อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือ 21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21
ชีวิตในศตวรรษนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดเลยนะครับ และถ้าคุณคิดว่ามันยากแล้วที่จะใช้ชีวิตในศตวรรษนี้ แต่เหมือนว่าความเป็นจริงที่น่าจะเกิดขึ้นนั้นกลับยากยิ่งกว่าจะจินตนาการไหว จนผมคิดว่าที่คิดๆกันว่า “ยาก” อยู่แล้วนั้นอาจจะกลายเป็น “ง่ายไปเลย” เมื่อเจอกับความน่าจะเป็นที่จะถาโถมเข้ามาดุจพายุทั้งหลายด้านพร้อมๆกัน

หนังสือเล่มนี้บอกถึง 21 สิ่งสำคัญที่น่าจะเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ ในศตวรรษที่เราส่วนใหญ่จะมีอายุยืนกว่าคนในวันนี้มาก หรือเอาง่ายๆว่าถ้าค่าเฉลี่ยของอายุคนในวันนี้อยู่ที่ 70 กว่าปี แต่เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นไปน่าจะอายุยืนกันถึง 100 ปีเป็นเรื่องปกติ แล้วเมื่อเราอายุยืนขึ้นแต่การใช้ชีวิตกลับยิ่งยากขึ้นอย่างที่ยากจะจินตนาการได้ แต่หนังสือเล่มนี้ก็พอให้แนวทางที่น่าสนใจและก็มีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อยที่ให้เราได้เตรียมตัวรู้เพื่อจะรับมือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น หรือถ้าไม่เกิดขึ้นก็ถือว่าโชคดีเสียด้วยซ้ำ

ผมว่าหนังสือเล่มนี้ถ้าคุณได้อ่านหนังสือ “ทางรอดในโลกใบใหม่ แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของ Klaus Schwab” ได้อ่าน “รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ” ได้อ่าน “บิ๊กดาต้า มหาประลัย Weapons of Math Destruction” หรือแม้แต่ Sapiens ในช่วงบทท้ายๆ รวมถึงหนังสือแนวอนาคตศาสตร์มาบ้าง หนังสือเล่มนี้จะช่วยปะติปะต่อข้อมูลทั้งหลายที่คุณเคยรู้มา รวมถึงให้ข้อมูลในมิติใหม่ๆเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้คุณประกอบร่างเห็นภาพอนาคตอันใกล้ที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นครับ

เนื่องจากหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหากว่า 400 หน้า ไม่นับรวมส่วนเชิงอรรภกว่า 50-60 หน้า ผมขอสรุปแต่ละบทเรียนออกมาเป็นส่วนสั้นๆ(หวังว่าจะไม่เผลอยาวอีก)ออกเป็น 21 และตามด้วยบทสรุปส่งท้ายในมุมมองของผมเองสำหรับการสรุปหนังสือเล่มนี้ครับ

21 Lessons for the 21st Century มีดังนี้ครับ

บทที่ 1 Disillusionment, The end of history has been postponed การขจัดภาพลวงตา เมื่อจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ถูกเลื่อนออกไป

ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่า “เสรีนิยม” คือจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ทางการเมืองโลก หลังจากคอมมิวนิสต์นั้นล่มสลายไปจากการการแตกตัวของโซเวียต หรือความพยายามในระดับนานาชาติที่ทำงานหนักมากในการรวมโลกให้เป็นหนึ่งด้วยองค์กรระดับโลกต่างๆมากมาย แต่กลับค่อยๆเกิดรอยแยกแตกสลายออกมาจากการเชื่อมโยงที่พยายามมาอย่างหนัก

Brexit ที่อังกฤษต้องการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือจากนโยบาย Make America Great Again จากการตัดขาด Mexico ออกจากสหรัฐด้วยกำแพงใหญ่ยักษ์ยาวตลอดแนวชายแดนหลายพันกิโลเมตร เพราะกลัวว่าผู้อพยพจะเข้ามาแย่งงานคนอเมริกาทำ หรือหลายประเทศเสรีที่รวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรปที่บอกว่าความหลากหลายคือหัวใจสำคัญ แต่กับกีดกันเหล่าผู้อพยพมากมายที่พยายามหลั่งไหลเข้ามา

ในความเป็นจริงแล้วคนอเมริกันอาจจะกลัวผู้อพยพมากเกินไป กลัวว่จะโดนชาวต่างชาติเข้ามาแย่งงานทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีที่ดีขึ้นจากการพัฒนาภายในประเทศนี่แหละที่จะเป็นตัวแย่งงานเค้าไปไม่ใช่ผู้อพยพ

