- (when I was just) a little girl
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงสอบไฟนอลของเด็กมหาลัยแล้ว
อยู่วันหนึ่งเราคุยกับพี่คนนึง

เราบอกเค้าว่า แปปๆเราก็จบปีหนึ่งแล้ว
ในใจตอนนั้นคือรู้สึกทึ่งตัวเอง 
ไม่คิดว่าจะผ่านปีหนึ่งมาได้ เหมือนข้ามลิมิตไปอีกขั้น ทั้งๆที่ก็แค่ปีหนึ่งเอง

อาจจะเป็นเพราะความที่ซิ่วมาแล้วครั้งนึงด้วย การที่เรียนเข้าปีที่สองก็แปลว่าเราไม่คิดจะซิ่วอีก แล้วก็อยู่กับ ณ จุดที่เราอยู่ตรงนี้ได้
ภูมิใจในตัวเองนิดๆ 



พี่เค้าก็บอกเราว่า 
โตขึ้นอีกนิดแล้วนะ
คิดไปคิดมาก็เป็นคำพูดที่น่ารักดี 

แล้วจากนั้นก็ถามเราว่า

อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งมั้ย ?
ตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยแหละ

ไม่อะ

พี่เค้าถามเราว่าทำไม
แต่ด้วยความขี้เกียจพิม ขี้เกียจอธิบาย
หรือความเพลียในดราม่าชีวิตตัวเองก็ตามแต่
เลยตอบเค้ากลับไปแค่ว่า
พี่อยากหรอถามจริง?

นึกย้อนไปถึงในช่วงอายุต่างๆ แล้วก็...

ความทรงจำเลือนลางที่จำได้คือตอนอนุบาล 
สมัยอนุบาลมีเพื่อนซี้ 3 คน
จำได้ว่าสมัยนั้นสนุกดี ครูให้นอนก็ไม่ยอมนอน เป็นช่วงเดียวที่รู้สึกว่าในชีวิตมีเพื่อนจริงๆ
แต่ว่าหลังเลิกเรียน 
ปกติโรงเรียนอนุบาลอะเนอะ พ่อแม่เค้าก็มารับลูกไวกัน แต่นี่ต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน 2 กะ ก็คือกะแรกเรียนหลังโรงเรียนเลิก กะต่อมาคือรอบเย็นลงไปอีก
ต้องเรียนแบบนี้ตลอดเพราะพ่อแม่ไม่ว่างมารับ ต้องอยู่เย็นกับครูสองคน ครูไม่ได้กลับบ้านเพราะต้องรอส่งเราเป็นคนท้ายๆของโรงเรียน

จำได้ว่ามีความสุขดีแหละช่วงนั้น แต่ก็ไม่รู้ทำไมไม่ได้รู้สึกอยากกลับไปเลย

ประถมต้น
ค่อนข้างมั่นใจเลยแหละว่าไม่ได้อยากกลับไปช่วงนั้นเพราะโดนย้ายโรงเรียน ร้องไห้ลั่นเลย 
เริ่มสงสัยแล้วแหละว่าเราร้องไห้เก่งด้วยรึเปล่า พอไม่สบายก็เลยยิ่งร้องหนักกว่าชาวบ้าน 555
เป็นช่วงชีวิตที่แทบไม่มีเพื่อนเลย คือจำได้ว่าตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอกเพราะใช้ชีวิตวันๆไปกับการอ่านหนังสือการ์ตูนความรู้อะไรพวกนั้น ไม่ก็โหนบาร์ โหนจนมือด้านไปหมด
แต่ก็แค่สงสัยว่าทำไมเวลาทำงานเราจะต้องเหลือเป็นเศษตลอด..

สมัยนั้น true vision ดังมากๆ ทุกบ้านต้องมีจานแดงๆติดบนหลังคาบ้าน
เพื่อนทุกคนมีการ์ตูนเน็ตเวิร์คดูที่บ้าน
แต่เราจะได้ดูแค่ตอนเฉพาะที่ไปบ้านคนอื่น เพราะบ้านเราไม่ติด
แต่ว่าบ้านย่าเรา พ่อเราเป็นคนติดต่อเรื่องทรูวิชั่นให้เพราะพ่อเราก็ทำงานทรู
ทุกครั้งที่เราไปบ้านย่า เราจะไม่อยากกลับเพราะชอบนั่งดูสารคดีสัตว์โลก ดูแล้วเพลินดี
เราเคยบอกพ่อว่าอยากให้พ่อติดให้บ้างที่บ้าน
จำได้ว่าตอนนั้นมันประมาณเดือนละพันกว่าบาท
พ่อบอกเราว่า
ตกวันนึงตั้ง 30 บาท ไม่คุ้มหรอก
วันไหนไม่ได้ดูขาดทุนแย่
ถ้าไม่ติดเดือนนึงประหยัดได้ตั้งเท่าไหร่
ปีนึงตั้งเท่าไหร่ 

ตอนสมัยนั้นเราก็ไม่ได้เข้าใจอะไรขนาดนั้นหรอก ไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อะเนอะ..
(เอาจริงๆโตขึ้นมาก็พอเข้าใจแหละ...
เข้าใจว่าที่บ้านซีเรียสเรื่องเงินแต่ไหนแต่ไร)

ที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเข้มงวดมากๆ ตอนนั้นเราไม่รู้ทำไมเป็นเด็กที่ไม่เอาไหนมากๆ ไร้ความรับผิดชอบสุดๆ จำได้ว่าจะผลัดงานมาไว้ทำที่โรงเรียนเพราะทำแปปเดียวก็เสร็จเลยบอกแม่ว่าไม่มีการบ้าน
แล้วมีอยู่วันนึงไม่ได้ส่งงาน ครูโทรหาแม่แล้วบอกว่าเราไม่ยอมส่งงาน แม่บอกว่าแม่ไม่รู้เรื่องเลย ถามทีไรก็บอกไม่มีการบ้าน
ตั้งแต่นั้นแหละ แม่เราก็เลยบอกว่าเรา
ขี้โกหก


และก็รวมไปถึงบอกครูประจำชั้นตอนป.3 ให้ช่วยดูแลเรา เพราะเราขี้โกหก
สมัยนั้นเราเป็นเด็กไม่เอาไหนเลยแหละ เรียนเกือบได้ที่โหล่ของห้องตลอด ก็จำได้ว่าไม่ได้ไม่อ่านหนังสือนะ แต่ก็ไม่รู้ทำไม...


