ใจคือต้นโพธิ์
1

วันพุธที่แล้ว หลังจากโพสต์ Storylog เสร็จ เราก็นั่งทำงานต่อตอนบ่าย พอตกเย็นก็ไปบ้านเพื่อน เพื่อนไม่อยู่บ้าน จึงนั่งคุยกับคุณพ่อเพื่อนและคุณเพื่อนพ่อ ซึ่งเป็นผู้อาวุโสเดินทางมาจากไต้หวัน คุยกันไปคุยกันมาก็เข้าหมวดสนทนาธรรม

เราคุยกันเรื่องประวัติท่านฮุ่ยเหนิง (ปรมาจารย์เซนลำดับที่ 6 ท่านพุทธทาสเรียกว่าท่านเว่ยหลาง เป็นองค์เดียวกันค่ะ สามารถอ่านเรื่องลำดับการสืบทอดสายธรรมได้จาก “มังกรเซน” ของคุณวินทร์ เลียววาริณ)

แต่จุดที่คุยกันและทำให้เราทึ่ง ไม่ใช่เรื่องท่านฮุ่ยเหนิง แต่เป็นเรื่องช่วงก่อนแต่งตั้งท่านฮุ่ยเหนิงเป็นอาจารย์ลำดับ 6 เราคุยกันเรื่องท่านเสินซิ่ว

“ท่านเสินซิ่ว” เป็นใคร?



2

สายธรรมของฝั่งเซนนับสืบต่อจากท่านโพธิธรรม คนไทยคุ้นชื่อกันในนามท่านปรมาจารย์ตักม้อ ท่านเป็นอาจารย์ลำดับที่ 28 ในอินเดีย ต่อมา ได้เดินทางไปเผยแพร่ธรรมมะในประเทศจีน จึงนับเป็นอาจารย์ลำดับที่ 1 ในจีน หลังจากนั้นก็มีการสืบทอดสายธรรมต่อมาเป็นลำดับเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 2-3-4 จนถึงองค์ที่ 5 นามว่า ท่านอาจารย์หงเริ่น

ท่านอาจารย์หงเริ่นมีลูกศิษย์มากมาย ท่านเห็นว่าสมควรแก่เวลาค้นหาผู้สืบทอดเพื่อแต่งตั้งเป็นอาจารย์องค์ที่ 6 แล้ว จึงได้ประกาศออกไปให้ศิษย์น้อยใหญ่เขียนโศลกมาส่งคนละ 1 บท โดยโศลกนั้นต้องแสดงความเข้าใจในธรรมของตนเอง อาจารย์จะพิจารณาโศลกทั้งหมดและเลือกผู้เหมาะสมเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อไป

ในบรรดาศิษย์ทั้งหลาย มีศิษย์เอกของท่านอาจารย์หงเริ่นผู้หนึ่ง ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็นศิษย์พี่ของทุกคน นามว่า “ท่านเสินซิ่ว” เป็นทั้งผู้ช่วยดูแลสำนักธรรม ดูแลความเรียบร้อยในสำนัก บางทีท่านเสินซิ่วก็อธิบายธรรมะด้วย ใครๆ ต่างก็นับถือท่านเสินซิ่ว

ไม่นาน หลังจากท่านหงเริ่นประกาศให้ศิษย์เขียนโศลกมาส่ง บรรดาศิษย์ก็มาคุยกัน “เขียนอะไรดี?”

ทันใดนั้น ก็มีศิษย์คนหนึ่งเสนอว่า “ในภายภาคหน้า จะอย่างไรคนที่จะได้ขึ้นเป็นพระสังฆปรินายกองค์ต่อไป ก็ต้องเป็นท่านเสินซิ่วอยู่แล้ว พวกเราก็อย่าได้มัวเสียเวลามานั่งแต่งโศลกอยู่เลย มันจะเป็นการเสียมารยาทต่อท่านเสินซิ่วด้วย”

พอมีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาเช่นนี้ ในวงสนทนาของศิษย์จึงเห็นด้วยไปตามกัน


ทางฝั่งท่านเสินซิ่ว พอเห็นศิษย์น้องในสำนักลงความเห็นเป็นเอกฉันท์เช่นนี้ ท่านก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมาก แต่ในใจท่านก็อยากได้ตำแหน่งนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหากพูดออกไปก็เกรงว่าจะโจ่งแจ้งจนเกินงาม

ค่ำคืนแล้วค่ำคืนเล่า เขียนโศลกบทแล้วบทเล่า แก้แล้วแก้อีกไปรวมทั้งหมด 13 ครั้ง จนสุดท้าย ท่านเสินซิ่วก็ตัดสินใจส่งโศลกบทนั้นโดยไม่เขียนชื่อกำกับ ตั้งใจไว้ว่า หากโศลกนี้ได้เรื่อง ท่านอาจารย์กล่าวชื่นชม ตนค่อยออกมายอมรับว่าตนเองเป็นผู้เขียน แต่ถ้าหากท่านอาจารย์ว่าไม่ผ่าน ที่สู้ศึกษามาหลายสิบปี มิใยเท่ากับเสียเวลาเปล่า ไม่กล้าสู่หน้าผู้คน?