Algorithm จะกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่หลายพันล้านคนต้องตกงานในอนาคต กำแพงกั้นระหว่างประเทศไม่มีค่าเมื่อ data ที่สร้างมูลค่าไม่รู้จบสามารถส่งออกข้ามกำแพงไปได้โดยไร้ปัญหา หรือความเป็นจริงไม่ใช่แค่กำแพงทางกายภาพที่ Donald Trump ควรสร้าง แต่ควรเป็นกำแพงกั้นข้อมูลระหว่างประเทศที่เรียกว่า Firewall ต่างหากที่ควรมี

ภาษีก็ต้องวิวัฒนาการตามให้ทันยุคสมัย ไม่ใช่แค่การเก็บตามมูลค่าการจับจ่ายใช้สอย แต่ควรเก็บตามปริมาณ data ที่มีค่าดั่งเงินทองทุกวันนี้ เหมือนที่ผมเห็นข่าวว่า กสทช จะทดลองเก็บภาษีตามปริมาณการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตเป็นชาติแรกของโลก ผมว่าเรื่องนี้น่าชื่นชมและอาจจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้ทั้งโลกต้องทำตามก็ได้ใครจะรู้ครับ

และจากการที่ Donald Trump ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก็บอกให้รู้ว่า คนอเมริกาส่วนไม่น้อยนั้นอาจจะเหนื่อยจากการวิ่งตามกระแสโลก อยากจะหยุดเวลาไว้ที่วันวานที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีต และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะหลายประเทศในโลกก็เริ่มมีความคิดแบบนั้น ชาติอิสลามหลายประเทศก็เริ่มความคิดที่ว่าจะนำรูปแบบการเมืองการปกครองในสมัย 1,400 ปีก่อนกลับมาอีกครั้ง เพราะบางทีนั่นอาจเป็นเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยของมนุษยชาติทั้งหมดก็ได้

เพราะอำนาจของโลกในวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่นักการเมืองหรือรัฐบาลเหมือนวันวาน แต่กลับขึ้นอยู่ในมือของ Algorithm ที่สร้างขึ้นโดยวิศวกร หรือโปรแกรมเมอร์อีกที

วันนี้ Algorithm ของ Facebook, Google, Amazon หรือ Baidu นั้นถูกเก็บงำเป็นความลับยิ่งกว่าสูตรการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ทั้งที่คนทั้งโลกใช้งานมันทุกวันเป็นประจำ แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่ามันทำงานอย่างไร เราปล่อยให้ Algorithm ชี้นำชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆจนแทบไม่มีใครคิดจะคัดค้านกับเรื่องนี้เลย

เราจะคิดอย่างไรถ้าวันหนึ่งข้างหน้าผู้พิพากษานั้นกลายเป็น AI เต็มตัว หรือการจะของบประมาณในการเริ่มโครงการอะไรซักอย่างต้องผ่าน Algorithm คิดประเมินให้ว่าได้หรือไม่ได้

นี่คือความน่ากลัวของเทคโนโลยีที่เราประเมินมันต่ำเกินไปในอนาคตอันไกล เพราะในอนาคตอันใกล้นั้นมีแต่เรื่องน่าตื่นตาตื่นใจที่มันทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเส้นชัยถูกเลื่อนไกลออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายและจิตใจที่เริ่มอ่อนล้าก็อาจจะแค่อยากหยุดพักสงบๆเท่านั้นเอง

บทที่ 2 Work, When you grow up, you might not have a job งาน เมื่อเธอโตขึ้น เธออาจจะไม่มีงานทำ

ตลาดในในปี 2050 เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีใครรู้ว่ามันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จากสกิลในการใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นเรื่องใหม่เมื่อสิบกว่าปีก่อน จนเข้าสู่สกิลด้านดิจิทัลที่เป็นเรื่องใหม่ให้เรียนรู้เมื่อไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา และวันนี้สกิลด้าน data หรือการเรียนรู้และเข้าใจข้อมูลมากมายก็กำลังกลายเป็นสกิลสำคัญที่บริษัทใหญ่ๆและธุรกิจสตาร์อัพใหม่ๆต้องการ

คุณเห็นมั้ยว่าหลายบริษัทเริ่มประกาศหาคนในตำแหน่งที่ขึ้นต้นด้วย data มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะ data scientist หรือ data analysis นั่นกำลังส่งสัญญาณให้รู้ว่าเรากำลังเข้าสู่ยุค data หรือการจัดการกับ big data ยังไงให้เกิดประโยชน์ที่สุดแล้วครับ

