เมื่อผมเดินทางกลับบ้าน
ผมวางแผนลาออกไว้ปลายปีนี้ แต่กำลังอยู่ในช่วงของการวิเคราห์ในการลาออกในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวรู้อยู่แล้วว่าที่ลาออกเพราะต้องการกลับไปทำอะไรเองที่บ้านเกิด แต่ถึงอย่างนั้นก่อนจะออกไปผมต้องพิจรณาให้รอบด้านเสียก่อน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจในภายหลัง กับการตัดสินใจที่ผิดพลาด 
.
ช่วงสงกรานต์ผมเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน จึงได้มีโอกาสที่จะปรึกษากับญาติพี่น้อง ในการตัดสินใจที่จะกลับไปทำงานที่บ้านของผม ความเห็นแบ่งออกเป็นสองฝั่ง 

ลุงกับป้าของผมอยากให้ผมทำงานเก็บเงินให้มากก่อน อีกซัก 10-15 ปีค่อยตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านก็ไม่สาย เพราะในตอนนี้หน้าที่การงานและเงินเดือนก็ถือว่าอยู่ในเกณที่ดี โอกาสที่จะเติมโตในสายงานก็เป็นไปได้สูง 

ตากับยายและน้าก็แน่นอนว่าอยากให้กลับมาอยู่ ถึงเงินเดือนจะไม่มากเท่าที่ควร แต่ในส่วนค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย เรามีบ้านมีข้าวกินโดยไม่ต้องซื้อหามากนัก 
.
สำคัญคือผมบอกว่าไม่ต้องการที่จะหางานประจำทำ
แล้วเลือกที่จะทำตามแบบฉบับของเทรนด์ในปัจุบันคือทำการเกษตร ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวผมถึงต้องการเช่นนี้ จึงทำให้ทุกคนค่อนข้างเป็นห่วงอนาคตของผมเป็นอย่างมาก แต่ผมกลับรู้สึกว่าความพอดีกำลังเรียกหาผม 

ถึงแม้มันจะล้มเหลว
ผมขอล้มในตอนที่ผมยังอายุแค่นี้
ดีกว่าหากผมอายุมากแล้วล้มเหลว
ผมกลัวว่าจะไม่มีแรงแก้ไขมัน

: ผมได้บอกกับทุกคนแบบนี้

ความต้องการของผมอยากให้ญาติพี่น้องที่ผมรัก ได้มีรายได้ที่มั่นคงในบ้านเกิด จนนำมาสู่การจูงใจให้ทุกคนหันมาตระหนักถึงการได้ใช้เวลาอันมีค่ายิ่งอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ผมไม่ต้องการกลับบ้านแค่ในวันที่ต้องไปงานศพญาติพี่น้องผม แต่ผมต้องการอยู่ใกล้ท่านในวาระสุดท้ายที่จะมาถึง ผมคงไม่อาจบอกใครต่อใครว่าเราควรให้ค่ากับครอบครัวมากกว่าการงานได้ หากตัวผมเองนั้นยังคงยึกติดกับการงานอย่างที่เป็นอยู่
.
สิ่งที่แย่ที่สุดในวัยเด็กสำหรับผมคือการไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อย่างเช่นแม่ผมที่ไม่ได้อยู่กับตายาย มันเป็นวงจรที่มีมานานและยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ 
.
การที่คนหนุ่มสาวออกไปทำงานในเมืองใหญ่ พบรักแต่งงาน มีลูกนำลูกมาให้พ่อแม่ ที่อยู่ต่างจังหวัดเลี้ยงดูแล้วส่งเงินมาให้ใช้ในทุกเดือน คือสิ่งที่ทำลายเด็กอย่างร้ายกาจ
.
เคยถามเด็กซักครั้งมั้ยว่า สิ่งที่พวกเค้าต้องการคืออะไร ผู้ใหญ่อย่างเรามักตัดสินใจแทนเด็กว่าสิ่งไหนคือสิ่งดีที่สุด ทั้งๆที่ผู้ใหญ่ก็เคยเป็นเด็กมาก่อน แต่กลับยังทำแบบเดิมโดยคิดว่านั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับลูกและตนเอง
.
แต่หารู้ไม่ในการเลี้ยงดูแบบผู้สูงวัย มันใช้ไม่ได้กับในยุคปัจจุบัน เด็กที่เติบโตมาในแวดล้อมแบบนั้นไม่แปลกที่จะมีปัญหา ผมขอความกรุณาอย่าโทษที่ตัวเด็กหรือเพื่อนฝูงที่เค้าคบหา แต่ขอจงมองย้อนกลับไปในตัวผู้ใหญ่อย่างเราที่ได้ทำการอันร้ายกาจเช่นนี้ไว้
.
ผมผู้ซึ่งเติบโตมาในการเลี้ยงดูแบบนั้นหรือหนักกว่า เพราะผมต้องอยู่บ้านคนเดียวมาตั้งแต่อายุได้สิบสามปี ยังจำความรู้สึก ความคิดและสังคมในช่วงเวลานั้นได้ดี โชคดีที่ผมพบอาจารย์ที่ดีในการอบรมผม จึงเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ 
.
ผมจึงอยากกลับบ้านด้วยปัจจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผมต้องกลับไปค้นหาความสุขในรูปแบบของตัวเอง ผ่านการได้ออกจากพื้นที่ปลอดภัยในทางการเงิน ไปสู้ในพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิญญาณของผม และจะพยายามสร้างรายได้บนพื้นฐานของการสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น
อย่างสุดความสามารถ เพราะผมเชื่ออย่างยิ่งว่า

