คุยกับ Renee Mauborgne ผู้แต่งหนังสือ Blue Ocean Strategy (1/3)
เรเน โมบอญ เป็นอาจารย์สอนวิชากลยุทธ์ที่ INSEAD สถาบันธุรกิจชั้นนำของโลกในประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโอบามา เป็นอาจารย์สอนให้กับโปรแกรมของ World Economic Forum ได้รับรางวัล Nobel Colloquia Prize สาขาผู้นำทางความคิดสายธุรกิจและเศรษฐศาสตร์

เรเน เป็นนักเขียนหนังสือขายดี Blue Ocean Strategy (กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม) ซึ่งเป็นหนังสือธุรกิจที่ทุบสถิติยอดขายด้วยการแปลไปแล้ว 44 ภาษา วางขายใน 5 ทวีป มียอดขายรวม 3.6 ล้านเล่ม เป็นหนังสือที่เปลี่ยนภาษาของโลกธุรกิจไปตลอดกาล

หนังสือภาคต่อถูกเขียนออกมาแล้วในชื่อ Blue Ocean Shift แปลไทยแล้วโดยสนพ. เนชั่น ชื่อไทยคือ วิถีสู่น่านน้ำสีคราม กลยุทธ์การเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องแข่งขัน

ด้านล่างเป็นบทสัมภาษณ์ที่หยิบมาจากรายการ MarieTV คุณเรเนมาเล่าเกี่ยวกับหนังสือ Blue Ocean Shift ค่ะ



Marie: Blue Ocean คืออะไร
Renee: Blue Ocean คือการที่เราทำธุรกิจในพื้นที่ของเรา แต่มันเป็นการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งในตลาดนั้น คุณไม่ต้องแข่งกับใครสักคน

ธุรกิจส่วนใหญ่มัวแต่มองว่าจะแข่งกัน มองดูฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ที่มีอยู่ในตลาดว่าใครจะทำอะไร แต่ปัญหาก็คือมันมีซัพพลายมากกว่าดีมานด์ กำไรเลยต่ำมาก ธุรกิจโตแบบจำกัด แล้วเกิดอะไรขึ้น? ตลาดนี้ก็เลยกลายเป็นตลาดทะเลแดงเดือด แข่งกันจนเลือดสาด

แต่สิ่งที่เราพบจากการศึกษาก็คือ บริษัทที่ประสบความสำเร็จ เค้าไม่แข่งกับใครและเค้าไม่ดูว่าคนอื่นทำอะไรกันอยู่ พวกเขาจะสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาเลย ซึ่งตลาดเกิดใหม่ตรงนั้นมันจะไม่มีการแข่งขัน ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรและเติบโตได้อย่างงดงาม เราเรียกสิ่งนี้ว่า Blue Ocean น่านน้ำสีคราม เพราะว่ามันเป็นทะเลสงบ กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยโอกาส และยังไม่เคยมีใครมาถึง

ในหนังสือเล่มแรก Blue Ocean Strategy ก็เลยถูกเขียนขึ้นมาภายใต้ทฤษฎีที่ว่า “ทำไมเราต้องแข่งกับคนอื่นด้วย ในเมื่อเราสามารถสร้างตลาดขึ้นมาเองได้” ทั้งเล่มก็จะพูดถึงเรื่องนี้ค่ะ


Marie: ต้องมีคนนึกแย้งในใจแน่ว่า “ฟังดูดีนะ แต่ธุรกิจของฉัน/วงการของฉัน มันใช้ Blue Ocean ไม่ได้หรอก อะไรที่ดีๆ คนอื่นเค้าก็ทำกันไปหมดแล้ว” มีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

Renee: ก็จริงนะคะ ทุกคนก็คงคิดว่าโอกาสที่จะทำอะไรใหม่ๆ ในธุรกิจของฉัน/ในวงการของฉัน หรือกับสิ่งที่เรามุ่งมั่นตั้งใจว่าจะทำเนียะ มันใช้หลักการนี้ไม่ได้หรอก เพราะวงการของฉันไม่เหมือนวงการอื่น