สมัยก่อนเมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาแทนที่งานเดิมๆ ก็จะมักก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆตามมา และผู้คนก็แค่เข้าไปเรียนรู้ทักษะใหม่ๆเพิ่มเติมก็สามารถกลับเข้ามาทำงานในตลาดงานได้เหมือนเดิมใช่มั้ยครับ

เช่น ในปี 1920 คนงานในฟาร์มที่โดนให้ออกจากงาน เมื่องจากมีการนำระบบเครื่องจักรการเกษตรมาใช้แทน ก็ยังอาจหางานใหม่ในโรงงานผลิตรถแทร็กเจอร์ได้

ในปี 1980 คนงานโรงงานที่ตกงานอาจเริ่มทำงานเป็นแคชเชียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตได้

การเปลี่ยนแปลงอาชีพดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะการเปลี่ยนจากฟาร์มไปโรงงาน หรือเปลี่ยนจากโรงงานไปซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นทำได้แค่เรียนรู้ทักษะเพิ่มนิดหน่อยเท่านั้น

แต่งานในอนาคตนั้นจะต่างกับวันนี้โดยสิ้นเชิง โดยเป็นงานที่น่าจะต้องการทักษะเฉพาะทางชั้นสูง เช่น ถ้าคนตกงานจากงานบัญชีเพราะถูก AI เข้ามาจัดการแทนได้หมดโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่ในตอนนั้นอาจเกิดงานใหม่ๆอย่างพนักงานขับ Drone เข้ามาแทนที่ และการจะขับ Drone ให้เชี่ยวชาญกว่าระบบอัตโนมัติในเวลานั้นได้ก็หนีไม่ต้องการทักษะในระดับสูงเท่านั้น

เราเคยเชื่อกันว่ายังไงซะเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ โปรแกรม หรือ AI ก็ไม่สามารถทดแทนความสามารถของมนุษย์ในเรื่องของสัญชาตญาณ หรือการหยั่งรู้ในแบบของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเกิดจากพรสวรรค์หรือพรแสวงของมนุษย์ผู้นั้นก็ตาม

แต่รู้มั้ยครับว่าเจ้าสัญชาตญาณที่ว่านั้น (human intuition) แท้จริงแล้วคือสิ่งที่เรียกว่า “การรู้จำเรื่องรูปแบบ” (pattern recognition) ครับ

คนที่ขับรถเก่ง นักธนาคารเก่งๆ นักกฏหมายเก่งๆ หมอเก่งๆ นักออกแบบกราฟิกเก่งๆ ไมได้มีสัญชาตญาณราวกับเวทมนต์แต่อย่างไร แต่มาจากการสามารถรับรู้เรื่องรูปแบบบางอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยๆและซ้ำๆในแบบที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ และเจ้าตัวก็มักจะอธิบายไม่ได้ด้วย

และแม้แต่คนที่เก่งๆในทุกสายงาน ก็มักจะเผลอทำพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่บ้างใช่มั้ยล่ะครับ

ซึ่งทั้งหมดนี้เทียบกับ Algorithm ที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดีจนสามารถค้นเจอรูปแบบที่ทำซ้ำได้ไม่รู้จบ และผ่านอีกจุดได้เปรียบหนึ่งของ AI ที่มนุษย์ไม่มีทางแข่งขันได้อย่างการ “ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย” (updatebility)

เพราะประสบการณ์ของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล กว่าเราจะถ่ายทอดออกไปให้คนอื่นได้ก็ต้องใช้ทั้งเวลา และใช้ทักศิลปะในการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดออกไป ยังไม่นับอีกว่าแต่ละคนนั้นก็มีความสามารถในการเรียนรู้และเข้าใจข้อมูลที่แตกต่างกัน ผิดกับหุ่นยนต์หรือ AI ที่สามารถแชร์ข้อมูลให้กันได้ผ่านระบบ cloud ภายในไม่กี่วินาทีหรือถ้าข้อมูลเยอะหน่อยก็หลักนาที และหุ่นยนต์ล้านตัวก็สามารถทำได้ดีเหมือนตัวที่ทำได้ดีที่สุดเมื่อครู่ทันทีครับ

หรือบางคนอาจจะคิดว่า “การที่ AI จะฉลาดได้ก็ต้องมีผู้ฝึกสอน และผู้ฝึกสอนนั้นก็คือมนุษย์ และงานสอน AI ให้ฉลาดก็จะกลายเป็นงานใหม่ของมนุษย์ยังไงล่ะ”

