จะมีสักกี่ครั้งที่เรารู้สึกว่า เรากำลังหายใจอยู่จริงๆ ?
มา วันเกิดมีปีละครั้ง
ก็เลย อยากจะมา #รีวิวการไปวัด ที่เพิ่งไปมาเมื่อไม่นานมานี้
สารภาพเลยว่า หลุดจากวัดมานานมา และครั้งสุดท้ายที่ไปก็แค่ไปเที่ยว ถ่ายรูป
เพราะฉะนั้น สำหรับเราการไปวัดครั้งนี้คือเรื่องที่ใหม่มาก

เราเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายๆคนในวัยนี้ ก็คงไม่ต่างกับเรา
งงๆ กับอนาคตข้างหน้า

ชีวิตที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากรั้วมหาลัย
ชีวิตที่ไม่มีแบบแผนกำหนดชัดเจนสักเท่าไหร่
ไม่มีใครมากำหนดให้เราอีกต่อไปว่าเราต้องเรียนอะไร ต้องรู้อะไร
กลายเป็น เราเท่านั้นที่จะต้องเขียนแบบเรียนต่อจากนี้ให้กับตัวเอง

จะทำงานอะไร ? เป็นพนักงานหรือทำธุรกิจ ? ทำงานบริษัทแบบไหน ?
จะวางแผนอนาคตยังไง ?
ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และสิ่งที่ชอบจะเลี้ยงชีพเรามากแค่ไหน ?
คนนี้ว่าซ้ายดี คนนู้นว่าขวาดี แล้ว อะไรที่ดีสำหรับเรากันแน่ ?

รู้สึกตัวเองตกขบวนรถไฟไปซะงั้น

เราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่รู้จะตอบคำถามพวกนี้ยังไง
ไปคุยกับใครก็กลายเป็นฟุ้งไปหมด ไม่รู้จะหาคำตอบอะไรให้ตัวเอง

จนมีพี่คนหนึ่งพูดว่า
" เบล พี่ว่าเบลฟุ้งๆนะ เหมือนคนจะไปเชียงใหม่แล้ว เจออะไรก็แบกทุกอย่างไปด้วยเต็มไปหมด ทั้งๆที่ของที่จำเป็นจริงๆ อาจจะเป็นแค่ ตั๊วรถไฟ"
หลักง่ายๆ "ศีล สมาธิ ปัญญา สามข้อกับทุกอย่างในชีวิต จบ แค่นั้นเอง หลักเจริญปัญญาง่ายๆเลยเบล" "อย่าเยอะๆ" นี้คือคำที่พี่คนหนึ่งพูดกับเรา

และในช่วงที่ชีวิตว้าวุ่น สับสนไปหมดนี้ วัดก็เป็นที่แรกเลยที่นึกถึง

และนั้นก็คือที่มาของการไปวัด…
ครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่ตั้งใจจะไปจากใจจริงๆ
ลึกๆก็คงเป็นเพราะเราเชื่อละมั้งว่า ใจที่นิ่ง มีสติเท่านั้น ที่จะเป็นพื้นฐานของเรื่องต่างได้ดี
ถ้าเราทำใจให้นิ่งไม่ได้ ขาดสติ แล้วไหลไปตามอารมณ์ 

จะต่างอะไรกับคนที่หลับตาวิ่ง
เพราะต่อให้ไปเร็วแค่ไหน สุดท้ายก็หลงทางอยู่ดี

—————————————————————————
สิ่งที่ได้จากการไปวัด 3 วัน 2 คืน
เป็นการค้นพบกับตัวเองที่ใหม่มาก และทำให้เรากลับมาปรับใช้ สำรวจใจ อารมณ์ของตัวเองได้เยอะ ก็เลยอยากจะลิสเรื่องต่างๆที่รู้มา เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อ

หลักปฏิบัติที่ทำมาทั้งหมดนั้น 

'เรียบมากๆ แต่ไม่ง่าย' (simple but not easy)
เหมือนคนอยากลดน้ำหนัก ที่จริงๆสิ่งที่จะต้องปฎิบัตินั้นมีไม่มาก สำคัญคือ การลงมือ ความสม่ำเสมอ และวินัย