แต่ดิฉันก็บอกได้เลยว่า ขนาดธุรกิจอย่างร้านทำผม เค้าก็คงคิดเหมือนที่คุณคิด จนกระทั่งเกิด DryBar ขึ้นมา 
(อธิบาย: DryBar เป็นเชนร้านทำผมที่ไม่รับตัดผม ไม่รับทำสีผม มีแค่สระ-ไดร์-จัดแต่งทรงผมเท่านั้น ร้านสวย บริการชา กาแฟ มาร์ตินี และแชมเปญด้วย)

ร้านเบอร์เกอร์ก็คงไม่คิดว่าจะมีอะไรใหม่ไปกว่านี้ จะทำอะไรต่างไปกว่านี้ได้ จนกระทั่ง Shake Shack โผล่ขึ้นมา 
(อธิบาย: Shake Shack เป็นเชนร้านเบอร์เกอร์ที่มีต้นกำเนิดจากรถเข็นขายฮ็อทด็อกในสวนสาธารณะที่นิวยอร์ค ขายฟาสต์ฟู้ดอย่างที่ร้านทั่วไปขาย คือ เบอร์เกอร์ นักเก็ต เฟรนช์ฟรายด์ และมิลค์เชค แต่ร้านนี้ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ใช้ของสดเท่านั้น ลูกค้าสามารถร่วมสร้างสรรค์เมนูได้ ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกภาพประมาณ Starbucks แต่เป็นเวอร์ชั่นร้านขายเบอร์เกอร์ Shake Shack เป็นพื้นที่ชุมชน ให้คนออกมาพบเจอ พูดคุยและใช้เวลาดีๆ ด้วยกัน ในร้านเบอร์เกอร์นี้ เสิร์ฟเบียร์ด้วย)

หรืออย่างแว่นตา อยู่ในช่วงขาลงทั้งอุตสาหกรรม ไม่มีใครอยากใส่แว่นแล้ว จนกระทั่ง Warby Parker โผล่ขึ้นมา 
(อธิบาย: Warby Parker แบรนด์แว่นตาที่ก่อตั้งในนิวยอร์ค ผู้ก่อตั้งสี่คนเรียนที่ Wharton มาด้วยกัน และได้เงินทุนตั้งต้นให้มาทำโปรเจ็คแว่นตานี้ เปิดตัวแว่นครั้งแรกก็ถูก Vouge เชิญไปสัมภาษณ์เลยทันที ทุกการซื้อแว่น 1 คู่ ทางบริษัทจะบริจาคแว่นตาอีก 1 คู่ให้กับผู้ด้อยโอกาสในประเทศโลกที่สามผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไร VisionSpring)

โอกาสอย่างที่ว่ามาอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ธุรกิจหลายวงการมันก็พึ่งจะเกิดใหม่ขึ้นมานี่เอง สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ เมื่อสัก 10-15 ปีก่อนคุณก็ทำไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีมันยังไม่เอื้อ

ดังนั้น สิ่งที่เราศึกษาเจอเป็นอย่างแรกเลยก็คือว่า โอกาสมีอยู่ใน “ทุกวงการ” นั่นแหล่ะ แต่จุดสำคัญก็คือว่า จะย้ายตัวเองจากตลาดที่มีแต่การแข่งขัน ไปสู่การสร้างตลาดใหม่ เราต้องรู้วิธีเคลื่อนย้ายตัวเองจากจุดนี้ไปจุดนั้น ไม่งั้นเราก็จะเหงื่อตก กลัวตัวสั่น ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไง

ดังนั้น หนังสือ Blue Ocean Shift เล่มใหม่นี้ ก็คือเราเขียนอธิบายวิธี เขียนออกมาเป็นแผนการเดินทางให้เลย มีเครื่องมือให้ มีคำแนะนำอธิบาย บอกทีละสเต็ปๆ เลยว่าจะเดินออกจากทะเลแดงเดือดได้อย่างไร และสอนวิธีมองโลกด้วยมุมมองใหม่ ชนิดว่าคุณมองโลกวันนี้ คุณจะเห็นในสิ่งที่เมื่อวานคุณไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน หนังสือ Blue Ocean Shift ก็เลยน่าตื่นเต้นตรงนี้แหล่ะค่ะ