เรื่องนั้นผมไม่เถียงครับ แต่รู้มั้ยครับว่าบางทีการสอน AI ให้ฉลาดอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งมนุษย์เลย เพราะ AI สามารถเรียนรู้จาก AI ด้วยกันได้ แถมยังสามารถก้าวข้ามความฉลาดของ AI ตัวเดิมที่เป็นครูสอนให้มันจนฉลาดกว่าได้มาแล้ว นั่นหมายความว่าในอนาคต AI อาจจะฉลาดขึ้นอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดจนมนุษย์เองก็ไม่อาจเข้าใจได้เลยก็ได้ครับ

โปรแกรม AlphaZero เป็นโปรแกรมเล่นหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบัน ที่สามารถเอาชนะโปรแกรมเล่นหมากรุกเดิมที่ชื่อว่า Stockfish 8 ที่เคยเป็นแชมเปี้ยนหมากรุกโลกเมื่อปี 2016

โดยเจ้าโปรแกรมแชมป์เดิมอย่าง Stockfish 8 นั้นเก่งจากการเรียนรู้การเดินหมากในประวัติศาสตร์ของการเล่นหมากรุกโลกย้อนหลังเป็นร้อยเป็นพันปี สามารถคำนวนการเดินหมากล่วงหน้าได้กว่า 70 ล้านตาต่อวินาที ต่างกับ AlphaZero โปรแกรมใหม่ที่ทำได้แค่ 80,000 ตาต่อวินาทีเท่านั้น

แทนที่ AlphaZero จะเลือกเรียนรู้วิธีการเดินหมากจากมนุษย์ มันใช้ทางลัดเรียนรู้จากเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นครูสอนตัวเองให้เล่นหมากรุกเป็นนั่นเอง

เชื่อมั้ยครับว่าพอมันไม่ได้เรียนรู้จากมนุษย์เจ้า AlphaZero ก็สามารถเดินหมากได้อย่างน่าทึ่งในแบบที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการสร้างสรรค์รูปแบบการเดินหมากรุกใหม่ๆเหมือนอัจฉริยะหมากรุกผู้หนึ่งก็ว่าได้

ถ้าแบบนี้เราจะนับว่าเป็นหมากที่สร้างสรรค์หรือผิดมนุษย์มนากันแทนล่ะครับ?

สุดท้ายแล้วเจ้า AlphaZero ก็สามารถเอาชนะโปรแกรมแชมเปี้ยนโลกหมากรุกเดิมอย่าง Stockfish 8 ในที่สุดจนกลายเป็นแชมป์โลกหมากรุกรายใหม่ และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือมันใช้เวลาในการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นจนเป็นแชมป์แค่ 4 ชั่วโมงเองครับ

4 ชั่วโมงจากจุดกำเนิดจนกลายเป็นอัจฉริยะแชมเปี้ยนโลก

รู้แบบนี้แล้วไม่รู้ว่างานในอีก 50 ปีข้างหน้าจะเหลืออะไรให้มนุษย์ทำบ้าง ในเมื่อเราสามารถสอน AI ให้เก่งมากกว่าคนทั่วไปได้ และ AI ก็สามารถสอน AI ให้เหนือไปกว่านั้นได้อีก

บทที่ 3 Liberty, Big Data is watching you เสรีภาพ บิ๊กดาต้าจับตาคุณอยู่

ในความเป็นเสรีนิยมทั่วโลกเราถูกสอนว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีเจตจำนงเสรี หรือ free will ที่สามารถคิดและเลือกได้อย่างอิสระ แต่แท้จริงนั้นการคิดและเลือกของเรานั้นอาจไม่ได้อิสระจริงอย่างที่คิด แต่อาจจะเกิดจากการประมวลผลจากประสบการณ์ในอดีต สิ่งแวดล้อมรอบตัว และสารเคมีในร่างกาย จนชี้นำให้เราเลือกสิ่งนั้นอย่างบังคับและบอกให้เราเชื่อว่าเราเลือกมันอย่างเสรี

ในศตวรรษที่ 21 ร่างกายเราจะถูกเก็บข้อมูลผ่านอุปกรณ์ต่างๆที่มากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้อาจจะมีแค่โทรศัพท์มือถือ บางคนอาจเริ่มมีอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Apple Watch บางคนอาจมีอุปกรณ์บางอย่างที่ล้ำหน้ากว่านั้น และก็เป็นไปได้มากว่าในอนาคตเราคงฝังอุปกรณ์อะไรซักอย่างเพื่อเก็บข้อมูลร่างกายเราตลอดเวลาเพื่อผลประโยชน์ทางการแพทย์ของเรา หรือไม่ก็ถ้าเราไม่ทำบริษัทประกันก็อาจปฏิเสธการทำประกันของเราก็ได้

