ลาออกเฟิร์สไทม์
    จากอาการอ่อนแอจากการอดนอน จิตใจแห้งเหี่ยวจากการป่วยบ่อย เริ่มจะยิ้มไม่ออกต้องพยายามมีความสุขทั้งที่สมองมึนงงหงุดหงิดจากการนอนไม่หลับ
และเมื่อหลับก็ต้องตื่นไปขึ้นเวร นอนนะแต่นอนน้อยติดต่อกันมานานหลายปี  เราตัดสินใจเดินไปหาหัวหน้าแผนก เพื่อทำเรื่อง ขอลาออก หรือย้ายไปแผนกไหนก็ได้ ที่ทำให้เราได้กลับมานอนก่อนสี่ทุ่มเหมือนตอนเด็กๆ  ที่แม้จะดูผอมอ่อนแอขี้โรค 
แต่ไม่เคยต้องแอดมิทเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเลยสักครั้ง หัวหน้าคงค่อนข้างตกใจเพราะเราไม่มีสัญญาณของการลาออก ไม่มีปัญหากับเพื่อนร่วมเวร หรืออะไรใดๆ เลย และแผนกที่เราทำงานในโรงพยาบาลคือ แผนกไอซียูสำหรับทารกแรกเกิดซึ่งเฉพาะทางและมีเจ้าหน้าที่อยู่อย่างจำกัดและอัตรากำลังไม่เคยพอกับจำนวนเด็กทารกที่ป่วย

     จากการตัดสินใจที่อยากนอนกลางคืน ใช้เวลากลางวันทำงาน เลิกงานไปเจอเพื่อนบ้าง ออกกำลังกาย  ได้กินข้าวตรงเวลาเหมือนคนปกติที่ทำกันเป็นกิจวัตร หลังจากแจ้งความจำนง เราก็กลับมาทบทวนและหาทางออกให้ตัวเองหากเรายังอยากทำงานนี้  ได้ใช้ความสามารถที่อาจารย์และรุ่นพี่สอนให้ ทักษะต่างๆเกี่ยวกับทารกแรกเกิดที่กว่าจะทำได้ ทำเป็นขนาดนี้อยู่ รวมทั้งวุฒิการศึกษาที่จบมาได้ด้วยความพยายามอย่างมากกับสิ่งที่ไม่ได้ชอบและอยากซิ่วอยู่ร่ำไปนี้ด้วย

   แต่สมองที่กักเก็บความฝันที่อยากไปอยู่ต่างประเทศสักพักก็เปิดเผยตัวออกมา 
      เรารีบจับความฝันในอดีตที่กักเก็บไว้นานนั้นไว้ และลองค้นหาทางดูว่าเราสามารถทำอะไรกับหนึ่งความฝันนี้ได้บ้างไหม มันจะยากเกินไปหรือเปล่า 
อายุเราก็มากเกินกว่าโครงการเยาวชนต่างๆไปมากแล้ว โครงการอะไรก็ได้ที่จ่ายน้อยและได้อยู่นานที่สุด ปลอดภัยมีบ้านให้อยู่ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจเราคือ โครงการเลี้ยงเด็กที่เคยอ่านและแอบหาข้อมูลไว้เมื่อตอนเป็นนักศึกษาไง Aupair แต่อายุ 29 ย่าง 30ปี นั้น เราหมดสิทธิ์ที่จะเลือกหลายประเทศเลย ที่แน่ๆคือ อเมริกา (จำกัดอายุไม่เกิน 26ปี)
 