ความหมายของชีวิตคือการได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
27.04.19

SHARE
Written in this book
Notes to my self.
เราตกอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่บีบบังคับ ให้เรานั้นหลงลืมอะไรบางอย่าง นั้นคือ ตนเอง . โปรดจงรู้ว่าเมื่อคุณนั้นเข้ามาอ่าน เรากำลังค้นหาตัวเองไปพร้อมกัน

Comments

pimsiri
6 months ago
นับถือในความคิดและการตัดสินใจของคุณค่ะ หลายคนคิดแบบคุณแต่ไม่กล้าทำจริงๆ ขอให้คุณประสบความสำเร็จในทางที่เลือกและอย่าลืมความตั้งใจของคุณนะคะ
Reply
JO-O
6 months ago
ครับผม ขอบคุณที่อวยพรและเข้ามาอ่านครับ
Gnae
5 months ago
บอกตัวเองแบบนี้เหมือนกันค่ะ ถ้าเราทำงานมีเงินใช้มากๆ แต่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวที่เรารักชีวิตก็เหมือนว่างเปล่า
Reply
Woraphoomi
3 months ago
ผมทำแบบนั้น เมื่อตอนอายุ 30 
และ ตอนนี้ผมอายุ 44 ปี
ถ้าเราทำตามความฝัน แม้มันจะยังไม่ถึงเส้นชัย (เพราะเส้นชัยไม่มีอยู่จริง)
ระหว่างที่ดำเนินไปนั้น สำคัญพอๆ กับ การตัดสินใจในวันนั้นของผม 
หรือ ในวันนี้ของคุณผู้เขียน
คำว่า โชคดี อาจจะไม่ได้มีกันทุกคน แต่ขอให้คุณเดินทางอย่างมีสติ และค้นหาความรู้ 
จากเครื่องมือของยุค 2019 นี้ ความรู้ และครูบาอาจารย์ที่แนะแนวทางชีวิตให้มีสุข
และ ทำประโยชน์ให้ผู้คน อย่างที่คุณฝันไว้ครับ 

โชคดีมีชัย พร้อมกับคำว่า สติ ครับผม

Reply
JO-O
3 months ago
ผมคงไม่เสียใจกับผลที่ตามมาแน่หากทุกการตัดสินใจ เต็มไปด้วยสติ
ิขอบคุณอาจารย์มากครับ