ประถมปลาย
การเรียนยังห่วยแตกเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือจำได้ว่าเป็นคนไม่สามารถตั้งใจเรียนในห้องได้เลย เหมือนสมาธิสั้นอะไรแบบนั้น
เวลาถูกใช้ไปกับการอ่านหนังสือซะส่วนมาก พอคุยกับคนอื่นได้ แต่ไม่มีใครที่เราไปไหนด้วยเป็นจริงเป็นจัง

และก็เริ่มสงสัยว่าทำไมเพื่อนถึงได้มีชีวิตที่ต่างกับเราจัง
(โรงเรียนที่เราเรียนเป็นโรงเรียนเอกชนที่ค่าเทอมหลายหมื่นอยู่เหมือนกัน)
ทำไมเพื่อนล้วนเคยไปฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ?
ทำไมเพื่อนเคยไปดูดิสนีย์ออนไอซ์กันเกือบทุกคนเลยนะ ?
เราเคยขอให้พ่อแม่พาไปดู แต่เค้าบอกว่าบัตรแพงไป ดูแปปเดียวเอง

พอโตขึ้นมาหน่อยเริ่มมีเพื่อนคบเป็นกลุ่มเป็นก้อนตอนประมาณปอหกเห็นจะได้
และแน่นอน
ย้ายโรงเรียน

มัธยมต้น
แน่นอนว่าเราไม่ได้อยากย้ายเข้ามาหรอก 
ร้องไห้งอแงทะเลาะกับแม่อยู่หลายรอบว่าอยากเรียนที่เดิม เพราะเพื่อนอยู่ที่นั้น
ฉันไม่มีปัญญาส่งเธอเรียนหรอก
ปีๆนึงตั้งเท่าไหร่
เรามาอยู่ที่โรงเรียนนี้ได้ประหยัดไปตั้งเท่าไหร่?
กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีหาเงินเองได้เนี้ยะฉันลำบากแค่ไหน
เสียเงินไปตั้งเท่าไหร่?

บอกเลยว่าอยู่แรกๆอยู่ไม่ค่อยได้หรอก
แต่ก็พยายามปรับตัวอะเนอะ

ในที่สุดก็มีเพื่อนกะเค้า
แต่ว่าตอนนั้นมีเพื่อนแล้วทำนิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่

สักพักก็เลยโดนแบน

พอโดนแบนจากเพื่อนในห้อง สักพักก็มีเพื่อนต่างห้อง แล้วก็ทำในเราได้เจอกับรักแรกซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักของเพื่อนคนนี้


อยู่กันได้สักพักก็ทะเลาะกัน
เลยกลับมาคบเพื่อนในห้องเหมือนเดิม

ก็จำได้ว่าก็มีเพื่อนแหละ แต่ก็เป็นเพื่อนที่ค่อนข้างจะต่างกันมาก เพียงแต่ยอมรับกันและกันได้เท่านั้น 
ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเลยแหละ
ถ้าไม่นับรักแรกที่เค้าไม่แลอะนะ 55555

มัธยมปลาย
เพื่อนที่สนิทตอนม.ต้นไปอยู่ห้องเดียวกันหมด
แต่ว่านี่แยกมาคนเดียวเพราะเรียนอีกสายการเรียนนึง
เลยทำให้ย้ายมาอยู่กับเพื่อนในห้องซะมากกว่า
ก็สร้างกลุ่มใหม่ในห้องขึ้นมาอีกกลุ่ม

ค่อนข้างวุ่นวายเพราะต่างคนต่างสุดขั้วกันคนละข้าง มีปัญหากันตลอด

ตอนนั้นก็เริ่มสนิทกับเพื่อนในห้องแล้วก็ห่างกับเพื่อนต่างห้องมากๆ
ตอนมอห้าเป็นตอนที่ทำกีฬาสี พอมาทำงานนี่แหละถึงรู้ว่าจริงๆแล้วเราคงไม่ได้สนิทกับใครเลย ทุกคนโยนสิ่งที่ไม่อยากทำมาให้เรา
เราร้องไห้ เสียใจ ผิดหวัง

จนในก่อนหน้านี้หนึ่งปีจนถึงประมาณปัจจุบัน
ช่วงที่เราอยากกลับไปคงเป็นช่วงที่เราคบกับแฟนเก่า
ช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก และเราคิดว่ามันก็คงเป็นช่วงที่เรามีความสุขที่สุดตั้งแต่เคยมีมาแล้ว

แต่ช่วงเวลานั้นก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อทุกอย่างเปลื่ยนไป
เค้าทำร้ายจิตใจเราสารพัดและทิ้งเราไป



อย่างที่บอกแหละสำหรับเรา 
เราไม่ต้องการปุ่ม restart หรือ ctrl+z
เราแค่ต้องการ shut down มันซะ
(แบบไม่สามารถเปิดได้อีกนะ)
SHARE
Written in this book
ไว้อ่านเอง
ขอจดหน่อย ลืม
Writer
shadower
patient
past-time normal girl

Comments