ยี่สิบสามเมษา

ยี่สิบสาม  เมษายน  ปีที่ยี่สิบแปด


ชั่วชีวิต  ฉันไม่เคยขอของขวัญวันคล้ายวันเกิดจากใคร​ ไม่ว่าจะปีไหนๆที่ผ่านพ้น  อาจเพราะไม่ได้มองเห็นความจำเป็นต่อการเป็นผู้รับในเรื่องที่ว่า  อาจเพราะไม่เคยมีความต้องการที่อยากจะได้รับอยู่ในสมอง
ฉันไม่เคยร้องขอจะเอาของขวัญชิ้นไหนจากใคร  แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว  แม้แต่พ่อ​ 

แต่ฉันก็อดคิดถึงของขวัญวันคล้ายวันเกิดในปีนั้นที่ฉันเคยตัดสินใจขอจากพ่อไม่ได้​

ในวันคล้ายวันเกิดปีที่ยี่สิบหก​ 

  ฤดูร้อนเวียนมา  เข้าสู่กลางเดือนเมษา  ในวันที่มีฝนตกลงมา  เพียงแค่วันนี้ซึ่งไม่เหมือนวันไหน  

ยี่สิบสามเมษา  วันที่ฉันเกิด  

นับตั้งแต่เที่ยงคืน  ฉันหลับไม่ลง  ใจพะวงกลัวว่าจะได้ยินเสียงโทรศัพท์  ฉันไม่ต้องการที่จะรับสายใคร  ยิ่งถ้าหากปลายสายเป็นเสียงของใครก็ตามที่อยู่ในโรงพยาบาลซึ่งพ่อเข้ารับการรักษาอยู่ฉันยิ่งไม่ต้องการจะพูดคุยด้วย  แต่ก็ดูเหมือนว่าโชคยังคงเข้าข้างอยู่บ้าง  เพราะจวบจนกระทั่งรุ่งสาง  ก็ยังไม่มีปลายสายจากใครติดต่อมาถึง

ฉันเดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อดูแลพ่อเหมือนอย่างในทุกวัน  เกือบครึ่งเดือนแล้วที่ต้องไปมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล  เดินเข้าออกห้องไอซียูราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน  รวมถึงสายตาคู่นี้ที่ยังคงมองเห็นร่างพ่อนอนตาหลับไม่สนิทอยู่อย่างนั้น  สายออกซิเจนยังคงระโยงระยางอยู่บนร่างพ่อ  เครื่องวัดค่าความดันการเต้นของหัวใจยังคงทำงานอย่างรู้หน้าที่  นานนับครึ่งเดือนแล้วที่พ่อนอนเป็นเจ้าชายนิทราเพราะโรคบ้าๆอยู่แบบนี้ ราวกับสิ่งมีชีวิตน่าสมเพชที่ไม่มีวันได้รับโอกาสเจริญวัยไปสู่บั้นปลายแห่งความชรา  

หมอเข้ามาสรุปผลการรักษาให้ฟังเหมือนเคย  สั้นๆตามที่เข้าใจได้  ไม่มีทางหาย  มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว  หมดหนทางรักษา  หมดหนทางเยียวยา  และเป็นฉันเองที่เซ็นยินยอมให้หยุดการรักษา  ไม่ต้องให้ยา  ไม่ต้องให้อะไรที่จะทำให้ร่างกายพ่อบอบช้ำไปมากกว่าที่ควรจะเป็น  ยกเว้นออกซิเจนที่ช่วยประคองร่างกายพ่อเป็นสิ่งสุดท้าย  

เราไม่มีความหวังกับมันอีกต่อไปแล้ว นั่นคือเรื่องจริงที่ฉันพยายามทำใจยอมรับ ทำให้มันชิน

วันนี้พ่อหน้าดำคล้ำ  ดูไม่ค่อยดีจนใจฉันสั่น  ดูหนักกว่าวันที่พวกพยาบาลพยายามซีพีอาร์ช่วยพ่ออย่างกับแร้งทึ้ง  แต่ก็อย่างที่เห็น  คงไม่มีอะไรที่จะดูดีชวนให้มีความหวังไปได้มากกว่านี้  


"พ่อกำลังรออะไรอยู่เหรอ  นี่เรากำลังรออะไรอยู่งั้นเหรอพ่อ..."  



