[OS] Part of Your World | Taeyeon x Tiffany

What would I give to live where you are

What would I pay to stay here beside you..






“อ้าวพี่ จะกลับแล้วเหรอ”

หนุ่มน้อยพนักงานร้านสะดวกซื้อกะดึกที่กำลังจะเลิกงาน เอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นฉันยืนอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ พร้อมกับขวดน้ำดื่ม กล่องหมากฝรั่ง และสัมภาระใบโตที่สะพายอยู่ด้านหลัง

ฉันพยักหน้าแทนคำตอบแล้วยิ้มน้อย ๆ ให้ ตามประสาคนที่คุ้นหน้าในรอบหลายสัปดาห์

“เดินทางปลอดภัยนะพี่ แล้วว่าง ๆ มาเที่ยวที่นี่อีกนะครับ”

“อืม ขอบคุณนะ ..แต่ไม่รู้จะมีโอกาสได้ว่างขนาดนี้อีกหรือเปล่าน่ะสิ”

คำตอบจากฉันทำให้เราสองคนต่างหัวเราะออกมา ฉันโบกมือลาคู่สนทนาพอเป็นพิธี แล้วเดินตรงไปยังท่าเรือที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โชคดีที่บนเรือยังมีคนไม่มากนัก ฉันเลือกที่นั่งในมุมที่คนน้อยที่สุด กดเล่นเพลย์ลิสต์เพลงคลาสสิคที่ชอบฟัง แล้วก็นั่งมองคนที่ทยอยขึ้นมานั่งบนเรือ

คนแล้ว คนเล่า..



เรือโดยสารรอให้ผู้โดยสารเข้ามานั่งด้านในจนครบ ดูแลให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมก่อนจะออกเดินทาง

ต่างจากความจริงที่กำลังรอให้ฉันไปเผชิญหน้า มันไม่เคยประวิงเวลา ไม่ถามความพร้อม และไม่มีความเห็นอกเห็นใจกัน



ชั่วขณะหนึ่งฉันได้แต่เหม่อมองผืนน้ำกว้างยาวสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะเร่งเสียงเพลงให้ดังจนกลบความคิดฟุ้งซ่าน ฉันเลิกสนใจทั้งผู้คนและผืนน้ำ กลับมาจมอยู่กับตัวเองนับแต่นั้นจนถึงฝั่ง








ตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อถึงคอนโด ฉันจะจัดการรื้อกระเป๋า ซักเสื้อผ้าและเก็บของที่ดูรกหูรกตาในห้องอีกนิดหน่อย แต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมันมีมากกว่า ฉันเลยทำแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วทิ้งตัวลงบนที่นอน บอกกับตัวเองว่าช่างเถอะ พักก่อน ยังมีเวลาว่างเหลืออีกตั้งเยอะ

มือคว้าตุ๊กตาเงือกน้อยตัวยาวจากอีกฝั่งของเตียงมากอด ยังได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งเป็นกลิ่นประจำตัวของใครบางคนที่เคยกอดมันอยู่ทุกคืน ฉันสูดมันเข้าไปอีกครั้งจนเต็มปอด ราวกับพยายามจะซึมซับทุกรายละเอียดของคนที่เคยเป็นเจ้าของมัน คนที่ฉันเคยรู้จักดี

..แล้วฉันก็เริ่มร้องไห้




“แทยอน เราได้งานที่แอลเอแล้วนะ”


ทิฟฟานี่บอกข่าวดีกับฉันเมื่อปีก่อน แววตาและน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เธอกำลังจะได้ทำงานในบริษัทในฝันที่เพียรพยายามสมัครเข้าไปตั้งแต่ก่อนมาคบกับฉันเสียอีก ทิฟฟานี่มีความสุขมากแค่ไหน ฉันรู้ดี และฉันก็เริ่มที่จะเป็นกังวลกับอนาคตของพวกเราต่อจากนี้ไป

ตั้งแต่เราตกลงคบกัน ทิฟฟานี่ก็ย้ายมาอยู่กับฉันได้เกือบสามปีแล้ว ถึงจะมีช่วงเวลาที่เถียงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีมาตลอด แต่เธอก็มักจะเปรยอยู่เสมอว่าจะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งเราต้องมีความสัมพันธ์ระยะไกล

“แทยอน อันนี้เราซีเรียสนะ ถามจริง ๆ ว่าเธอโอเคไหม”

“โอเคสิ”

“จริงอ่ะ”

“ไปนานไหมล่ะ”

“ก็คงหลายปี ไม่รู้สิ แล้วถ้าอยู่ยาวเลยล่ะ”

