3 เรื่องโง่ๆที่ทำให้รู้สึกมีคุณค่าขึ้นมาแบบงงๆ
สารภาพตามตรงว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ถ้ามีรายการแข่งขี้เกียจระดับโลก รับรองได้ว่าเราไม่แพ้ใครแน่นอน ด้วยเหตุนี้ จึงรู้สึกสูญเสียคุณค่าในตัวเองไปเยอะมากเพราะความขี้เกียจของตัวเอง เราก็เลยพยายามหาหนทางดับขี้เกียจในตัวเองเพื่อสร้างคุณค่าขึ้นมา ซึ่งเท่าที่ทำแล้วคิดว่า เออว่ะ พอได้นะ ก็มีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ที่ได้รับคุณค่ามาแบบงงๆ

1. งานบ้านเสร็จสะอาดทุกซอกมุม ปกติแล้ว เวลาอยู่บ้านจะถูกสอนให้ทำงานบ้าน แถมยังถูกปลูกฝังด้วยความเชื่อล้าหลังว่าเป็นผู้หญิงต้องทำงานบ้าน แต่เนื่องจากตัวเราเป็นพวกเฟมินิสต์จ๋าก็เลยมีอคติกับเรื่องการทำงานบ้านไปเลย ถ้าถูกบังคับให้ทำ ฉันจะไม่ทำ และยิ่งมาพูดว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ฝันไปเถอะย่ะ แต่แน่นอนว่าต่อให้จะมีอคติกับเรื่องนี้ยังไง บ้านที่สะอาดปราศจากฝุ่นและกลิ่นเหม็นเน่าต้องมาก่อน 

ในทุกๆวันหยุด ที่ควรเป็นวันหยุดพักผ่อน นอนโง่ๆ หายใจทิ้งไปวันๆ จะเป็นวันที่ป้าปลุกให้ตื่นมาทำงานบ้านแต่เช้า แม้ว่าเราจะตื่นเกือบเที่ยง ก็ต้องลุกมาให้ได้ วันนี้เองที่เราต้องเริ่มงานบ้านง่ายๆอย่างเช่น ซักเสื้อผ้าที่ใส่มาตลอดทั้งสัปดาห์ กางเกงใน เสื้อใน ถุงเท้า ต้องซักมือ แต่ถุงเท้าบางทีก็แอบเนียนโยนลงถัง เวลาตากต้องกลับผ้าเอาข้างนอกออก เรื่องนี้ป้าเข้มงวดมากเพราะกลัวผ้าซีด ซึ่งมันก็น่าจะซีดเร็วอยู่หรอกค่ะ แดดแรงขนาดนี้ 

หลังจากนั้น ก็ต้องเข้าครัวทำอาหารเล็กๆน้อยๆ ในช่วงหลังมานี้ เรารับหน้าที่เชฟใหญ่ของบ้าน อาหารยากง่ายโยนมาให้เราหมด ซึ่งเราก็แฮปปี้ดี แต่พอทำอาหารยากๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือจานชามที่เห็นแล้วอยากหนีออกจากบ้านมากๆ ซึ่งพอทำอาหารเสร็จหรือระหว่างทำต้องล้างไปด้วย ที่บ้านเราจะไม่มีการปล่อยอ่างล้างจานหรือครัวให้รกหรือมีเศษอาหารเลย เพราะกลัวอีจอห์น (แมลงสาป) ไมล่า (มดแดง) และ ยูริ (จิ้งจก) มาจัดปาร์ตี้

ช่วงบ่ายๆ ก็จะรีดผ้า บ้านเรารีดแม้กระทั่งชุดนอนนะคะ พอบ่ายแก่ๆ เสื้อผ้าเริ่มแห้งก็เก็บมารีด เวลาเหลืออีกเล็กน้อยก็ทำอาหาร ล้างจาน บางทีก็กวาดถู และในช่วงเย็นก็ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ หรือถ้าลืมให้อาหารอีบ็อบ (ปลา) ช่วงเช้าก็ต้องแอบเนียนๆให้อาหารและเติมน้ำก่อนที่มันตายแล้วป้ามาเห็น

ทั้งหมดทั้งมวลกินเวลาหนึ่งวันเต็มๆ และแน่นอนค่ะ วันหยุดกูก็หมดไปเช่นกัน แต่พอทำทุกอย่างเสร็จ กลับรู้สึกว่าวันนี้มีคุณค่าเหลือเกิน ไม่ได้เกิดมานอนหายใจโง่ๆ ได้ขยับร่างกาย มีประโยชน์ต่อคนรอบข้าง และที่สำคัญ ก็ลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ


2. ดองงานจนใกล้เดดไลน์แต่สามารถปั่นเสร็จในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานนอกที่รับมาทำหารายได้ ส่วนใหญ่เรามักจะรออารมณ์ในการทำเสมอ อ่าาา จริงๆก็คือกูขี้เกียจแต่ก็อยากได้เงินนั่นแหละค่ะ