Marie: อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่น่าทึ่งมาก ไม่ใช่หนังสือที่พูดเฉพาะเรื่องธุรกิจ แต่พูดเรื่องความคิดสร้างสรรค์และวิธีการใช้ชีวิต
Renee: ใช่ค่ะ ในตอนต้นของเล่มนี้ ได้เขียนเรื่องของซูฮาลเอาไว้ ซูฮาลเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี เป็นนักเปียโนชาวอิรัก เธออยากก่อตั้งวงเครสตร้ายุวชนแห่งชาติขึ้นในอิรัก เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเธออยากพาวงออกแสดงในต่างประเทศด้วย ปี 2008 อิรักเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะประเทศแห่งการทำลายล้างเท่านั้น ใครๆ ก็ได้ยินแต่เรื่องไม่ดีของประเทศนี้ แต่สาวน้อยคนนี้อยากเขียนเรื่องราวแบบใหม่ให้กับประเทศของเธอ เธอเชื่อว่าดนตรีคือสิ่งที่รวมใจผู้คน สิ่งที่ซูฮาลเผชิญอยู่ตอนนั้นก็คือ ประเทศอิรักแบ่งฝ่ายเป็นสองขั้วสงครามระหว่างนิกายซุนหนี่กับชิอะห์ เธอไม่มีทรัพยากร ไม่มีเงินทุน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมเลย แต่เธอลุกขึ้นแล้วประกาศผ่านอินเตอร์เน็ทไปว่า “รับสมัครวาทยกร”

ชายคนหนึ่งชื่อ พอล แม็คอลินดิน อ่านพบเรื่องราวของซูฮาลแล้วรู้สึกประทับใจมาก พอลอยู่ที่สก็อตแลนด์ เขาเห็นอุปสรรคนานัปการที่สาวน้อยคนนี้ต้องเผชิญแต่เธอก็ยังสู้ เขาชอบไอเดียเธอมาก แต่พอลก็รู้ดีกว่าถึงก่อตั้งวงออเครสตร้ายุวชนขึ้นมาในอิรักได้ก็ไม่มีทางไปแข่งกับวงยุวชนของชาติอื่นได้ เด็กๆ ในอิรักไม่ได้รับการศึกษาเรื่องดนตรีมานานมากแล้ว เครื่องดนตรีดีๆ ก็ไม่มี จะรวบรวมคนให้เป็นวงก็ทำไม่ได้ พอลก็คิดว่าต้องทำอย่างไรดีนะ แต่เขาก็รับปากซูฮาลว่าจะเป็นวาทยกรให้

หลังจากขบคิดไป พอลก็ได้คำตอบว่า ถ้าเราจะแข่งกับเด็กชาติอื่น โดยพยายามจะทำให้ได้เหมือนที่เด็กประเทศอื่นเค้าทำกัน มันไม่มีทางทำได้เลย ไม่มีทางที่วงของอิรักจะโดดเด่นแตกต่างขึ้นมาได้

พอลก็เลยใช้คอนเซ็ปท์ของ Blue Ocean ว่า จุดยืนของเราไม่ใช่การมีนักดนตรีฝีมือดีที่สุดหรือบรรเลงเพลงไพเราะที่สุด เพราะวงเราอาจทำแบบนั้นไม่ได้ แต่จุดยืนของเราคือสันติภาพและการรวมใจผู้คนเอาไว้ด้วยกัน เราจะสร้างวงออเครสตร้ายุวชนวงนี้โดยการรวมเด็กๆ ทั้งจากนิกายซุนหนี่และชิอะห์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าเด็กในชาติอยากสร้างประเทศนี้ให้เข้มแข็งไปพร้อมๆ กันทั้งที่เราแตกต่างกัน ไม่ใช่สู้รบกันไปมาเหมือนอย่างคนรุ่นพ่อแม่ หรือคนรุ่นปู่ย่าตายาย

และนั่นคือที่มาของวงออเครสตร้ายุวชนแห่งชาติอิรัก ซึ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อ BBC ให้สมญานามเด็กๆ กลุ่มนี้ว่า “วงออเครสร้าที่กล้าหาญที่สุดในโลก”

พวกเขาทำอะไรไม่เหมือนกับที่นักดนตรีทำเลย พวกเขาสร้างวิถีของตัวเองขึ้นมา และเริ่มออกเดินทางตระเวนแสดงไปทั่วโลก ซึ่งก็กลายเป็นวงออเครสตร้ายุวชนที่น่าจะมียอดฟอลโล่วผ่านทางโลกโซเชียลสูงที่สุดเช่นกัน เรื่องของซูฮาลเป็นเรื่องที่ฟังแล้วสร้างแรงบันดาลใจน่ะค่ะ วงนี้จะเล่นเพลงของอิรักทั้งที่แต่งโดยชาวเคิร์ดและชาวอาหรับ เล่นควบคู่ไปด้วยกันกับดนตรีของบีโธเฟนและบราห์ม ซึ่ง... มันเยี่ยมมาก