“หรือว่าเราย้ายตามเธอไปดี”

“แต่เธอก็รักงานที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เหรอ”

ในวันนั้นฉันคิดว่ามันไม่น่าใช่เรื่องใหญ่ ถ้ามันเป็นความฝันของเธอฉันก็พร้อมจะสนับสนุน ไม่ว่าอย่างไรฉันก็เชื่อว่าความรักต้องชนะทุกอย่าง และมันต้องมีทางออกสักทางสำหรับเรา

“เอาน่า ไม่ต้องเครียดหรอก พอถึงวันนั้นพวกเราก็คงรู้เองแหละว่าจะทำยังไง”


แต่พอถึงวันที่สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง ฉันกลับไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย..



เราเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน เจอหน้ากันทุกเช้า นอนกอดกันทุกคืน ถ้าไม่มีทิฟฟานี่อยู่ตรงนี้ ฉันจะทำอย่างไรดี ฉันจะใช้ชีวิตในทุก ๆ วันโดยที่ได้แต่พูดคุยกับเธอผ่านจอโทรศัพท์ได้นานแค่ไหน ฉันจะทนคิดถึงเธอได้อย่างไร.. ฉันกำลังเห็นแก่ตัวใช่ไหมที่ไม่อยากให้เธอไปเลย..

แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะไปวิงวอนให้เธอละทิ้งความฝันเพื่อกันเสียเมื่อไหร่

“เพื่อนเราที่แฟนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ยังคบกันรอดเยอะแยะเลย ไม่เป็นไรหรอก”

ทิฟฟานี่ฟังแล้วพยักหน้า เธอเงียบไปนานก่อนจะเปรยออกมา

“แต่มันก็คงจะเหนื่อยอยู่เหมือนกันเนอะ”

ฉันพยักหน้าว่าเข้าใจ แล้วเอ่ยถามอย่างทีเล่นทีจริง

“ต้องเลิกกันไหมเนี่ย”

“เราไม่อยากเลิก”

ทิฟฟานี่ตอบด้วยแววตาจริงจัง มันทำให้ฉันรู้ว่าเธอหมายความแบบนั้นจริง ๆ

“เราก็เหมือนกัน”

ฉันได้แต่ตอบแบบนั้นแล้วเงียบไป เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

จากวันนั้นจนถึงกำหนดที่ทิฟฟานี่ต้องเดินทางในอีกสามเดือนต่อมา เราสองคนพูดคุยเรื่องนี้กันน้อยมาก ฉันรู้ดีว่าเพราะต่างฝ่ายต่างไม่อยากให้อีกคนต้องเป็นกังวล เราสัญญาว่าจะติดต่อหากันบ่อย ๆ และพยายามหาเวลาคุยกันทุกวัน ถึงจะวันละไม่กี่นาทีก็ยังดี

“ไม่ลืมอะไรแน่นะ”

ฉันถามย้ำอีกรอบขณะช่วยเธอลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปยังอาคารผู้โดยสารขาออก

“ไม่น่ามีแล้วนะ.. แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยซื้อใหม่ที่โน่นก็ได้”

เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องไป ฉันแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย เอาแต่วกไปวนมาเรื่องให้เธอดูแลตัวเองดี ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ฉันบ่นว่ากลัวเธอจะป่วยโดยที่ไม่มีใครดูแล ทิฟฟานี่เริ่มน้ำตาคลอ แต่เธอพยายามยิ้มสดใสให้ฉัน



“มากอดหน่อย”



ทิฟฟานี่ดึงฉันเข้าไปในอ้อมแขนโดยไม่รอคำตอบ เราสองคนกอดกันโดยไม่ได้พูดอะไรอยู่นานมาก ก่อนที่ฉันจะยอมปล่อยให้เธอเดินจากไป



ในวันนั้นทิฟฟานี่ไม่เพียงเดินทางไปเติมเต็มความฝันของตัวเอง

แต่เธอได้นำพาความรักและส่วนหนึ่งในตัวฉันติดกระเป๋าใบนั้นไปด้วย







ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่ก่อนจะหกโมงเย็นและตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบตีสอง ตุ๊กตาเจ้าหญิงเงือกน้อยยังอยู่ในอ้อมกอด บางส่วนของมันที่ฉันนอนหนุนยังมีร่องรอยเปียกชื้นของคราบน้ำตาอยู่เลย แต่ฉันไม่แคร์หรอก อีกสักพักมันก็แห้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ฉันเริ่มจะชินแล้ว

