รู้สึกไม่ดีอยู่ก็คงจะหาย เพราะฉะนั้นจะพยายามนะ ยังไงก็จะไม่ยอมแพ้ จะไม่ยอมตายก่อนเรียนจบเด็ดขาด สู้ๆนะ :-)))

พุธ 11 กันยายน พ.ศ.256220 : 58



SHARE
Writer
PP-
reader
conti;nue :-]

Comments