พอเราถูกเก็บข้อมูลมากขึ้น Algorithm ก็จะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจ มันอาจจะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราจะเริ่มป่วย เมื่อไหร่ที่เราจะเริ่มหิว หรือเมื่อไหร่ที่เรากำลังจะเริ่มโมโหกับคนรัก มันก็จะรีบบอกให้เราทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ อาจจะเปิดเพลงเบาๆผ่านลำโพงอัจฉิรยะอย่าง Google Home เพื่อทำให้เราใจเย็นลง

นั่นยังไงล่ะครับเจตจำนงเสรีที่ถูกควบคุมโดย Algorithm จาก Big Data

หรือ Netflix ในวันหน้าอาจจะรู้ว่าคุณชอบดูหนังที่มีเนื้อหาแบบไหน จากกล้องที่อยู่บนสมาร์ทโฟนหรือทีวีที่ขออนุญาตคุณในการเข้าถึงเพื่อบอกว่าจะทำให้ประสบการณ์การรับชม Netflix ของคุณดียิ่งขึ้น

จากนั้นกล้องก็จะวิเคระาห์กล้ามเนื้อบนใบหน้าเราออกมาเป็นพันๆครั้งในหนึ่งวินาที จนเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมของคุณว่าคุณชอบหัวเราะในฉากแบบไหน ประโยคแบบไหน จากนั้นก็จะเสนอหนังใหม่ๆที่มีเนื้อหาคล้ายเดิมให้คุณมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่ยังไงล่ะครับเจตจำนงเสรีภายใต้ Big Data

หรือปัญหาเรื่องจริยธรรมกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเองได้ ที่เคยถกเถียงกันว่าเราจะยอมให้รถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ 100% จริงหรือ แล้วจะทำอย่างไรถ้าเกิดปัญหาที่ต้องตัดสินใจระหว่างชีวิตคุณกับชีวิตเด็กที่พลัดล้มมาบนถนนโดยบังเอิญ

Algorithm การขับเคลื่อนของเองรถยนต์นั้นจะตัดสินใจอย่างไรถ้าทางเลือกมันมีแค่ชนเด็กตายแล้วคุณรอด หรือคุณยอมหักหลบไปชนเสาไฟให้เด็กรอดแต่คุณตาย และเผลอๆอาจทำให้รถที่วิ่งสวนทางมาตายไปด้วยก็ได้

นี่กลายเป็นปัญหาจริยธรรมที่กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโจทย์ทางวิศวกรรม ด้วยการให้ผู้ใช้เลือกก่อนจะเดินทางว่าถ้าเกิดปัญหาทางสองแพร่งขึ้นมาจะตัดสินใจเลือกแบบไหน และบริษัทรถยนต์หรือผู้สร้าง Algorithm ก็ไม่ต้องตามมารับผิดชอบกับการกระทำที่เกิดขึ้น เพราะคุณเป็นผู้เลือกโดยเสรีอยู่แล้วใช่มั้ยครับ

หรือในเรื่องของเผด็จการดิจิทัลที่จะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของเรามากขึ้นทุกวัน ลองคิดดูซิครับว่าเมื่อรัฐบาลหันมาใช้ Algorithm ในการควบคุมประชากรมากขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น

ทุกภาพและทุกสเตตัสที่เราโพสไปบนโซเชียล หรือเขียนลงไปบนออนไลน์นั้นถูกตรวจสอบทุกคำโดยไม่ถามหรือต้องใช้หมายตรวจหมายค้นแบบเดิมเลยซักครั้ง

เมื่อก่อนการที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจบ้านเราได้ต้องมาพร้อมหมายค้น ไม่สามารถทำได้โดยอิสระ แต่วันนี้เจ้าหน้าที่สามารถทำได้โดยอิสระไม่ต้องใช้หมายค้นดิจิทัลใดๆเลย

และถ้า Algorithm ที่ใข้ตรวจสอบนั้นผิดพลาดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์คนหนึ่ง เค้าโพสรูปในเฟซบุ๊กที่ตัวเค้ายืนอยู่ข้างรถแทร็กเตอร์ในี่ทำงาน ในภาพนั้นมีคำว่า “อรุณสวัสดิ์!” แต่เจ้าอัลกอริทึมอัตโนมัติแปลภาษาจากตัวอักษรอารบิกผิดไปเล็กน้อย แทนที่จะแปล Ysabechhum! ซึ่งหมายความว่า “อรุณสวัสดิ์!” กลับเข้าใจผิดคิดว่าเป็น Ydbachhum! ซึ่งหมายความว่า “ฆ่าพวกมัน!”