     หรือเราจะไปโครงการ work and holidays ที่นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ที่เพื่อนสนิทของเราสองคนกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมสอบ IELS อยู่ แต่พออ่านรายละเอียดโครงการ ที่ต้องทำงานและย้ายตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะต้องทำงานให้พอมีเงินเที่ยว 
ไม่ปักหลักประมาณนี้ และโควต้าการกดชิงสิทธิ์นี้คงยากพอๆ กับการจองบัตรคอนเสิร์ตพี่เป๊กผลิตโชค 
ที่บัตรหมดในชั่ววูบเทียนหรือระบบล่ม แค่ช่วงจังหวะเราเผลอกระพริบตา รวมทั้งแต้มบุญวัดดวงเราไม่ค่อยมี ขนาดจับของขวัญวันปีใหม่ให้ฟรีๆจากที่ทำงาน ในบรรดาพนักงานทั้งโรงพยาบาล เรายังได้กิ๊ฟวอยเชอร์หมดอายุ อ่านไม่ผิดหรอก วอยเชอร์หมดอายุจริงๆ 
เป็นเรื่องชวนอมยิ้มทุกครั้งที่วันปีใหม่เวียนมาถึง
แต่ถ้ามาวัดกันที่แต้มนกเราน่าจะนำโด่งในทุกๆทาง 

     เมื่อทำการค้นฟ้าคว้ากูเกิลพอสมควร ประจวบเหมาะกับถึงเวลาที่จะไปเขียนไปลาออก หรืออยู่ต่อตามที่หัวหน้าคงหวังดีและพร้อมหาทางช่วย เราตัดสินใจขอหัวหน้าย้ายไปแผนกผู้ป่วยนอกเด็กที่ทำงานในเวลากลางวัน ชั่วโมงสุดท้ายของการทำงานแต่ละวันคือ 20.00 น. ที่เราประเมินการแล้วว่าต่อให้การดูแลคนไข้ติดพันจนกว่าจะแล้วเสร็จในเคสที่ก้าวเข้ามารักษาเวลา 19.59 น. ก็ไม่น่าจะยืดเยื้อถึงเที่ยงคืนเหมือนเวรเช้าต่อบ่ายที่แผนกไอซียูทารกแรกเกิดแน่นอน (แต่พอเราย้ายไปสักพัก มีนโยบาลเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือ แผนกขยายเวลาเปิดถึง 22.00น. เราแทบทรุด)  
แต่ที่แน่นอนอีกอย่างของแผนกผู้ป่วยนอก คือไม่มีเวรดึก  ที่เริ่มทำงานตอนเที่ยงคืนถึงแปดโมงเช้าของอีกวัน สาเหตุหลักของการลาออกจากการเป็นพยาบาล NICU ที่ไม่สามารถอดนอนแล้วลงเวรมานอนไม่หลับไปสามวันเต็มๆ และเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันหยุดยาวที่แพลนไว้ว่าจะไปนอนโฮสเทลริมแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางกรุงเทพเมืองฟ้าอมร จิบเวอร์จิ้นโมจิโต ฟังเพลงช้าๆ นั่งมองผืนน้ำหยอกล้อกับเรือด่วนเจ้าพระยา 

นั่นคือฟางเส้นสุดท้ายของการลาออกจากอาชีพมั่นคงรายได้ดีมีงานทำหลังเรียนจบทันทีที่ใครๆคิดกัน รวมทั้งตัวเราเองด้วย 
 
     เราตัดสินใจย้ายไปแผนกผู้ป่วยนอกเด็ก และแจ้งกับหัวหน้าแผนกว่าเราย้ายมาที่นี่เพื่อเก็บชั่วโมงการดูแลเด็กโต และเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและทำให้นาฬิกาชีวิตกลับมาเดินแบบมนุษย์ปกติ เนื่องจากมีปัญหานอนไม่หลับ และยินดีที่จะเป็นพนักงานพาร์ทไทม์หากมีความจำเป็นที่จะรับพยาบาลเพิ่ม เพราะเราย้ายมาที่นี่เพื่อเตรียมพร้อมให้คุ้นชินและมีประสบการณ์ในการดูแลเด็กที่อายุมากกว่าแรกเกิดถึงหนึ่งเดือน และหัวหน้าแผนกผู้ใจดีก็ตกลงตามนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการหนีจากเวรเช้าบ่ายดึก มาอยู่ในดินแดนสแกนดิเนเวีย ประเทศสวีเดนที่ติดอันดับประเทศที่พลเมืองมีความสุขที่สุดในโลกจากผลการสำรวจของหลายๆ สถาบัน 

เราเองก็อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง?