การไปวัดครั้งนี้
เหมือนได้เรียนรู้วิธีสร้างเกราะคุ้มกันใจ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดคน คนภายนอกจะยังไง ก็ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าใจของตัวเอง ใจที่วุ่นวายก็ยากที่จะเกิดสมาธิ พอขาดสมาธิ ก็ยากที่จะมีสติ ทีนี้ไม่ต้องพูดถึงการจะเกิดปัญญาใดๆเลย

เรามักจะคิดว่า เราไม่เก่ง คนนู้นเก่งนี้เก่ง มีเรื่องที่ต้องพัฒนาเยอะ ต้องรู้ ต้องอ่าน ต้องทำได้
แต่ รู้เยอะ อ่านเยอะแต่ขาดสติ ก็ยากที่จะปฏิบัติ กลายเป็น ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดไปซะยังงั้น เหมือน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไปอย่างงั้น

1.) การนั่งสมาธิ มีสติอยู่กับปัจจุบัน

'มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก'
น่าแปลกที่สติเป็นสิ่งที่เราควรมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา
แต่มาค้นพบกับตัวเองจริงๆว่า เรามีมันน้อยมาก ทุกๆสิ่งที่ทำในแต่ละวัน ต่างทำไปโดยอัตโนมัติ ตามใจ ตามปาก ตามอารมณ์ความคิด ที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์ต่างๆ โดยไร้การควบคุม
วันนี้อารมณ์อยากกิน ก็ตามปาก ตามความคิด ตะบีตะบัน กิน รู้ตัวอีกทีก็แน่นจนทำอะไรต่อไม่ได้
วันนี้อารมณ์ขี้เกียจ ไม่อยากทำงาน ก็ทำบ้าง อู้บ้าง นับถอยหลังรอให้หมดเวลาบ้าง
และรู้ตัวอีกทีก็ได้แต่บอกตัวเองว่า ‘ตั้งสติ’

การนั่งสมาธิ เป็นวิธีปฎิบัติที่ฝึกเราให้ ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน กับลมหายใจ 
ควบคุมพลังภายในของตัวเอง
ฝึกอยู่กับ 'ปัจจุบัน' เท่านั้นเอง
จำได้ว่าตอนที่นั่งแรกๆ ความคิดเรามันฟุ้งไปหมด เดียวเรื่องนี้เรื่องนั้นก็ลอยมา จนลืมลมหายใจ หรือไม่รู้ตัวอีกทีก็ อึดอัด เบื่อ นับถอยหลัง นั่งหลับไปเลย

เพราะฉะนั้น อย่างทีบอกจริงๆ ว่า หลักปฎิบัติของมันนั้น 'เรียบ แต่ไม่ง่าย'

สิ่งที่ได้จากการนั่งมาประมาณหนึ่งเดือนก็คือ
จับความคิดตัวเองได้มากขึ้น มันไม่ผิดที่เราจะเผลอคิดเรื่องนู้น เรื่องนี้ ใจลอยบ้าง
สิ่งที่สำคัญก็คือ การรับรู้ ว่า "เห่ย เราหลุดนี้หน่า" และก็ดึงมันให้กลับเข้ามา

และในชีวิตประจำวัน เวลาใจลอย คิดนู้นคิดนี้ โกรธโมโห พอได้สติ ก็ลองหายใจ ดึงสติกลับมา แล้วรับรู้ว่า เห่ยเมื่อกี้หลุด ตอนนี้กลับมาแล้ว อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า

2.) การสำรวม กาย วาจา ใจ

'มีสติกับความคิด คำพูด การกระทำ'
ก่อนหน้านี้อ่านหนังสือ How-to มาเยอะ และมันก็มีหลักปฏิบัตินู้นนี้ให้เราทำเยอะไปหมด
แต่พอมานั่งคิดไปจริงๆแล้ว ทุกอย่างมันก็คือการรู้จักควบคุม ความรู้สึกนึกคิด การกระทำของเราเท่านั้นเอง

สิ่งนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ตั้งใจจะฝึกในทุกวัน ทำให้มันเป็นนิสัย เพราะการสำรวม ก็คือการฝึกสติดีๆอีกอย่างนี้เอง การที่จะตั้งตนอยู่ในการสำรวมนั้น ไม่ใช่จะทำวันนี้ พรุ่งนี้หยุด แต่คือการรู้สติในแต่ละที่ๆไปมากกว่า