Marie: ตอนที่ได้อ่านเรื่องนี้ในเล่ม ฉันก็คิดว่า มันต้องมีคนนึกแน่ๆ ว่า “ก็ฉันไม่มีงบ ฉันไม่มีประสบการณ์ คนอื่นเค้ามีนั่นนี่กันและฉันไม่มีนี่นา” แต่เรื่องของซูฮาลมันแสดงให้เห็นจริงๆ ว่าถึงไม่มีทรัพยากรอะไรเลยก็ตาม แต่เจ้าความปรารถนาที่คุกรุ่นอยู่ข้างในมันมีแต่จะผลักให้เรารีบกระโดดเข้าไปในเกม อ่านแล้วก็ชอบหนังสือของคุณจริงๆ ค่ะ
Renee: ตอนที่หนังสือเล่มแรกของเราออกสู่ตลาด ก็จะมีคนอ่านบอกว่า “ก็ดีนะ อาจารย์ แต่ผมไม่ได้มีสตีฟ จ็อบส์เป็นซีอีโอนี่ ผมไม่มีนั่น ผมไม่มีนี่” ก็เลยทำให้ตอนเขียนหนังสือเล่มใหม่นี้ เราเปลี่ยนมาเขียนโดยเก็บข้อมูลจากองค์กรที่นำแนวคิด เครื่องมือ เฟรมเวิร์ค ของ Blue Ocean ไปประยุกต์ใช้แทนนะคะ เราศึกษาการทำงานของพวกเค้าและก็ให้คำแนะนำพวกเค้าไปพร้อมๆ กันว่าจะย้ายตัวเองไปสู่น่านน้ำใหม่ได้อย่างไร

ดังนั้น ทุกตัวอย่างที่อยู่ใน Blue Ocean Shift ก็จะแสดงให้คุณเห็นเองว่า... ดูสิ ขนาดเด็กสาวอายุ 17 นั่งอยู่ในประเทศที่มีแต่สงครามอย่างอิรัก ยังลุกขึ้นมาประกาศหาวาทยกรและเปลี่ยนแปลงประเทศ เปลี่ยนแปลงโลกของเธอได้เลย

ด้วยตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้ ทุกคนก็เป็นเพียงคนธรรมดาทั้งนั้น ทุกคนก็มีข้อจำกัดในแบบของตัวเอง แต่พวกเค้าก็เดินตามแผนที่การเดินทางนี้ แล้วก็พาตัวเองออกจากทะเลแดงเดือดไปสู่น่านน้ำสีครามได้

ทีนี้ คุณก็ไม่ต้องบอกแล้วว่า “ก็ฉันไม่ใช่สตีฟ จ็อบส์” 
ไม่ใช่สตีฟ จ็อบส์ก็ทำได้ ใครๆ ก็ย้ายตัวเองไปสู่น่านน้ำใหม่กันได้ทั้งนั้น

เราก็เลยเขียนเป็นหนังสือเล่มใหม่นี้ขึ้นมา บอกทาง บอกวิธี ให้เครื่องมือ ให้คำแนะนำว่าแบบไหนเวิร์ค แบบไหนไม่เวิร์ค จะหลบหลุมพรางได้อย่างไร จะคิดให้ต่างกับคนอื่นได้อย่างไร เขียนบอกไว้หมดเลยค่ะ

Marie: อยากให้เล่าเรื่อง Blue Ocean กับการตั้งราคา(Pricing) เพราะคนมักสงสัยว่าควรตั้งราคาสินค้า/บริการของตนเท่าไรถึงจะดี 
Renee: ได้เลยค่ะ ขอยกตัวอย่างธุรกิจโรงแรม เป็นทะเลแดงเดือดแบบไม่ต้องสงสัย แข่งขันดุเดือดมาก มีบทความในหนังสือพิมพ์บอกว่า ถัดจากสายการบิน ก็ต้องเป็นธุรกิจโรงแรมนี่ล่ะ ที่สมควรถูกตรวจสอบว่ามีค่าใช้จ่ายแฝงอะไรแฝงอยู่ในค่าบริการของโรงแรมบ้าง