     การเตรียมความพร้อมอย่างช้าๆชิลๆค่อยๆเป็นค่อยๆ ทำงานไปด้วย และอีกใจก็ร้องบอกว่า ถ้าปรับตัวได้ สามารถทำงานตามช่วงเวลาและภาระงานของแผนกเป็นแบบที่เราชอบ ก็อาจจะอยู่นานๆและพับโครงการฝันไกลทิ้งการอดนอนไว้ไปอยู่เมืองนอกไว้ก่อน เพราะงานที่มั่นคง รายได้ประจำ ไม่มีความเสี่ยงในการตกงานใดๆ เพื่อนร่วมงานน่ารัก 
เราโชคดีที่ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากการนอนไม่หลับของตัวเองหลังจากการอดตาหลับขับตานอนมานาน แค่นั้นเองปัญหาของเรา แค่นั้นจริงๆ

     พอปักหมุดความฝันมั่นเหมาะพร้อมกับตัดสินใจเลือกเอเจนซี่ที่เราจะฝากความหวังในการช่วยเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆหากมีข้อสงสัยไม่เข้าใจ เราเลือกเอเจนซี่ที่สำนักงานอยู่ใกล้เราที่สุด และมุ่งหน้าเข้าไปพูดคุยถึงการเตรียมตัวและขั้นตอนต่างพร้อมกับจ่ายเงินค่าดำเนินการ จริงๆการสมัครออแพร์สามารถทำได้เอง เพื่อนชาวต่างชาติที่เรารู้จัก งุนงงมากที่โซโล่แบ็คแพ็คเกอร์แบบเราพึ่งพาเอเจนซี่ 

    เหตุผลหลักๆคือ เราไม่มีญาติหรือคนรู้จักใดๆอยู่ที่สวีเดน และหากเกิดอะไรขึ้น เช่น โฮสแฟมเฉดหัวออกจากบ้านเหมือนนางเอกในละครไทยหลังข่าวหรือตามกระทู้รีวิวต่างๆที่เคยอ่าน คงไม่ไหวแน่ อากาศและทุกอย่างแตกต่างไม่เหมือนบ้านเรา 

การมีใครสักคนที่รู้จักในที่ไม่คุ้นเคย น่าจะอุ่นใจกว่า ยิ่งในสภาพอากาศหนาวขั้วโลกแบบนั้น 

     ด้วยความที่เราเป็นพยาบาลทารกแรกเกิดที่ทำงานมา6ปี มีประสบการณ์การดูแลเด็กทารกแล้ว ไม่ต้องไปเก็บชั่วโมงการดูแลเด็กอีกถ้าใครอยากไปโครงการนี้ต้องไปเก็บชั่วโมงให้ครบและได้ใบรับรองจากเดย์แคร์มา ส่วนเราก็ไปขอไปรับรองการเป็นพยาบาลทารกแรกเกิดที่ทำงานมากี่ปีจากฝ่ายบุคคลแต่ถ้าลองคำนวณ เอาแค่วันละ 8-16 ชั่วโมง 6 ปี ไม่น้อยเลย ได้เวลาที่จะลองทำงานแค่ 5 ชั่วโมงต่อวันดู  

จะทำได้ไหม ให้คุกกี้ทำนายกัน?  


 
SHARE
Written in this book
SWEDENเป็นอยู่คือ
บันทึก gap year ของผู้หญิงที่ลาออกจากงานประจำมาอยู่สวีเดน
Writer
LiteMuggle
Little muggle in the big world
ชอบอ่าน เดินทาง วิ่งเล่นในความทรงจำ

Comments