และนั้นก็คือสิ่งที่จะช่วยให้เราเติบโตไปอีกขั้น แยกความเป็นเด็ก กับผู้ใหญ่

เมื่อตอน 5 ขวบ เราไม่สามารถควบคุมการกระทำ ได้มากนัก หิวร้องไห้ เหนื่อยร้องไห้
ไม่ต้องมีสติ คิดมากนัก

แต่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถ้าเรายังไม่สามารถมีสติกับ ความคิด คำพูด การกระทำ เราจะต่างอะไรจากเด็ก 5 ขวบ เมื่อ 20 ปีที่แล้วกัน

3.) "อตตาหิ อตตโน นาโถ" หรือ ตนเป็นที่พึงแห่งตน
หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้มาบ่อย เราก็เช่นกัน
แต่ไม่เคยมานั่งนึกถึงความหมายจริงๆเท่าไหร่ และมักจะแปลตามตัวไปงั้น
การมาวัดครั้งนี้ ก็ได้เรียนรู้ความหมายของคำนี้ ลึกลงไปอีกหน่อย
ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเข้าใจคำนี้มาก่อนเลยจริงๆ เพราะหลายๆครั้งเราก็ไม่รู้จะพึงตนเองยังไง ? พึงจากอะไร ?แล้วมันจะไม่เห็นแก่ตัวหรอ ?

การพึงตนเอง ในความหมายใหม่ที่เราเข้าใจมาก็คงจะเป็น
"มีธรรมเป็นเกาะ มีสติปัญญา ธรรมดี ของตนเองเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งให้กับตัวเอง"

รู้อย่างงี้ เราอยากเตือนตัวเองตั้งตนอยู่บนสติ เพราะนั้นคือสิ่งเดียวที่จะเป็นที่พึงให้กับตัวเอง

อนาคตจะวุ่นวาย ไม่แน่นอน
ใครจะเป็นยังไงนั้นไม่สำคัญเลย
ปัจจุบันก็แค่ที่เราเห็นตรงหน้า กับ ลมหายใจเข้าออกที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น


'ทำมันให้ดีที่สุดด้วยพลังสติและปัญญาที่มี ณ เวลานั้น ก็พอดีแล้ว' 
——————————————————————————
จบท้ายนี้
พร ของขวัญวันเกิด 24 ปีนี้ เรื่องเดียวที่อยากจะขอและส่งต่อให้คนอื่นก็คงจะเป็น

'ขอให้ตั้งตนอยู่ด้วยสติ'  
เพราะทุกๆอย่าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ท่องไว้
เราอายุยังน้อย ในอนาคตยังมี หลายเรื่องที่รอเข้ามาอีกมาก
มีพระมีมารเกิดขึ้นในใจเสมอ
การมีสติเท่านั้นที่จะช่วยเราบรรลุสิ่งต่างๆ

ฝึก สมาธิ สติ ไว้ นะทุกคน

ว่างๆหาเวลาไปปฏิบัติติธรรมก็ดีเหมือนกันนะ
มีสัจธรรมหลายอย่างที่ดี ที่เอามาเป็นหลักในการนึกคิดได้เยอะเลย

ปลอ: พอพูดเรื่องปฏิบัติธรรม อาจจะดูธรรมะ ธรรมโม งมงาย แต่จริงๆ แล้วเรา การปฏิบัติธรรม ก็คล้ายๆหลักดึงสติที่ฝรั่งเค้าเรียกกันเกร๋ๆ ว่า 'The Practice Mindfulness'
สิ่งที่เขียนทั้งหมดมาจากความเข้าใจและประสบการณ์น้อยๆของผู้เขียน ถ้ามีใครมีสิ่งใดแนะนำเพิ่มเติม ก็ใส่มาโล้ด

FB : เบลจะไปดวงจันทร์ 
SHARE
Writer
Striver
Roamer of the realm
แว่นใหม่ ในโลกใบเดิม

Comments

Fruity111
22 days ago
รู้สึกดีที่ได้อ่านนะ 😙
Reply