ท่านเสินซิ่วคิดได้ดังนั้น ก็ตกลงส่งโศลกโดยไม่ระบุชื่อ



3

เนื้อหาช่วงนี้ในหนังสือมังกรเซนมันเล็กน้อยมาก เราอ่านผ่านช่วงนี้ไปเลยแบบไม่ใส่ใจนัก จะอย่างไรสาระสำคัญมันอยู่ตรงเนื้อความในโศลกของท่านเสินซิ่ว กับโศลกที่เดี๋ยวจะโดนท่านฮุ่ยเหนิงเขียนแก้ทีหลังนี่นา...

เพราะคิดแบบนี้ เราถึงรู้ว่าตัวเองยังอ่อนหัดอยู่มากค่ะ


คุณพ่อเพื่อนถามว่าอ่านตรงนี้แล้วเราคิดเห็นอย่างไร?

เราอ่านดูก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนอกจากพวกศิษย์ไม่ฟังคำสั่งท่านอาจารย์ก็เลยไม่ส่งการบ้าน เดือดร้อนศิษย์พี่ใหญ่ต้องเขียนโศลกมาส่งเป็นตัวแทนของทุกคน มีตรงไหนพิเศษด้วยเหรอคะ?

เพียงแต่ ตอนเราอ่านตรงนี้ เรามีจุดสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง จึงถามไปว่า เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นได้ด้วยเหรอ ในเมื่อนี่คือสำนักธรรม คือวัดไม่ใช่เหรอ ถ้าอาจารย์บอกให้ “ทุกคนเขียน” จะมาบ่ายเบี่ยงไม่เขียนแบบนี้ทำได้ด้วยเหรอคะ?

คุณพ่อเพื่อนบอกว่า เรายังเห็นโลกมาน้อยเกินไป ยิ่งคนเข้าวัด ยิ่งศึกษามานาน พอมาอยู่รวมตัวกันเป็นหมู่แบบนี้ เรื่องเห็นด้วยคล้อยตามกันเป็นเรื่องปกติมาก

เราพยายามคิดภาพตาม ก็พอจะเห็นว่ามันคืออาการเฮโลตามกันในห้องประชุมบริษัท บางคนอาจคิดต่าง แต่ก็คิดว่าเสียงของตัวเองแค่คนเดียวก็เลยช่างมันเถอะ ปล่อยๆ ไป ในใจอาจมีเห็นด้วยกับเค้าอยู่บ้าง แม้จะไม่เห็นด้วยทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ตอบตกลงเห็นด้วยไป



ผู้อาวุโสจากไต้หวันอธิบายเหตุการณ์ช่วงตรงนี้ว่ามันแสดงให้เห็น “สภาวะจิตที่ผิดพลาดของผู้บำเพ็ญธรรม” คือ

1) หาข้ออ้างให้กับความขี้เกียจของตัวเอง
2) ตัวเองไม่ทำแล้วยังจะใช้คำพูดไปบั่นทอน/ตัดหนทางในการปฏิบัติของคนอื่น
3) ไม่ได้มีความเข้าใจเลยว่า การจะหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ไม่ใช่การทำตามคนอื่น เพราะไม่ว่าคนอื่นจะทำเช่นไร ความหมายในชีวิตเราก็อยู่ที่การดำรงตนของตนเอง

เราฟังมุมมองของผู้อาวุโสแล้วก็อ้าปากค้าง 
เนื้อหาที่ไม่มีอะไรเลยในสายตาเรา เค้าสามารถอธิบายออกมาได้ขนาดนี้เลยเหรอ?