ว่าด้วยเรื่องงานประจำของเรา หลังจากที่ย้ายงานครึ่งปีในบริษัทใหม่ ซึ่งไม่ได้มีอะไรหวือหวาเหมือนที่เก่าเลยสักนิด เริ่มตั้งแต่เรื่องการเข้าออกออฟฟิศที่ค่อนข้างจะอิสระมากๆ (เพราะฉันเป็นคนถือกุญแจ) เข้าสายๆกลับหนึ่งทุ่มหรืออาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้นตามอารมณ์ เนื้องานที่ค่อนข้างจะให้อิสระเสรีสูง และแน่นอนบอสที่ไม่ค่อยจะเข้ามาจนฉันแทบจะรู้สึกว่าบอสเป็นแปลกหน้าไปซะแล้ว

ในหนึ่งเดือนเราจะทำงานแบบจริงจังอยู่แค่สามถึงสี่วันแบบเต็มที่ กล่าวคือ คิดอาร์ตเวิร์กเพื่อลงในสื่อต่างๆของบริษัท จากนั้นก็คิดแคปชั่น กอปปี้ และโพสต์ลงไป เป็นอันว่างานเดือนนี้จบแล้วแม่จ๋า ส่วนงานอื่นๆที่เหลือก็คือทำความสะอาดออฟฟิศให้เหมือนอยู่บ้าน คอยต้อนรับลูกค้าในช่องทางต่างๆซึ่งานๆทีจะโผล่มา และแน่นอนส่งสายตาดุให้เด็กเวรที่มาเกาะกระจกหน้าออฟฟิศจนเป็นรอย เดี๋ยวเถอะ!

ด้วยความที่ชีวิตมันว่างเกินไป งานก็เอื่อยเฉื่อยเกินไป ก็เลยรับงานนอกมาทำ รับตั้งแต่วางคอนเซ็ปต์โปรโมทออนไลน์ เขียนบทความ ตัดต่อวิดีโอ ทำอาร์ตเวิร์ก แต่ได้ทำงานจริงๆก็โน่นแหละ เกือบเดดไลน์ต้องส่งลูกค้าแล้ว และถ้าช่วงไหนว่างจริงๆก็อาจจะคิดพล็อตนิยาย เรื่องสั้น หรือเขียนอะไรก็ตามที่ได้เขียน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ จากคนขี้เกียจที่นอนรออารมณ์จนเกิดความเหนื่อยกับชีวิต ก็กลับกลายเป็นว่า ชีวิตนี้มันก็สนุกดีนี่นา เราก็มีคุณค่าและประโยชน์ต่อผู้คนเหมือนกันนะเนี่ย โดยเฉพาะทำงานเสร็จทันกำหนดเดดไลน์ก็คือเดอะเบสต์

3. เรียนรู้อะไรบางอย่างได้สำเร็จด้วยตนเอง ยกตัวอย่างง่ายๆในตอนนี้ก็คือการเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากดิฉันลืมไปหมดแล้วว่าหลักไวยากรณ์ใช้ยังไง นี่โง่หนักถึงขั้นลืมว่า Preposition คืออะไร ใช้ยังไงอ่าคิดดูเถอะ พอมาปัดฝุ่นแล้วเริ่มทำความเข้าใจทีละนิด เออ ดีว่ะ รู้สึกว่าตัวเองก็ฉลาดเหมือนกันนะ เรียนรู้เร็วดี(เหรอ) จากความไม่รู้ที่ติดลบแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิด แม่เจ้า ยิ่งอ่านยิ่งดี ยิ่งเรียนยิ่งมีความสุข ทำไมมันช่างแตกต่างจากตอนที่เป็นนักเรียนก็ไม่รู้

นอกจากเรื่องภาษา ที่เห็นได้ชัดๆเลยก็คือการเรียนดนตรีสมัยเป็นเด็กวงโยธวาทิต ใครจะไปเชื่อว่าคนขี้เกียจอันดับโลกอย่างเราจะยอมไปฝึกซ้อม เรียนอ่านโน้ต ออกกำลังกาย 7 วันต่อสัปดาห์จนสามารถเล่นดนตรีได้ จนถึงขั้นใช้มันในการสอบโควต้าเข้าโรงเรียนดัง มันโคตรมหัศจรรย์เลย

เพราะฉะนั้นก็เลยตระหนักได้ว่า การเรียนจะมีประสิทธิภาพที่สุดก็คือต่อเรารู้สึกอยากที่จะเรียนรู้สิ่งนั้นจริงๆ และยิ่งเราได้เรียน ได้รู้ คุณค่ามันมาเอง ซึ่งไม่ใช่เพราะผลการเรียนที่ออกมาดี แต่มาจากการได้เติมเต็มสิ่งที่ยังไม่รู้หรือรู้แล้วให้มากขึ้นต่างหาก

ที่กล่าวมาทั้งหมด 3 ข้อข้างต้น บางคนอาจจะได้เหมือนกันหรืออาจจะไม่ได้เหมือนกันก็แล้วแต่ เพราะสำหรับเรา เราคิดว่ามันช่วยอะไรได้เยอะมากๆ ยิ่งตอนที่เรากล่อมตัวเองว่า โอ้ยขี้เกียจเหลือเกิน ก็แค่ลองหยิบเอา 1 ใน 3 ข้อนี้มาทำ หรืออาจจะทำทั้งหมดพร้อมกันได้ก็ยิ่งดี รับรองว่าจะไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าอีกเลย
SHARE
Writer
LiuTEJA
Someone
write and share stories

Comments