ชายผู้โชคร้ายเจ้าของรูปนั้นถูกกองกำลังรักษาความมั่นคงของอิสราเอลยกกันไปจับตัวเค้าอย่างรวดเร็ว เพราะสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายที่ตั้งใช้จะใช้รถแทร็กเตอร์ไล่ฆ่าทับคน

ลองคิดภาพดูนะครับว่า Algorithm ที่ทึ่มๆจะกลายเป็นตำรวจ digital ที่ตัดสินพลาดกับคนเป็นพันล้านคนในวันข้างหน้าดูนะครับ ว่ามันจะน่าสนุกซักแค่ไหน

การรวมศูนย์ข้อมูลและการตัดสินใจนั้นจะกลายเป็นทางออกใหม่ของการเมืองในยุค data ที่ต่างกับการรวมศูนย์แล้วพังพินาศในยุคคอมมิวนิสต์ของโซเวียตที่เคยเกิดขึ้นครับ

ในศตวรรษที่ 20 โซเวียตล่มสลายส่วนหนึ่งเพราะการรวมศูนย์ทุกอย่างไว้ที่ศูนย์กลาง ทำให้การตัดสินใจล่าช้าจนไม่สามารถพัฒนาตามโลกาภิวัฒน์ได้ทัน ผิดกับคู่ปรับโลกเสรีอย่างอเมริกาที่ปล่อยให้เกิดการกระจายตัวของข้อมูลและการตัดสินใจออกไปหมด ทำให้เกิดการปรับตัวตามกระแสได้ทันจนกลายเป็นผู้นำในที่สุด

แต่นั่นเป็นเรื่องของศตวรรษที่ 20 ครับ เพราะในศตวรรษ์ที่ 21 ในยุคของ Big Data และขับเคลื่อนด้วย Algorithm นั้น การรวมศูนย์กลายเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการกระจัดการะจายของข้อมูล เพราะยิ่งข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตัดสินใจได้ดีมากขึ้นเท่านั้น และนั่นจะกลายเป็นสวรรค์ของเผด็จการในยุคดิจิทัลอย่างที่เราไม่อาจนึกฝันเลยครับ

บทที่ 4 Equality, Those who own the data own the future ความเท่าเทียม ผู้ครอบครองข้อมูลคือผู้ครอบครองอนาคต

เราเคยเชื่อว่าศตวรรษที่ 21 จะเป็นศตวรรษที่ความเท่าเทียมเฟื่องฟูยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีทั้งหลายและ data อาจยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ทั้งหมด

เพราะ data จะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชีวิตของศตวรรษที่ 21 นี้

ในสมัยก่อนทรัพยากรสำคัญคือที่ดิน ใครเป็นเจ้าของที่ดินมากที่สุดก็จะมีความมั่งคั่งมากกว่าคนอื่น และเราก็แยกชนชั้นสูงและชนชั้นล่างหรือสามัญชนด้วยจำนวนที่ดินที่ครอบครอง

ถัดไปความมั่งคงอยู่ในรูปแบบเครื่องจักรและโรงงานที่มีความสำคัญมากกว่าที่ดิน เพราะในยุคนี้ต่อให้มีที่ดินมากมาย แต่ถ้าไม่มีเครื่องจักร ไม่มีโรงงาน ก็ไม่สามารถสร้างผลผลิตมาแข่งขันสู้กันได้ ก่อให้เกิดระบบทุนนิยม เกิดเป็นชนชั้นนายทุนและกรรมาชีพ

ในช่วงนี้เกิดความสำคัญของชนชั้นกลางขึ้นมา โดยทั้งสองระบบเศรษฐกิจการเมืองทั้งเสรีนิยม และคอมมิวนิสต์ ต่างก็พยายามแย่งชิงทรัพยากรสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่เป็นชนชั้นกลางจำนวนมาก ให้หันมาเลือกข้างตัวเอง