ทีนี้ ก็เกิดมีเชนโรงแรมชื่อ citizenM เกิดขึ้นมา นำโดยผู้ประกอบการสองคน สองคนนี้ก็มองไปรอบๆ ว่าโรงแรมอื่นเขาทำอะไรกันบ้าง

หนึ่งในวิธีที่จะหยิบกลยุทธ์ Blue Ocean มาใช้ก็คือ สำรวจวงการ/อุตสาหกรรมที่เราอยู่ว่า สามารถแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม อะไรบ้าง

ผู้ประกอบการสองคนนี้ก็สำรวจ แล้วก็ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า “เอาล่ะ เราจะสร้างโรงแรมแบบที่หยิบส่วนที่ดีที่สุดของโรงแรม 5 ดาว (ซึ่งก็คือความหรูหรา) มาผสมกับส่วนที่ดีที่สุดของโรงแรม 3 ดาว (ซึ่งก็คือราคา) ได้อย่างไร?”

พอตั้งโจทย์แบบนี้ ก็คือการเปิดตลาดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนนั่นเอง พวกเขาสร้างตลาดใหม่ที่ชื่อว่า โรงแรมหรูในราคาที่คนเอื้อมถึง

โรงแรมในเชนของ citizenM ตั้งอยู่ในทำเลดีเยี่ยม หรูหรา ใช้เครื่องนอนชั้นเลิศ ผ้าปูที่นอนใช้เกรดเดียวกับโรงแรมห้าดาว ในราคาเข้าพักที่ลูกค้าจ่ายได้สบายกระเป๋า เพราะราคาเป็นแบบโรงแรม 3 ดาว

ทุกวันนี้ ยอดจองห้องพักอยู่ที่ 90% ซึ่งจัดว่าสูงกว่า 80% ของค่าเฉลี่ยโรงแรมอื่น
ระดับความพึงพอใจของผู้มาเข้าใช้บริการ อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยม-มหัศจรรย์
โครงสร้างต้นทุนราคาของที่นี่ เฉลี่ยต้นทุนต่อห้องต่ำกว่าโรงแรมอื่น 40% และต้นทุนค่าบริการต่ำกว่า 50% พอจะจินตนาการออกไหมคะว่าพวกเขากำไรขนาดไหน :-)

และนี่มาจากการ “เปลี่ยนคำถาม” แค่ทีเดียว ตรงนี้สำคัญมากๆ
ถ้าคุณอยากสร้างน่านน้ำสีครามของตัวเอง มัวแต่ดูว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ในสนามตอนนี้ไม่ได้หรอก คุณต้องมองออกไปข้างนอก ไปทำความเข้าใจใหม่ว่าเราจะเปลี่ยนวิธีการทำสิ่งนี้ได้อย่างไร


Marie: นี่เป็นสิ่งที่ฉันทำมาตลอด ฉันไม่พยายามทำเหมือนคนที่เคยทำมาก่อน และฉันคิดว่านั่นเป็นเคล็ดลับ่ความสำเร็จข้อหนึ่งของเรา ฉันได้รับอิทธิพลจากนอกวงการ ไม่ว่าจะแฟชั่น ดนตรี กีฬา วงการบันเทิง หรือการทำอาหาร หรือกระทั่งวงการที่ล้มไปแล้ว เราก็หยิบส่วนดีของมันมาใช้ได้
Renee: ใช่ค่ะ คุณต้องมองออกไปข้างนอก ในหนังสือ เราได้สรุปวิธีมองไว้ 6 วิธีว่าเราต้องมองไปที่ไหนล่ะเพื่อที่จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา เราควรเปรียบเทียบธุรกิจของตัวเองกับอะไร ควรทำตัวให้ตรงข้ามกับธุรกิจไหน เพื่อจะได้มุมมองดีๆ แนวคิดดีๆ ที่แตกต่างออกมาจะได้เอามาใช้สร้างตลาดใหม่ให้ตัวเอง โดยการเรียนรู้จากวงการอื่นข้างนอกนั่น

