ซ้ง-คนไม่มีแฟน กับ ซิน-คนมีแฟน (2)
"ไปดูหนังเรื่อง 'ระฆังกลอเรีย' กัน" คือคำทักทายจากซินหลังจากทริปงานหนังสือ 3 วัน
"ฉิบหาย" ซ้งไม่ได้พิมพ์คำนี้ไป แต่อุทานในใจแบบโคตรดัง

หนังม้วนเดิม ซ้ำรอยเดิม เพิ่มเติมคือคราวนี้ไปดูหนัง และการดูหนังกับสาว 2 คน เท่ากับ เดท เป็นสมการพื้นฐานในหัวซ้ง ทำให้ซ้งเริ่มกลัวใจตัวเอง แต่กลัวแฟนซินมากระทืบมากกว่า ด้วยเหตุผลกลใดซินถึงมาถามแบบนี้ก็ไม่ทราบได้ ซ้งจึงตอบกลับไปว่า

"เอาสิ อยากดูเรื่องนั้นเหมือนกัน"
(ฟรัค มี!) ซ้งอุทานในใจแบบโคตรดังด้วยสำเนียงเนทิฟไทย-อเมริกัน 
ภารกิจของซ้งเริ่มต้นขึ้นในวันถัดมา คราวนี้บีบคั้นกว่าเคยเพราะโรงหนังที่จะไปดูกันดันไม่ติด BTS (โรงอื่นไม่มีรอบแล้ว) ซ้งเลยต้องอาสาขับรถรับซินไปด้วยกัน

แม้ภายนอกซ้งจะยิ้มและคุยอย่างเป็นกันเอง แต่พวงมาลัยรถรู้ดีว่าซ้งกำลังเครียด เพราะเหงื่อมือมึงอาบพวงมาลัยจนลื่นหมดแล้ว! แต่ซ้งก็รู้ตัวเช่นกันว่าถ้าภารกิจนี้จบลงโดยไม่มีอะไรเกินเลย เขาจะได้เพื่อนดีๆ ที่คุยถูกคอเพิ่มอีกคน และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซินจะมีกำแพงคำว่า "เพื่อน" ที่ชัดเจนและแข็งแรงกว่าเดิม

บรรยากาศการดูหนังผ่านไปอย่างเรียบง่าย ซ้งกับซินนั่งข้างๆ กัน ต่างคนต่างดู ต่างคนต่างกินป๊อปคอร์น หนังสนุกดี และเมื่อหนังจบ ซ้งก็รู้ทันทีว่าภารกิจสำเร็จแล้ว และเขากับซินจะไม่มีวันวู่วามเด็ดขาด ซ้งมั่นใจว่าเขาได้ตั้งกำแพงตระหง่านเพื่อกำหนดอาณาเขตของคำว่าเพื่อนชัดเจนดีแล้ว เขาจึงอาสาจะไปส่งซินที่บ้าน เพราะบ้านซินค่อนข้างไกลและนี่ก็ดึกแล้ว จะอันตรายเอา

เมื่อขึ้นรถ ซ้งต่อมือถือกับลำโพงบลูทูธบนรถ เปิดเพลงที่คุ้นเคย และออกรถไปตามถนนยามค่ำคืนที่สงบเงียบ พวงมาลัยไม่เปียกเหงื่อจากมือของเขาอีกแล้ว

อย่างไรก็ดี โชคชะตาคงเห็นว่าเงียบเกินไปเลยส่งเสียงริงโทน กริ๊งๆ จากมือถือซ้งมาโปรด ซ้งจึงนึกขึ้นได้ว่า "ฉิบหาย! (คราวนี้ไม่ได้คิดในใจแต่อุทานออกมา) นัดเพื่อนคุยงานไว้นี่หว่า!"

"รับสายสิ" ซินรีบตอบ เมื่อซินอนุญาต ซ้งจึงไม่เกรงใจและรับสาย และบทสนทนาก็เป็นดังนี้

"จ๋าเพื่อนๆ กูขอโทษน้า กูออกมาดูหนังแล้วเวลามันเลยๆ มา"
"มึงไปดูหนังกับใครไอ้ซ้ง" เพื่อนๆ แย่งกันดุแต่ใจความประมาณนี้
"เพื่อนน่ะ" ซ้งกลืนน้ำลายก่อนตอบกลับ
"เพื่อนไหน?"
"เพื่อนใหม่จากอีแอพฯ นั้นแหละ"
"มึงหลอกเย็xเขาใช่มั้ย!"

...

