พูดออกทะเลไปเรื่อย
เป็นโสดทำไม ใครใครที่เขารักกัน
สุขศรีอยู่ทุกวี่วัน หอมแก้มกันหวานมันเป็นบ้า 
เราแพ้อีกแล้วว่ะ เรามีความสัมพันธ์ที่โครตเฮงซวย น่าสมเพช
เราจะไม่ยอมพูดว่า ชีวิตเราน่าสมเพช
เพราะว่าความสัมพันธ์ต่างๆ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต
มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
เราเพิ่งจะอายุแค่ 23 ปี
เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ที่เฮงซวยที่เจอมาไม่ถึงปีนี้ก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของชีวิตเราเองก็เท่านั้น 

จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เราต้องประสบพบเจอแต่กับความผิดหวังในด้านความสัมพันธ์
ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา นิสัยที่ชอบทำตัวเหมือนของตาย ชอบทำตัวไร้ค่า ก็ช่างเหอะ

ครั้งนี้ เรารู้ดีว่า เรายอมแพ้ ยอมแพ้ให้กับความสัมพันธ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ซึ่งมันคงไม่มีความสัมพันธ์ดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตของเราเหมือนกับใครๆ หลายคนอีกต่อไปแล้ว 

ตอนนี้มีแต่หัวใจที่ว่างเปล่า... เดียวดาย... แต่ไม่ได้เหงา...
คนอย่างเราจะเหงา ก็เพราะว่าอยากคุยกับคนๆ นึงแต่คุยไม่ได้เท่านั้นแหละ

ด้วยใจที่ว่างเปล่า... โดดเดี่ยว และสิ้นหวังในชีวิตความสัมพันธ์
กับการทำงานซึ่งถือว่าเรามีความสำคัญในระดับนึงขององค์กรหรือแผนก
เราชอบติดต่อประสานงานกับหลายๆ คน ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่า เราเป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อน (แต่คงไม่ถึงกับผลักดันหรอก) องค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า อารมณ์แบบเป็นฟันเฟืองที่สำคัญ
บางครั้งอาจไม่ได้ดูคูลขนาดนั้นแต่ว่าองค์กรก็ยังขาดเราไปไม่ได้
ตั้งแต่ที่เราเกิดมาครั้งนึงในชีวิต 
เราก็สัมผัสได้ว่า งาน เป็นอะไรที่มีคุณค่าต่อตัวเรามาก 
มันช่วยให้เราคลายความเหงา มันช่วยให้เราลืมหลายเรื่องหมองหม่นที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา
โดพามันเราหลั่งมาก เรารู้สึกกระปรี้ประเปร่าทุกครั้งที่ได้ทำงาน (ยกเว้นตอนที่โดนปลุกมากลางดึก -_-) เราทุ่มเทและจริงจังกับการทำงานอย่างค่อนข้างชัดเจน
มันเป็นอะไรที่สนุกมาก ผ่านไปเพียงครึ่งปีหลังจากครั้งแรกในชีวิตที่เริ่มต้นทำงานหลังเรียนจบ
เราค้นพบว่า เราเสพติดการทำงาน 
พูดอีกอย่างได้ว่า เรากลายเป็นคนบ้างาน 

เวลาที่เราเดินกลับหอตอนเย็น ตอนที่แสงตะวันมันย้อนมากระทบใบหน้า 
เราก็เพลิดเพลินไปกับความคิดที่ว่า การเป็นโสดและโดดเดี่ยว มันไม่ได้กระทบอะไรกับความสุขในชีวิตของเราเลย ถ้าหากเราได้ทำในสิิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับเรา ถ้าหากเราได้รับรู้ว่า เราคือคนสำคัญคนหนึ่งขององค์กร ถึงแม้ว่าเราจะโสดและโดดเดี่ยว เราก็ยังเป็นคนคูลๆ คนหนึ่งอยู่ดี 
โคตรภูมิใจอ่ะ แล้วเราก็สัมผัสได้ว่า ความสุข มันสามารถหาได้จากการทำงานจริงๆ นะ 
มันน่าจะเป็นความสุขที่คนมีคู่บางคน ไม่เคยได้รับรู้และสัมผัสได้เลยด้วยซ้ำ 
ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากความโรแมนติกหวานซึ้ง แต่มันคือความรู้สึกที่เจ๋งและคูล และเราก็คิดว่า ความรู้สึกนี้มันช่วยให้เรากลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ หากในอนาคต เราตกหลุมรักและอกหัก จะเป็นจะตายอีกครั้ง