ที่เคยเชื่อมั่นความสามารถในการอ่านหนังสือของตัวเองถูกสั่นคลอนทันทีด้วยคำพูดแค่ไม่กี่ประโยค และเราก็คิดได้ว่า คุณพ่อเพื่อนและผู้อาวุโสศึกษาธรรมะกันมา 40 ปี ส่วนเราพึ่งจะศึกษามาได้ไม่นาน การเดินทางของเรายังอีกยาวไกลมากเลย ถ้าเปรียบเทียบกับคุณพ่อเพื่อนและคุณเพื่อนพ่อ เราก็คือทารกหัดคลานนั่นเอง



4

ผู้อาวุโสอธิบายต่อไปเรื่องท่านเสินซิ่วกับความคิดก่อนเริ่มแต่งโศลก ท่านเสินซิ่วมองว่า

1. ตนเองสมควรต้องเขียนโศลกส่งอยู่แล้ว เพราะท่านอาจารย์เป็นผู้สั่งมา
2. ตนเองจะอย่างไรก็ต้องเขียน ในเมื่อคนอื่นเค้าพูดกันมาขนาดนี้ จะไม่เขียนก็กระไรอยู่
3. ตัวท่านเองอยากได้ตำแหน่งอาจารย์ลำดับที่ 6 อยู่แล้ว ท่านมั่นใจในความสามารถของตนประมาณหนึ่ง แต่ก็กลัวว่าถ้าแสดงออกมากไป คนอื่นจะเห็นว่าโลภอยากได้ตำแหน่ง (เสียภาพลักษณ์) ทั้งที่ในใจก็อยากได้จริงๆ และยึดติดกับตำแหน่งนี้มากด้วย

จุดบอดสำคัญของท่านเสินซิ่วที่ผู้อาวุโสชี้ให้เห็นคือ การบำเพ็ญธรรมเป็นเรื่องของตนเอง ไม่ใช่ทำเพื่อให้ใครยอมรับ

เรื่องราวของบรรดาศิษย์ในสำนักและท่านเสินซิ่วถูกบันทึกไว้ในพระสูตรธรรมของท่านฮุ่ยเหนิง (ท่านที่ถูกเลือกให้ได้เป็นอาจารย์องค์ที่ 6) ก็เพื่อให้ผู้บำเพ็ญธรรมได้ย้อนทบทวนตนเองอยู่เสมอว่าเรากำลังทำตนเหมือนศิษย์ทั้งหลายในสำนักหรือท่านเสินซิ่วหรือไม่ เป็นตัวเองขี้เกียจเอง หรือตัวเองหลุดปากพูดสิ่งไม่สมควรไปขัดขวางการปฏิบัติของผู้อื่นอยู่รึเปล่า หรือการดำรงตนของเรา ทำไปเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น?



5

ความจริง เราคิดว่าท่านเสินซิ่วก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาก็ศึกษามานาน และช่วงเวลานั้นก็กระวนกระวายกับการเขียนโศลก จนสุดท้ายต้องกลั้นใจส่งโดยไม่กล้ายอมรับว่าตนเป็นผู้เขียน

โศลกของท่านเสินซิ่วที่ส่งไป มีความว่า

กายคือต้นโพธิ์
ใจดุจแท่นกระจกใส
หมั่นเช็ดถูเรื่อยไป
มิให้ฝุ่นเกาะกุม


ในทางธรรม โศลกนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าท่านเสินซิ่วยังก้าวข้ามความเป็นกายภาพไปไม่ได้ เพื่อความเข้าใจว่าท่านเสินซิ่วยังก้าวไม่พ้นโลกกายภาพอย่างไร ต้องลองอ่านโศลกของท่านฮุ่ยเหนิงที่แต่งมาเขียนแก้โศลกชุดนี้ ความว่า

โพธิ์เดิมไร้ต้น
กระจกหามีไม่
เดิมทีไม่มีสิ่งใด
ฝุ่นเกาะที่ใดกัน


ถ้าในทางธรรม เราเข้าใจว่าโศลกของท่านเสินซิ่วยังไปไม่ถึงขั้นพบจิตเดิม 
แต่ถ้าเป็นทางโลก โศลก “กายเป็นต้นโพธิ์ฯ” มันก็ไม่เลวนี่นา เราก็บอกคุณพ่อเพื่อนไปว่า มันก็ดีเพียงพอแล้วนี่คะสำหรับการใช้ชีวิตทางโลก ฝุ่นคือกิเลส มีสติรับรู้กิเลส และใช้สติกำกับมันไว้ มันก็ดี มันก็ดูโอเคนี่