"ฉิบหาย" 
ซ้งไม่แน่ใจว่าการคุยงานจบลงตรงไหน เพราะเขาทำเป็นคลื่นมือถือพังอย่างในหนังละคร แล้วรีบตัดสายทิ้งทันทีที่ประโยคคำถามพิลึกพิลั่นหลุดออกมา

ซ้งหัวเราะแห้งๆ ไม่ได้มีอะไรตลก แต่ซ้งกำลังคิดว่ามิตรภาพอันดีระหว่างเขากับซินถูกป่นเป็นผุยผงแล้วแน่นอน เสียงหัวเราะแห้งๆ ค่อยๆ กลายเป็นรอยยิ้มเจื่อนๆ จนความเงียบเริ่มครอบงำบรรยากาศในรถ

"ขอโทษด้วยนะ เพื่อนเรามันปากหมาน่ะ" ซ้งไม่ได้พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ แต่เขาคิดแบบนั้นจริงๆ และเขาคิดว่าคำขอโทษเท่าไหร่ก็ไม่พอกับการที่ซินถูกละลาบละล้วงด้วยถ้อยคำแบบนั้น

"ไม่เป็นร๊าย เราเข้าใจ เพื่อนๆ เราก็ปากหมาทั้งนั้นแหละ ฮ่าๆๆ" ไม่ว่าคำตอบของซินจะหมายความตามนั้นจริงๆ หรือไม่ แต่ซ้งก็ยังเกร็งและละอายใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดี

ประโยคที่เพื่อนถามยังคงดังต่อไปในความเงียบบนรถ ซ้งยังเกร็ง ไม่กล้าแม้แต่จะออกเสียง ซินคงสังเกตเห็นจึงทักขึ้นถามว่า "รู้มั้ยทำไมเรามาเล่นแอพฯ หาคู่?"

ซ้งเบิกตาโพลงขึ้นด้วยสงสัย ความจริงตั้งแต่รู้จักกันมาเขายังไม่ได้ถามสิ่งนี้กับซินเลยนี่นา เขาจึงหันไปหาซินแว่บหนึ่งและเอ่ยปากถามบางอย่างขึ้นก่อนจะรีบหันกลับมามองถนน "นั่นสิ ทำไมอะ"

"เราทำงานสายสถาปัตย์ ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลากับแบบแปลนและลูกค้า เราเลยไม่มีเวลาเจอคนใหม่ๆ ในชีวิตมากนัก สุดท้าย พอเริ่มเหนื่อยหน่ายกับชีวิตและชุดความคิดที่จำเจ เราเลยหาวิธีพบเจอคนใหม่ๆ โดยไม่ต้องพาตัวเองออกไปที่ใหม่ๆ และวิธีที่สะดวกที่สุดที่จะทำแบบนั้นได้ ก็คือเล่นแอพฯ หาคู่"

ซ้งไม่ปฏิเสธ กลับกัน เขาเข้าใจดีว่าการจะผูกมิตรกับคนใหม่ๆ ในวัยทำงานเป็นเรื่องยาก เพื่อนที่ทำงานมีโอกาสจะพัฒนาเป็นเพื่อนจริงๆ ได้ แต่ไม่ว่ายังไง เพื่อนที่ทำงานเพียงเกือบใช่เพื่อน เพราะการรู้จักกันจากการทำงานย่อมมีเงื่อนไขผูกมัดไว้ เราเป็นเพื่อนกัน เพราะเราต่างมีผลประโยชน์ทางการงานร่วมกัน

ซ้งค่อยๆ อธิบายความคิดเรื่องนี้ออกไป ก่อนจะค่อยๆ พูดคล่องขึ้น เป็นสัญญาณว่าความกังวลได้คลายลงแล้ว รู้ตัวอีกที พวกเขาก็กลับมาคุยกันด้วยจังหวะบทสนทนาที่เข้าขาอีกครั้ง ต่อมุกโบ๊ะบ๊ะ และแซวกันไปมาอย่างสนุกปาก

ในใจซ้งเขายังหวังว่าเพื่อนๆ ปากหมาจะไม่ได้พูดแบบนั้นออกไป แต่คำพูดบ้าๆ บอๆ นั้นก็เป็นเหมือนหนามแหลมให้ซ้งต้องก้าวผ่าน โดนทิ่มแทงนิดหน่อยพอเป็นแผล เพื่อรอกำลังสนับสนุนมาซับเลือดและแก้สถานการณ์ ซินทำได้ดี เพื่อนบางทีก็ปากหมา ผิดนัด ทำตัวเด็กโข่ง แต่เพราะแบบนี้แหละ เราถึงเป็นเพื่อนกัน

ซ้งส่งซินถึงบ้านอย่างปลอดภัย แยกย้าย ไม่มีอะไรมหัศจรรย์กว่านั้น มีเพียงคำว่า "ขอบคุณ" และ "วันนี้สนุกดีนะ" พร้อมรอยยิ้ม

"นี่ข้าวตั้งแต่เช้า ยังกินไม่หมดเลย 55555" คือคำทักทายจากซินในเที่ยงวันรุ่งขึ้น
"ฉิบหาย" ซ้งอุทานในใจ และครั้งนี้เขาพิมพ์ออกไปแบบนั้น
SHARE
Written in this book
สถานการณ์เกือบสมมุติ
รวมเรื่องสั้นที่ไม่นึกว่าจะเป็นจริงแต่ก็ไม่ใช่ความฝัน

Comments