ฉันมองร่างพ่อ  พร่ำถามพ่อในใจ  แต่คำตอบก็รู้ๆกันอยู่  เราสองคนพ่อลูกรู้ดีว่าสิ่งที่เราต่างรออยู่่นั้นคืออะไร

แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไม่ใช่วันนี้  

"พ่อรู้ใช่มั้ยว่ามันจะต้องไม่ใช่วันนี้  พ่อรู้ดีว่านี่คือวันของฉัน  ดูปฏิทินนั่นสิ  วันนี้วันที่เท่าไหร่  ยี่สิบสามเมษาไงพ่อ..."

ฉันไม่เคยร้องขอจะเอาของขวัญชิ้นไหนจากใคร แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว แม้แต่พ่อ​ 

แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไม่ใช่วันนี้

"พ่อจะฟื้นมั้ย...  ถ้าไม่  ก็อย่าเพิ่งไป"  



ฉันจ้องมองพ่อด้วยความเจ็บปวด  พร้อมกับความต้องการบางอย่างที่ผุดขึ้นในใจ

"พ่อ...  ฉันขออะไรพ่ออย่างได้มั้ย..."



นี่อาจนับเป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิดชิ้นแรกที่ฉันร้องขอจากพ่อก็ว่่่าได้​ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉันต้องการ​ คืออย่าให้ความตายมาพรากพ่อไปจากฉัน​ มันจะต้องไม่ใช่วันนี้ ยี่สิบสาม​ เมษายน​ วันคล้ายวันเกิดของฉัน​ 
.
.
.
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความตายจะมาถึงตัวเราเมื่อไหร่​ แต่สำหรับความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับพ่อ​ มันทำให้ฉันรู้สึกไปว่า​ ความตายสามารถเดินทางมาถึงตัวพ่อได้ทุกวินาที​  แม้เพียงฉันกระพริบตามันก็อาจมาถึงได้... 

พ่อรู้มั้ย  ฉันได้แต่ภาวนา​ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงของวันที่ยี่สิบสามเมษา​ ขอให้พ่อมอบของขวัญให้แก่ฉัน​ อย่าให้การจากไปของพ่อเกิดขึ้นในวันที่ฉันเคยถือกำเ​นิด​ เพราะฉันคงจะรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต  คงทำใจไม่ได้หากวันที่ฉันเกิดเป็นวันเดียวกับวันที่พ่อตาย​ และหัวใจฉันคงแหลกสลายอีกหลายร้อยเท่าหากมันจะต้องเป็นไปแบบนั้น

เครื่องวัดค่าการเต้นของหัวใจไม่เคยคงที่  และมันคงไม่มีวันคงที่เหมือนเดิมได้อีกต่อไป

"แต่พ่อจ๋า..."
 
.

.

.


ยี่สิบสาม เมษา ปีที่ยี่สิบหก  ...เจ็ดวันหลังจากนั้น​ ในเดือนเกิดของฉัน​ พ่อก็จากไป
 
.
.
 
ในความเงียบงัน​ พ่อทิ้งของขวัญวันคล้ายวันเกิดปีที่ยี่สิบหกไว้ให้แก่ฉัน


...เกือบสองปีแล้วที่ลมหายใจของพ่อสูญหายไปจากโลกใบนี้ แต่ลมหายใจของฉันยังคงอยู่เพื่อเขียนถึงเรื่องราวนี้...






SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments

Yuyan
10 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ จากคนเกิดวันเดียวกันแต่คนละปี:)
Reply
SirJet
10 months ago
เป็นเรื่องราวที่ดีมากคับขอบคุณคับ
Reply
Pijikaa
10 months ago
เข้าใจใสนความรู้สึกนี้ค่ะ

Reply
TheNormalOne
10 months ago
เป็นกำลังใจให้นะ เกิดวันเดียวกันเลย ^^
Reply