คุณพ่อบอกว่า ที่ผิดไม่ใช่แค่เรื่องเช็ดฝุ่นที่ติดกระจก แต่คุณพ่อเห็นว่าเราเข้าใจเรื่องไม่มีกระจกให้ฝุ่นเกาะแล้ว คุณพ่อจึงอธิบายว่า วรรค “กายคือต้นโพธิ์” ไม่สามารถเปรียบเทียบแบบนี้ได้ เพราะ 1. ไม่มีกาย และ 2. สิ่งที่เป็นต้นโพธิ์คือใจต่างหาก ไม่ใช่กาย เพราะต้นโพธิ์เป็นพืชเขียวตลอดปี (Evergreen) ไม่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับกายซึ่งสังขารร่วงโรยได้ คุณพ่ออธิบายเรื่องใบโพธิ์ว่าเป็นใบไม้ที่มีลักษณะผิวมัน ฝุ่นไม่สามารถเกาะติด แต่จะไหลหลุดออกจากใบไปเพราะมันเกาะไม่ได้ ดังนั้น ใจต่างหากคือใบโพธิ์ สะอาดบริสุทธิ์มาแต่ต้น

เราฟังคำอธิบายเสร็จก็ OMG สาธุไป 1 ที 
ลึกซึ้งจนต้องกล่าวขอบคุณผู้อาวุโสเมตตา แต่ฟังแล้วก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องศึกษาอีกกี่ปีถึงจะเข้าใจและอธิบายออกมาได้อย่างคุณพ่อและผู้อาวุโส



คุณพ่อเพื่อนบอกว่า ท่านเสินซิ่วศึกษาธรรมะมานานปี ยึดติดกับความรู้ แต่ท่านไม่เข้าใจ 
ส่วนท่านฮุ่ยเหนิงไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านเขียนไม่ได้ เป็นเพียงคนตัดฟืนในเมืองห่างไกล อาศัยว่ามาส่งฟืนที่บ้านลูกค้าแล้วได้ยินคนสวดวัชรสูตร พอฟังดูก็เข้าใจเนื้อหาในบทสวดทันที

คนที่มีความรู้มาก ศึกษามายาวนานไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจ 
คนเข้าใจก็จะเข้าใจ สำคัญตรงนี้

เหมือนคุณพ่อจะให้กำลังใจ เราก็ได้แต่ยิ้มและกล่าวขอบคุณ ก็ยังต้องศึกษาต่อไป และหวังว่าตัวเองจะเข้าใจเหมือนกันค่ะ :-)





สวัสดีเดือนพฤษภาคม เวลาเดินเร็วจัง!
สุขสดชื่นทุกคนนะคะ ^____^



nananatte
1.05.2019


photo credit:  Bodhi tree leaves at sunset by Yuka Ogava from https://fineartamerica.com

 
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

iMeowHeng
6 months ago
เคยฟังเรื่องของเว่ยหลางมาหลายคลิป แต่ไม่มีโอกาสได้ลองวิเคราะห์กับใครมาก่อน
Reply
iMeowHeng
6 months ago
ขอบคุณค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของสภาวะจิตที่ผิดพลาด ทั้ง 3 ข้อนั้น
nananatte
6 months ago
เจอคำอธิบายของคุณพ่อเพื่อนและคุณเพื่อนพ่อ... รู้สึกตัวเองยังต้องไปต่ออีกไกลมากกกกกกกเลยค่ะ 555 แต่เป็นการสนทนาธรรมที่รู้สึกดีมากจนอยากหยิบมาแบ่งปันค่ะ

สุขสันต์วันแรงงานนะคะ :-)
iMeowHeng
6 months ago
ไปต่อค่ะๆ ยิ่งใช้แรงกายยิ่งไปต่อLevelได้ไวๆ สู้ไปด้วยกันไหมคะ ฮึบๆ :)
ManyMilds
6 months ago
ไม่เคยศึกษาเซนหรือธรรมะเลยค่ะ แต่ก็แอบทึ่งไปด้วยว่าเรื่องเล่าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนั้นต้องอาศัยการตีความที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้นถึงจะเข้าใจถ่องแท้
Reply
nananatte
6 months ago
ทึ่งคุณพ่อและคุณเพื่อนพ่อเหมือนกันค่ะ เวลาเราอ่านงานธรรมะก็ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจไป บางเล่ม(ก็หลายเล่มอยู่) เลเวลเราไม่ถึง อ่านแล้วจะเหมือนอ่านภาษาต่างดาวค่ะ (-_____-)'''

ลองจากเล่ม "มังกรเซน" ก็ได้นะ คุณวินทร์แกเล่าด้วยภาษากำลังภายใน จัดว่าสนุกและบันเทิงเลยล่ะค่ะ อีกเล่มที่เราว่าอธิบายเข้าใจง่ายดีจังคือ "เต๋า" ของ osho ค่ะ :-)
Shallot
6 months ago
อ่านแล้วเตือนสติได้ดีมากเลยค่า 🙏🏻
Reply