world wide




This is a story that really happened during my life ,If using a heart to read , you will know how special it is.
 




“ lunar Aung - BT ”



ป้ายสี่เหลี่ยมขนาดจิ๋วที่ติดอยู่บนอกขวาของผม
บ่งบอกถึงตำแหน่งงานภายในร้านกาแฟแห่งนี้อย่างชัดเจน




                                               
  BT - Barista






ใช่แล้วครับ ผมมาทำงานในคาเฟ่แห่งหนึ่งในฐานะบาริสต้า 
ซึ่งมันก็กลายเป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับพนักงานที่นี่เป็นอย่างมาก
เพราะการที่จะมีพนักงาน full time อายุเท่าผมนั้นมันค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยากเลยล่ะ 
ในช่วงซัมเมอร์แบบนี้โดยส่วนมากแล้วเด็กวัยรุ่นอายุไล่เลี่ยกันกับผมคงเลือกที่จะไปเรียนกวดวิชา ไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว หรือไม่ก็คงเลือกที่จะอยู่บ้านเฉยๆ


แต่ผมกลับเลือกที่จะพักช่วงเวลาชีวิตที่สนุกสนานของวัยรุ่นเอาไว้ 
แล้วมาเป็นหุ่นยนต์ชงกาแฟแทน 
ซึ่งมันก็เป็นงานที่ค่อนข้างยากและหนักอยู่พอสมควร


เพราะสิ่งที่ผมได้รู้ในวันฝึกงานวันแรกของผมก็คือ 
ผมได้รู้ว่ากาแฟเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน 
ในกาแฟหนึ่งแก้วต้องการทั้งความใส่ใจ ความแม่นยำ และความเอาใจใส่เป็นอย่างมาก
เหตุผลก็เพราะหากบาริสต้าไม่ใส่ใจในแก้วที่ตนชงก็อาจทำให้ใส่ส่วนผสมผิด 
หากไม่มีความแม่นยำในการตวงส่วนผสมก็อาจทำให้กาแฟผิดสูตร 
หรือถ้าหากบาริสต้าไม่มีความเอาใจใส่กับหน้าที่ของตนแล้วล่ะก็ 
กาแแก้วนั้นอาจจะรสชาติเสียไปเลยก็ได้


กาแฟหนึ่งแก้วเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
สำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่ในยามเช้า 
เพราะฉะนั้นบาริสต้าจึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียดและทำทุกแก้วให้ออกมาดีที่สุด 
ถึงมันจะเป็นแค่กาแฟก็ตาม 


ในวันที่ผมตัดสินใจกรอกใบสมัครและถูกรับเข้ามาเป็นพนักงานในร้านนี้ 
มีหลายคนที่ตั้งคำถามกับผมเป็นเสียงเดียวกันว่า


“ ทำไมถึงเลือกมาทำงานเป็นบาริสต้า ? ”


ซึ่งเหตุผลของผมมันค่อนข้างที่จะเด็กและดูไร้สาระไปหน่อย 
จึงทำให้ผมไม่เคยบอกใครถึงสาเหตุของการที่ผมเลือกเข้ามาทำงานที่นี่ 
และทุกครั้งที่มีใครสักคนถามคำถามนี้ ผมจึงทำได้แค่ยิ้มแหยๆ เป็นคำตอบกลับไปเท่านั้น



เพราะเหตุผลของผมคือ ผมอกหัก



ใช่ครับ ผมอกหัก
คนรักเก่าของผมเองก็ทำงานเป็นบาริสต้าเช่นเดียวกับที่ผมทำอยู่ตอนนี้
มันเป็นสิ่งที่เขาอยากทำมานานมากแล้ว และเขาเป็นคนที่รักในการดื่มกาแฟมาก 
ผมจึงไม่ลังเลที่จะยอมปล่อยให้เขาทำและคอยสนับสนุนเขามาโดยตลอด
เราสองคนเลิกรากันด้วยเหตุผลที่ว่า งานของเขามันค่อนข้างหนักและสำคัญ 
เขาต้องเลือกงานที่เขาทำ จึงทำให้เขาเลือกผมไม่ได้
มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากรู้ว่า
การทำงานเป็นบาริสต้ามันจะหนักถึงขั้นต้องปล่อยมือใครอีกคนเลยหรือเปล่า ?
 