เรารู้สึกอยา่งนั้นจริงๆ นะ 
พวกความทรงจำเจ๋งๆ คูลๆ ในชีวิตของเรายังมีอีกหลายแบบ...
เช่น ตอน ป.6 ที่เราอ่านการบ้านที่ครูให้เขียนเรียงความเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่หน้าชั้นเรียนจนจบ แล้วเพื่อนทั้งห้องปรบมือเสียงดัง อีกทั้งคุณครูยังบอกกับนักเรียนคนอื่นๆ ว่าการเขียนเรียงความที่ดีต้องเขียนแบบนี้นะ 
ตอนที่ ป.4 ที่คาบดนตรี ครูบอกให้ทุกคนร้องเพลงหน้าห้องคนละ หนึ่งเพลง
ตอนคนอื่นร้อง ยังมีเสียงคุยจอกแจกจอแจ แต่พอถึงตาเราร้อง ทุกคนเงียบมาก เราได้ยินแค่เสียงของตัวเองเท่านั้น แถมยังมีรุ่นพี่รุ่นน้องมายืนดูกันที่หน้าประตูทั้งฝั่งหน้าและหลังห้องกันเยอะแยะเลย มันเป็นอะไรที่ฟีลลิ่ง so good มาก 

เราขอบคุณเรื่องราวดีๆ แบบนี้ที่ทำให้เรากลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ในหลายๆ ครั้งที่เราเศร้าแล้วเรานึกถึงมัน มันทำให้เราเป็นคนที่เข้มแข็ง ถึงจะเป็นความเข้มแข็งที่ดูหลงตัวเองถ้าหากพูดถึงในสายตาคนอื่นก็เถอะ 

มันมักเป็นเรื่องราวที่เกิดจากความพยายาม ความสามารถ หรือความสร้างสรรค์ของเรา มันเกิดจากหัวใจของเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา จนทุกวันนี้ เรารู้สึกเหมือนเราได้เป็นเด็กอีกครั้ง ตอนที่เรารู้สึกว่า เรากำลังทำอะไรที่ทำให้เรามีคุณค่า มีความสำคัญ และประสบความสำเร็จ พวกความทรงจำดีๆ ทั้งหลายมันจะพรั่งพรูเข้ามาอีก สร้างความสุขเป็นทวีคูณ!

แต่ก็ไม่มีความสุขอะไรใดๆ ที่มันยั่งยืนจริงๆ หรอก ความรู้สึกพวกนี้มันไม่เที่ยง มันไป เดี๋ยวมันก็มา อะไรที่มันยั่งยืนจริงๆ ก็คงจะอยู่ตรงที่ว่า เรามีสติมากแค่ไหน หากกราฟของชีวิตมันขึ้นๆ ลงๆ โลดโผนอย่างกับ Roller coaster แบบว่า กลับมาตั้งหลักได้มั้ย กลับมาอยู่ในความสงบเพื่อให้มีสมาธิในการทำสิ่งที่สำคัญที่อยู่ตรงหน้าได้หรือเปล่า การกลับมาอยู่ตรงกลาง ไม่สุขไป ไม่ทุกข์ไป เหมือนกับใจที่ว่างเปล่าและนิ่ง มีความสำคัญมาก

เพราะฉะนั้น ชีวิตเราจะลงเอยด้วยความโสดตลอดกาลหรือไม่ มันไม่สำคัญอีกแล้วล่ะ
อยู่กับตัวเองยังไงให้มีความสุข มันเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

นี่ไม่ได้เป็นข้อสรุปเพื่อใครหลายๆ คนนะ 
มันเป็นแค่อะไรที่เราคิดว่าเหมาะกับเราที่สุดแล้ว 
SHARE

Comments