ฟากเสรีนิยมก็ชักชวนผู้คนด้วยการบอกว่าคุณมีเสรีที่จะเลือก ระบบตลาดจะทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย และคุณก็จะมีความสุขมากขึ้นด้วยการได้เลือกบริโภคได้ตามใจ ฝั่งคอมมิวนิสต์ก็โฆษณาด้วยการบอกว่าที่นี่คือความเท่าเทียม ที่นี่ไม่มีนายทุนหรือชนชั้นสูงที่มาหากินกับหยาดเหงื่อแรงงานของเรา ทุกสิ่งที่เราทำได้จะกลายเป็นของเราเอง ทุกคนจะมีความสุขจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่เลือกเพื่อทุกคนมาอย่างดีแล้ว เราจะดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมด้วยสวัสดิการต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การดูแลสุขภาพ และเมื่อคอมมิวนิสต์ล่มสลายรัฐสวัสดิการก็กลายมาเป็นสิ่งที่รัฐบาลเสรีนิยมต้องรับช่วงต่อเพื่อดูแลชนชั้นกลางให้พาเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

แต่ในศตวรรษที่ 21 ผู้ที่ครอบครองข้อมูลจะกลายเป็นผู้ที่มั่งคั่ง การเมืองก็จะเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล อย่างที่เราเริ่มเห็นกฏหมายใหม่ๆที่เกิดออกมาเพื่อควบคุมข้อมูลเหล่านั้น โดยเฉพาะกฏ GDRP ที่ประกาศออกมาใช้ในภาคพื้นยุโรป แต่กลับส่งผลสะเทือนการเก็บ Data ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

ด้วยลักษณะพิเศษของ data ที่ไม่เหมือนกับทรัพยากรอื่นที่เคยมีมาตรงที่มันสามารถส่งต่อและทำซ้ำได้ในแบบที่แทบจะไม่มีข้อจำกัด จนอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ต่อมาว่า “ข้อมูลของเราเป็นของใครกันแน่” ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากการฝังเซนเซอร์ในร่างกายเรากลับไปตกอยู่กับผู้อื่นที่เราไม่ต้องการได้อย่างไร และเราจะควบคุมทรัพยากร data นี้อย่างไรในอนาคต

และสิ่งที่น่ากลัวกว่าความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจจาก data ยังไม่อาจน่ากลัวเท่าความไม่เท่าเทียมทางด้านชีววิทยาที่ได้มาจากเทคโนโลยี Bio-Engineer หรือการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมจากมนุษย์โฮโมเซเปียน ให้กลายเป็นสุดยอดมนุษย์ผู้ไม่มีข้อด้อยใดๆในยีนส์เลย

และชนชั้นกลางจำนวนมากก็จะไม่ใช่สาระสำคัญที่กลุ่มผู้นำจำนวนน้อยจะให้ความสำคัญอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีต่างๆที่พัฒนาไปอย่างมาก ไม่ว่าจะปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติทั้งหลายที่สามารถเข้ามาแทนที่งานของชนชั้นกลางไปจนหมด จะทำให้คนหลายพันล้านคนบนโลกกลายเป็นชนชั้นที่ไร้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจอีกต่อไป

มนุษย์จะแบ่งออกเป็นชนชั้นอภิมนุษย์ (superhuman) ผู้ที่สามารถเลือกตัดแต่งพันธุกรรมออกมาแบบไร้ที่ติและเต็มไปด้วยข้อได้เปรียบแต่กำเนิด กับโฮโมเซเปียนธรรมดาที่อาจจะเกิดมาพร้อมกับยีนส์ที่ไม่ดีแต่ไม่มีโอกาสแก้ไขได้ ทำให้แค่เกิดมาก็ต่างกันด้วยยีนส์ที่กำหนดสุขภาพ อุปนิสัย ไปจนถึงอนาคตแล้ว

ดังนั้นศตวรรษที่ 21 จะเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมมากกว่าที่เคยเป็นมาในทุกยุคสมัย ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Elysium เลยครับ

บทที่ 5 Community, Humans have bodies ชุมชน มนุษย์มีตัวตน

เมื่อปี 2017 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องชุมชนในระดับโลก เพราะสมาชิกในรูปแบบกลุ่มต่างๆทั่วโลกลดลงเหลือแค่หนึ่งในสี่ แต่เราจะทำอย่างไรในวันที่เราถอนตัวจากชีวิตออนไลน์แทบไม่ได้แล้ว

เฟซบุ๊กบอกให้เราเชื่อมต่อกับเพื่อนมากขึ้น แชร์ช่วงเวลาดีๆด้วยกันมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าการพบเจอเพื่อนในชีวิตจริงแต่ละครั้งเราใช้เวลาตรงนั้นในการสร้างภาพแชร์ออกไปบนออนไลน์ไม่น้อยเลยทีเดียว จนไม่แน่ใจว่าเราได้ใช้เวลาจริงๆกับเพื่อนตรงหน้ามากน้อยแค่ไหน