1 month later

ผมทำงานที่คาเฟ่แห่งนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มแล้วครับ
แต่ตำแหน่งหลักของผมกลับไม่ใช่มือชงอย่างที่ทุกคนคิด
เพราะผมดันได้ยืนตำแหน่งแคชเชียร์แทนซะงั้น

ข้อดีในหน้าที่แคชเชียร์ก็คือ
ผมได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตาวันละเป็นร้อยๆ order
ทั้งยังได้ฝึกภาษากับ foreign clients หลากหลายชาติในแต่ละวัน

ส่วนข้อเสียคงเป็นการที่ผมต้องเจอกับลูกค้าแปลกๆ
ทั้งทางสายตา คำพูด หรือแม้แต่การกระทำ
รวมไปถึงการโดนเหวี่ยงหรือชักสีหน้าจากคนที่ผมไม่เคยรู้จัก
ซึ่งเรื่องเหล่านี้ในช่วงแรกต้องยอมรับเลยว่าผมค่อนข้างที่จะหัวเสียอยู่ไม่น้อย
แต่ในเมื่อมันคืองานที่ผมเลือกและมันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องรับผิดชอบ


' ไม่ว่าลูกค้าจะเข้ามาในอารมณ์ไหนก็ตาม 
เราก็ต้องให้บริการพวกเขาตามหน้าที่อย่างดีที่สุด '
 

นั่นคือสิ่งที่ผู้จัดการ enjoin ผมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน
เขาไม่เคยสอนให้ผมคิดว่าลูกค้าคือพระเจ้า
แต่เขาสอนให้ผมคิดว่าลูกค้าคือคนสำคัญ

ซึ่งในส่วนนี้นี่แหละที่ทำให้ผมได้รู้ 
ว่าการทำงานมันทั้งยากและเหนื่อยกว่าการเรียนหนังสือเป็นไหนๆ
ชีวิตที่วน loop อยู่กับการตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำงานจนดึกดื่นเหมือนหุ่นยนต์
เจอผู้คนมากมายในแต่ละวันไม่เคยซ้ำหน้า
แต่หน้าที่ในร้านก็เป็นหน้าที่เดิม ๆ ที่ทำอยู่ทุกวัน
การเดินกลับห้องพักคนเดียวในเวลาเลิกงานถึงแม้จะดึกแค่ไหนก็ตาม
มีแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกระป๋องที่เป็นเพื่อนคู่ใจ


ชีวิตตัวคนเดียวในเมืองที่กว้างใหญ่ขนาดนี้มันโคตรจะเหงาเลย


ผมพยายามทำงานเต็มเวลาที่สุดเท่าที่ร้านจะให้ทำได้คือวันละ 9 hour
และมีชั่วโมงพิเศษอีกวันละ 6 hour
เท่ากับว่าในหนึ่งวันผมใช้ชีวิตในร้านไปแล้ว 15 hour
จึงทำให้ผมเหลือเวลาส่วนตัวแค่วันละ 9 hour เท่านั้น

แต่ผมก็พยายามที่จะเอาเวลาส่วนตัวที่เหลือนี้
สื่อสารกับคนสำคัญทุกครั้งที่มีโอกาส
ไม่ว่าจะเป็นตอนพักกลางวัน ช่วงเบรคก่อนปิดร้าน
หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่ว่างเพราะไม่มีลูกค้า
แน่นอนครับว่า มันไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลย
แต่ผมรู้ครับว่าคนเราให้ขีดจำกัดความเหนื่อยไม่เท่ากัน

