Double Income No Kids สถานะชีวิตที่คนรุ่นใหม่ยินดีที่จะใช้
เช้าวันหยุด ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ผมพาภรรยากับหลานสาวไปออกกำลังกาย เราวิ่งสลับเดินฉบับคนที่ไม่ค่อยจริงจังกับการออกกำลังกายมากนัก วิ่งๆ เดินๆ ไปสักพักก็หยุดพักที่บริเวณลานออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัยมายืดเส้นยืดสาย ขยับแข้งขยับขา พร้อมกับบทสนทนาอีกมากมาย

“ลูกสาวเหรอครับ” คุณลุงสูงวัยแต่ยังดูแข็งแรงเดินเข้ามาถามผม

“เปล่าครับ คนนี้หลานสาวครับ” ผมตอบคุณลุงกลับไป

จากนั้นคุณลุงก็เริ่มถามอายุของผมกับภรรยา แล้วก็เริ่มตั้งคำถามถึงการมีลูกอีกมากมาย จากนั้นคุณลุงก็เริ่มสาธยายถึงเรื่องราวของตัวเองและการมีลูกสาวอันเป็นที่น่าภาคภูมิใจจากหน้าที่การงานและรายได้ของลูกสาวที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก

ผมกับภรรยาพยายามเป็นผู้ฟังที่ดี เราสองคนได้แต่ส่งยิ้มให้แก่คุณลุงอย่างเดียว โดยรวมคุณลุงเชียร์ให้เรามีลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสาว และยังแชร์เกร็ดความรู้เรื่องการไปขอบุตรที่เจ้าพ่อวัดโน่นวัดนี้เต็มไปหมด จนสุดท้ายคุณลุงเดินจากเราไป พร้อมกับอวยพรให้ชีวิตคู่ของเรามีแต่ความสุข และจะมีความสุขอย่างยิ่งถ้ามีลูก!

คำอวยพรของคุณลุงกับแรงเชียร์เรื่องการมีลูกนั้น ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำหนึ่งขึ้นมาทันที นั่นคือ ‘DINKs’ ครับ

‘DINKs’ ย่อมาจาก ‘Double Income No Kids’ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่เน้นการมีชีวิตคู่ ก็คือแต่งงานอยู่กินด้วยกัน แต่ไม่มีลูกนั่นเอง ถือเป็นแนวทางการออกแบบชีวิตคู่รูปแบบหนึ่ง ที่เริ่มขยายตัวมากขึ้นในสังคมเมือง ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ความพึงพอใจในการใช้ชีวิตของสามีภรรยา ความไม่พร้อมในการดูแลค่าใช้จ่ายที่จะตามมา ความกลัวต่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปในเชิงลบ และอื่นๆ อีกมากมาย

เหตุผลเหล่านี้ที่ยกมา ล้วนเป็นสิ่งที่ผมได้ยินอยู่บ่อยๆ จากพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เข้าสู่วัยที่มีครอบครัวกันเสียส่วนใหญ่แล้วทั้งนั้น ดังนั้น การมีชีวิตคู่โดยปราศจากลูกนั้น จึงไม่ได้เป็นมาตรวัดว่าชีวิตจะไม่มีความสุข หรือความสุขชีวิตคู่เราจะลดลงหากไม่ทำตามแบบที่คุณลุงแนะนำเราสักเท่าไหร่

อย่างผมกับภรรยาก็จัดว่าเป็นกลุ่ม DINKs อย่างจำนน เพราะเราสองคนยังคงมีความสุขกับรูปแบบชีวิตที่เป็นอยู่ คือ สนุกกับการทำงาน และคอยส่องหาทริปท่องเที่ยวประจำปีอยู่บ่อยๆ และสิ่งสำคัญกว่านั้นคือ รายได้และรายจ่ายของชีวิตคู่นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่กำลังพอดี ไม่ได้ขัดสนมากจนเกินไป การย้อนมองไปถึงเรื่องของไลฟ์สไตล์และสถานภาพการเงินจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชีวิตคู่มีความสมดุลด้วยเช่นกัน

เมื่อเขียนถึงกลุ่ม DINKs แล้ว หากมองในมุมของผู้ประกอบการนี่คือกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้ใหม่มากนัก แต่น่าจะขยายตัวมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และแน่นอนว่าเราจะได้เห็นสินค้าและบริการที่จะออกแบบมาเพื่อกลุ่ม DINKs มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแพคเกจเที่ยวคู่ โปรโมชั่นเส้นทางสายการบิน หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จับมือกับเฮลท์แคร์สร้างพื้นที่ที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยในอนาคตที่ไม่มีลูก

เขียนแล้วก็ขอเล่าขยายถึงปัญหาใหญ่สำหรับผู้สูงอายุเสียหน่อย

*ในฝั่งตะวันตกนั้นมีการสำรวจและพบว่า ภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุไม่ใช่โรคชรา แต่กลับเป็นความเหงาและความโดดเดี่ยว จนได้มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการให้ผู้สูงอายุมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ ที่มีอายุประมาณ 4 ขวบ ซึ่งผลลัพธ์จากการทดลองนั้นกลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

มีการเปิดเผยว่า การให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมกับเด็กๆ นั้น สามารถลดปัญหาจิตตก และยังพัฒนาสุขภาพทางกาย รวมถึงความจำของผู้สูงอายุได้ดีขึ้นอีกด้วย ในขณะที่เด็กๆ เองก็ได้สร้างความมั่นใจจากการเรียนรู้กับเพื่อนต่างวัย และมุมอื่นๆ ของผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน กรณีสำรวจนี้อาจเป็นเหตุผลที่คุณลุงอยากให้ผมกับภรรยามีลูกก็ได้

แต่ที่สุดแล้วหากยังคิดที่จะไม่มีลูก ก็ต้องเคารพการตัดสินใจในเส้นทางอนาคตของตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขพร้อมกับอย่าลืมเก็บออมและหัดลงทุนเพื่อให้เงินในวันนี้กลับมาเลี้ยงดูตัวเราเองในอนาคตด้วย เพราะการไม่มีบุตรหลานก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งที่เราเองก็ต้องออกแบบชีวิตให้ดี ไม่ว่าจะเป็นมุมของเรื่องสุขภาพ กาย ใจ และทรัพย์สิน ให้มั่นคงและแข็งแรงอย่างยั่งยืนด้วย

สุดท้ายแล้วก็ขอบคุณคุณลุงในเช้าวันนั้นที่ทำให้เกิดบทความชิ้นนี้ขึ้นมาครับ

*อ้างอิงจากบท: โรงเรียนอนุบาลในบ้านพักคนชรา ทางเลือกใหม่คลายเหงาสำหรับไม้ไกลฝั่งชาวอังกฤษ หนังสือ: ทุกพฤติกรรมมีความเสี่ยงโปรดอย่าลำเอียงก่อนตัดสินใจ เขียน: ณัฐวุติ เผ่าทวี

SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments

Papilion
4 months ago
ผมคงมาทางถูกทางแล้ว 
เพราะผมเองก็ชอบมีกิจกรรมกับเด็กๆ. 💪 
;-)
Reply
Ohmsiri
4 months ago
:)