มันเป็นการเลือกระหว่างช่วงเวลาออนไลน์หรือออฟไลน์ ถ้า Algorithm ของ Facebook หรือ Google หรือ Social media ต่างๆไม่เลิกให้ค่ากับคะแนนความสำคัญบนออนไลน์ไปเป็นหลักการใหม่ที่เรียกว่า “เวลาที่ใช้ไปอย่างเหมาะสม” หรือ time well spent เราคงไม่ได้สัมผัสกับชุมชนจริงๆ และผู้คนจริงๆมากขึ้นอย่างที่ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กตั้งใจ

ยิ่งในวันที่เทคโนโลยีอย่าง AR และ VR กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ประสบการณ์เสมือนจริงยิ่งสมจริงขึ้นมาเรื่อยๆจนอาจจะถึงวันที่ “ประสบการณ์จริง” กลายเป็นของหรูหราราคาแพงที่แค่บางคนเท่านั้นจะเข้าถึงได้ในอนาคตก็ได้ครับ

และนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสรุปหนังสือที่น่าจะใช้เวลาสรุปนานที่สุด เริ่มตั้งแต่ตอนสายๆของวัน จนถึงตอนนี้หกโมงเย็นแล้ว เป็นหนังสือที่ดีมากอีกหนึ่งเล่มที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน แม้เห็นภายนอกว่าทั้งดูหนาและใหญ่น่ากลัวไม่รู้ว่าจะอ่านจบเมื่อไหร่ แต่เชื่อมั้ยครับว่าอ่านง่ายกว่าที่คิดและอ่านสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ต้องชื่นชมผู้แปลที่สามารถถ่ายทอดได้อย่างไหลลื่น การจะแปลเรื่องที่มีความวิทยาศาสตร์ผสมกับความรู้หลากแขนงได้ดีขนาดนี้ต้องใช้ทักษะมหาศาล ผมรอติดตามเล่มหน้าอยู่นะครับ

สุดท้ายแล้วหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เราเข้าใจภาพรวมของศตวรรษที่ 21 มากขึ้น เข้าใจว่าการจะอยู่รอดในศตวรรษนี้ได้ต้องมีทักษะอะไรบ้าง เริ่มจากการเข้าใจตัวเอง เข้าใจโลกรอบตัว เข้าใจเกมของสังคม เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจากเทคโนโลยี เข้าใจที่จะแยกแยะข้อมูลให้ออก วิเคราะห์ข้อมูลให้เป็น และก็รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์

บางทีทางออกของศตวรรษที่ 21 คือการเอาตัวเองออกจากระบบ เอาตัวเองออกจากเกมที่ถูกกำหนดโดยกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของ AI หรือผู้เขียนกฏ Algorithm ทั้งหลายขึ้นมา ออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้มากที่สุด แล้วก็หาความสุขเล็กๆน้อยๆให้ตัวเองทุกวัน ด้วยการนั่งอ่านหนังสือไปด้วยกันจนวันกว่าจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 22 ครับ

อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือเล่มที่ 22 ของปี 2019

21 Lessons for the 21st Century
21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21
Yuval Noah Harari เขียน
ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และ ธิดา จงนิรามัยสถิต แปล
สำนักพิมพ์ GYPZY

20190408
ติดตามสรุปหนังสือเล่มใหม่ได้ก่อนใครที่ www.summaread.net
SHARE
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments

Tannumwan
1 month ago
ขอบคุณสำหรับบทความค่ะ

Reply
nuinattapon
1 month ago
ด้วยความยินดีครับ 😊
naughtymama
1 month ago
ขอบคุณที่ช่วยสรุปหนังสือดีๆให้อ่านนะคะ หนังสือแต่ละเรื่องที่สรุปมาน่าสนใจมากค่ะ
Reply
nuinattapon
1 month ago
ด้วยความยินดีครับครับ ถ้ายังไงตามไปอ่านต่อที่เว็บนะครับ เพราะในนี้ผมลงได้แค่ครึ่งเดียว เนื้อหามันเยอะมาก
Bhuriwaj
1 month ago
เยี่ยมมากๆ ขอบคุณครับ
Reply
someon3
1 month ago
There is surely no one alive who is better at explaining our world than Yuval Noah Harari - he is the lecturer we all wish we’d had at university. Reading this book, I must have interrupted my partner a hundred times to pass on fascinating things I’d just read. Harari has done it again.
Reply
nuinattapon
1 month ago
:)