เพราะหลายครั้งที่กลับถึงห้องพัก
ผมเองก็มีความรู้สึกอยากที่อยากจะพักผ่อนเหมือนกัน
ความรู้สึกไม่อยากสนทนากับใคร
และไม่อยากพบเจอความวุ่นวายอย่างที่เจอมาทั้งวัน
ความรู้สึกพวกนี้น่ะ 
ผมเป็นบ่อยเลยแหละ


ผมจึงลองทำความเข้าใจกับเหตุผลนี้อีกครั้งก่อนที่จะ move on
และมองในอีกมุมนึงที่ผมไม่เคยนึกถึงเลยในตอนแรก
ว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มที่ผมทำงานและใช้ชีวิตตัวคนเดียวที่นี่



ผมได้อะไรจากมันบ้าง ?



ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในทุกๆ วันผมเอาแต่ focus กับเรื่องบ้าๆ เหตุผลบ้าๆ
และยึดติดแค่กับคำสัญญาที่ดับสลายไปตั้งนานแล้ว
จนลืมมองดูสิ่งมีค่าที่ตัวเองได้รับมา และสิ่งมีค่าที่ตัวเองมีอยู่


อย่างแรกที่ผมรู้สึกได้เลยคือความเป็นผู้ใหญ่ของผมที่มีเพิ่มมากขึ้น
เพราะการทำงานที่นี่ไม่ได้ราบรื่นและมีอุปสรรคเข้ามาอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการรับออเดอร์ลูกค้าผิด การสื่อสารกับลูกค้าชาวต่างชาติไม่เข้าใจ
หรือการที่ต้องเจอกับลูกค้าที่ใช้แต่อารมณ์จนน่าหงุดหงิดทุกวัน
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ใจเย็นมากขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น
และที่สำคัญคือมันทำให้ผมกลายเป็นคนที่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ


ต่อมาคือมิตรภาพที่ผมได้รับ
ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพที่เกิดขึ้นภายในร้านของผมเอง
หรือจะเป็นมิตรภาพของผมกับร้านข้าวราดแกงเจ้าประจำ
มิตรภาพของผมกับคุณป้าร้านลูกชิ้นที่มาจากต่างจังหวัดเหมือนกัน
คำพูดที่คอยถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบทุกครั้งที่เจอกันของคุณยายเจ้าของหอพัก
หรือแม้แต่มิตรภาพระหว่างผมกับแก๊งแมวเหมียวสามพี่น้อง
ที่คอยวิ่งตามผมเวลาผมเดินไปไหนมาไหนภายในปั๊มคนเดียว
มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

ก่อนที่ผมจะตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ผมเองก็เป็นคนที่กลัวการอยู่คนเดียวมากพอสมควร
แต่เมื่อผมได้เจอมิตรภาพที่ดีแบบนี้ ผมก็อยู่ได้อย่างมีความสุขมากๆ
เผลอแป๊ปเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาจนครบเดือนนึงแบบไม่รู้ตัว


อย่างสุดท้ายคือ ประสบการณ์ชีวิต
แน่นอนว่าสิ่งนี้หาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากผมต้องสร้างมันด้วยตัวเอง
ถ้าในวันนั้นผมไม่ผิดหวังจนเสียสติ 
ผมคงไม่มีความคิดอยากรู้หรืออยากลองทำอะไรแผลงๆแบบนี้
ซึ่งการท่องโลกกว้างของผมในครั้งนี้มันทำให้ผมได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คิด
ทั้งได้เปิดโลกใบใหม่ ได้มีประสบการณ์ทำงานที่จริงจังขนาดนี้เป็นครั้งแรก
และยังได้รับค่าตอบแทนที่แลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองก้อนแรกในชีวิต






สำหรับประสบการณ์ครั้งนี้ของผมน่ะ
มันน่าภูมิใจเป็นบ้าเลย :-)







SHARE

Comments