ถ้าเราอยู่ในธุรกิจโรงแรม เราก็อาจมองไปยังธุรกิจเหล็กว่าเค้าทำอะไรอย่างไร อุตสาหกรรมเหล็กอาจสอนวิธีดีๆ ในการสร้างโรงแรมให้เราได้ แต่มันคงเอามาใช้ในส่วนบริการของโรงแรมไม่ได้ เป็นต้นนะคะ


Marie: เครื่องมือที่มีประโยชน์สูงสุดชนิดหนึ่งเท่าที่ฉันรู้จักคือ Strategy Canvas (ผ้าใบกลยุทธ์) คุณช่วยอธิบายเรื่อง Strategy Canvas ได้ไหมคะ?
Renee: ที่ Strategy Canvas ทรงพลังมากก็เพราะว่า... อย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกในอเมริกาวันนี้ ซึ่งทุกคนบอกว่าตายหมู่ไปเรียบร้อยตั้งแต่มีอะเมซอน พวกเค้าก็ลองทำ Strategy Canvas ดู ถึงได้เห็นว่าตัวพวกเค้าเองนั่นแหล่ะที่พาตัวเองตกลงเหว ใน Strategy Canvas มันบอกหมดเลยว่าคุณกำลังต่อสู้อยู่กับอะไร คุณลงทุนไปกับอะไร สภาพการแข่งขันในตลาดเป็นอย่างไร ลูกค้าจ่ายเงินแล้วได้รับอะไรกลับไปบ้าง

ถ้าเรามองธุรกิจค้าปลีกวันนี้ สมมติไปห้าง Saks Fifth Avenue, Lord & Taylors’s, Bloomingdale’s แล้วคุณเก็บป้ายบอกชื่อห้างออกให้หมด คนก็คงบอกแทบไม่ได้ว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในห้างอะไรกันแน่ แต่ละห้างพากันแข่งด้วยปัจจัยเดียวกันหมด แต่ละห้างทำทุกอย่างเหมือนกันหมด และนั่นล่ะที่เส้นกราฟใน Strategy Canvas จะแสดงให้ดู มันยังบอกได้ด้วยว่า “ฉันต่างจากคนอื่นในตลาดไหมนะ” ถ้าในกรณีของธุรกิจค้าปลีกคือ ไม่ต่างเลย พวกเค้าไม่เคยทำอะไรต่างไปตั้งแต่ตอนที่ฉันอายุ 7 ขวบ ในขณะที่โลกเดินไปถึงไหนๆ คนในธุรกิจค้าปลีกยังทำเหมือนเดิม

Strategy Canvas ก็ให้ผลลัพธ์แบบนี้ล่ะค่ะ 
อยากรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหนในตลาด/ในวงการงั้นเหรอ? ก็วาดภาพนี้ออกมา จะได้เห็นกันให้ชัดไปเลย เพราะคนส่วนใหญ่ติดอยู่ในภาพมายาว่าพวกเค้ายืนอยู่อันดับนั้นอันดับนี้ในวงการของตัวเอง พวกเขาคิดว่าตัวเองแตกต่าง แต่พวกเขาไม่ได้ต่างกันเลย

แถมพวกเขายังไม่รู้ตัวอีกต่างหากว่าตัวเองเอาเงินไปลงทุนกับอะไร หลายครั้งมากที่คนไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่ไม่เพิ่มคุณค่าอะไรเลย ซึ่งคุณสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้นะคะเพื่อเปิดหนทางสู่โอกาสใหม่ๆ โดยการลดต้นทุน อย่าง citizenM เป็นต้น พวกเขาขจัดแผนกฟร้อนท์ (แผนกต้อนรับส่วนหน้า) ไม่ได้มีใครจำเป็นต้องใช้ฟร้อนท์นี่. ขจัดเบลล์บอย ไม่ได้มีใครต้องให้เบลล์บอยขนของให้นี่. คอนซิเอจ คนเดี๋ยวนี้เค้าก็ถามกูเกิลแทนหมดแล้ว. ด้วยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมี citizenM ลดต้นทุนไปได้มหาศาล
 

...มีต่อตอน 2 โพสต์ถัดจากนี้ค่ะ :-)

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ (^___^)v

Source:
สัมภาษณ์ Renee Mauborgne จากรายการ MarieTV
http://bit.ly/2ZqSG4x

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

PEACH-MSU
5 months ago
เนื้อหาน่าสนใจมากค่ะ ติดตามๆ
Reply