ก่อนหน้าที่จะได้มารู้จักกับทิฟฟานี่ ฉันไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีวันที่ตัวเองได้มานอนกอดตุ๊กตาดิสนีย์

ให้ตายเถอะ ดูเป็นอะไรที่ไม่เข้ากันกับตัวฉันเลยสักนิดเดียว

ทิฟฟานี่นำพาฉันสู่โลกของเจ้าหญิงดิสนีย์

การ์ตูน The Little Mermaid และเจ้าหญิงเงือกน้อยผมแดงที่ชื่อแอเรียล

เธอเคยบอกฉัน ว่าเธอใฝ่ฝันอยากจะเป็นอย่างแอเรียล เจ้าหญิงเงือกน้อยบุตรสาวราชาแห่งท้องทะเล ผู้ที่ฝันอยากเป็นมนุษย์ มีสองขาและได้วิ่งเล่นบนพื้นดิน..

เธอมีโลกในฝันที่ฉันเข้าไม่ถึง แต่ฉันก็พอจะเข้าใจได้ ก็คงเหมือนกันกับฉันที่อยากอยู่บ้านสลิธีรินเพราะชอบดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ละมั้ง



“ขอบคุณมากนะแทแท เราจะนอนกอดน้องเขาทุกคืนเลย”


เธอกอดเจ้าตุ๊กตาตัวยาวเสียแน่นพร้อมทั้งบอกฉันด้วยแววตาเป็นประกาย ตอนที่ได้รับมันเป็นของขวัญคริสต์มาสในปีแรกที่เราคบกัน



แต่พอถึงคราวต้องไปทำงานที่อเมริกา เธอกลับไม่ยอมเอาสิ่งที่เธอเคยบอกว่ารักนักหนาติดตัวไปด้วย

ไม่รู้ว่าเธอลืมมันจริง ๆ หรือตั้งใจทิ้งไว้ให้ฉันดูต่างหน้ากันแน่



ตั้งแต่วันที่ทิฟฟานี่จากไป เราสองคนใช้เวลาประคับประคองความสัมพันธ์ระยะไกลกันมาได้เพียงเจ็ดเดือน สุดท้ายด้วยภาระหน้าที่และการใช้ชีวิตที่เหมือนไปกันคนละเส้นทางก็ทำให้เราทั้งคู่จำใจต้องยุติสถานะของเราเอาไว้แค่นี้



เจ็ดเดือนนั้นมันช่างยากลำบากเหลือเกินสำหรับเราสองคน

แต่ฉันไม่โทษใครหรอก เราต่างพยายามกันอย่างมากแล้ว

ทั้งฉันและเธอ








หลังจากลุกขึ้นมาอาบน้ำและหาอะไรในห้องกินกันตายไปได้หนึ่งมื้อ ฉันก็พาตัวเองมานอนแอ้งแม้งบนโซฟาหน้าทีวี อยากจะหาหนังสนุก ๆ ใน Netflix ดูสักเรื่อง กดรีโมทเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยให้ตายเถอะ

สุดท้ายสิ่งที่เลือกดูกลับกลายเป็นรายการเกี่ยวกับการจัดบ้านของมาริเอะ คนโด ที่ขึ้นเป็นรายการแนะนำอยู่ในหน้าแรก ก็แค่อยากรู้ว่าทำไมเรื่องจัดบ้านถึงทำเป็นรายการได้ตั้งหลายตอน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูหรอกนะ พูดตามตรง

มาริเอะ คนโด แม่บ้านชาวญี่ปุ่นวัยสามสิบห้า เธอมีชื่อเสียงอย่างมากจากการเขียนหนังสือที่สอนผู้คนให้จัดบ้านด้วยวิธี KonMari (คมมาริ) ด้วยคอนเซปต์แล้ว มันคือการเอาของในบ้านทั้งหมดมากองรวมกัน แล้วเลือกเก็บไว้เฉพาะสิ่งของที่ยังจุดประกายความสุขให้คุณอยู่ เธอจะจำแนกของที่ต้องจัดการออกเป็นหมวดหมู่ก่อน แล้วค่อย ๆ จัดการทีละหมวดไล่ระดับจากง่ายไปยาก

เสื้อผ้า หนังสือ เอกสาร ของจิปาถะทั่วไป จนไปถึงหมวดสุดท้าย.. ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ

ในรายการ คนโดและผู้ช่วยของเธอจะเข้าไปให้คำแนะนำกับครอบครัวชาวอเมริกันที่ประสบปัญหาการจัดบ้านที่แตกต่างกันไป..

บางครอบครัวกำลังจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต ต้องการพื้นที่ในบ้านเพิ่มเพื่อเตรียมตัวจะมีลูก บางคู่เพิ่งแต่งงานใหม่และเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน..

บางครอบครัวต้องทำงานและเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลาเก็บบ้าน ข้าวของที่รกหูรกตาทำให้คู่สามีภรรยาทะเลาะกันบ่อยครั้ง

อีกครอบครัวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในบ้านหลังที่เล็กกว่าเดิม จนไม่มีที่จะวางของทั้งหมดได้..

บางครอบครัวผู้เป็นแม่ก็พยายามเก็บรักษาของทุกอย่างจนบ้านไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งของใหม่ ๆ ที่จะซื้อเข้ามา

จนไปถึงครอบครัวของหญิงม่ายวัยกลางคนที่ต้องใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ตัวคนเดียวท่ามกลางข้าวของเครื่องใช้มากมายที่เต็มไปด้วยความทรงจำของทั้งลูก ๆ ที่แยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง และสามีผู้จากไป..



ฉันนอนดูรายการนั้นรวดเดียวจบจนถึงเก้าโมงเช้า

และจู่ ๆ ก็คิดว่ามันคงถึงเวลาแล้ว ที่ฉันจะลุกขึ้นมาสะสางทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้บ้างเสียที







“เยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ”

ฉันมองกองเสื้อผ้าที่สูงเป็นภูเขา ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีเสื้อผ้ามากมายอะไร จนกระทั่งเอามันมากองรวมกันบนที่นอน แอบคิดเล่น ๆ ว่าถ้าทิฟฟานี่ลองทำแบบนี้บ้าง กองเสื้อผ้าของเธอคงจะสูงจนชนเพดานเลยแหละ


หยุดเลยแทยอน ยังจะไปคิดถึงเขาอยู่อีก


ฉันด่าตัวเองในใจ แล้วค่อย ๆ ลงมือหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาทีละตัว ตัดสินใจว่าจะเก็บมันไว้หรือเอาออกไปจากชีวิต



ผ่านไปครึ่งวัน ฉันก็เหลือแค่เสื้อผ้ากองเล็ก ๆ ที่ยังมีความสุขที่ได้ใส่มัน ที่เหลือลงไปกองอยู่ในถุงดำที่ตั้งใจว่าจะเอามันไปบริจาค

ฉันเดินมาที่ชั้นหนังสือและมีความคิดที่จะข้ามหมวดนี้ไป ฉันมีหนังสือน้อยมาก แต่ละเล่มก็เลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะซื้อมาได้ แน่นอนว่าฉันไม่อยากจะทิ้งมันไปเลยสักเล่มเดียว แต่สุดท้ายฉันก็เลือกหนังสือนิยายรักโรแมนติกของนิโคลัส สปาร์กส์สองสามเล่มที่ยังอ่านไม่จบออกมา

ปกติฉันไม่ค่อยชอบอ่านนิยาย ที่ซื้อมาก็เพราะทิฟฟานี่บอกว่าเธอชอบมันมาก ฉันอยากรู้ว่าสิ่งที่เธอชอบมันเป็นอย่างไร สาบานว่าฉันลองอ่านอย่างตั้งใจแล้วจริง ๆ นะ แต่นิยายแนวนี้คงไม่ค่อยเหมาะกับฉันเท่าไหร่

..ฉันจะส่งไปให้เธอที่อเมริกาดีไหมนะ..

แต่มาคิดอีกที ทิฟฟานี่เคยอ่านหนังสือพวกนี้ไปหมดแล้ว ฉันเอามันไปบริจาคให้คนอื่นน่าจะดีกว่า


การเก็บของหมวดเอกสารสำหรับฉันก็คล้ายกับหนังสือ ฉันไม่ค่อยมีเอกสารอะไรในห้องมากนัก แต่ก็เลือกเก็บไว้เฉพาะสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต้องใช้จริง ๆ

ฉันบังเอิญเจอเอกสารของทิฟฟานี่ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เธอยังทำงานที่บริษัทเก่า หนังสือรับรองเงินเดือน ใบรับรองแพทย์ ซองรูปถ่ายที่เอาไว้ใช้สมัครงาน ฉันแยกรูปพวกนั้นออกมาเก็บไว้ เผื่อว่าในอนาคตเธอจะอยากได้มันคืน แต่เอกสารอย่างอื่นฉันคิดว่าทิฟฟานี่คงไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว จึงหยิบมากองรวมไว้กับเอกสารอื่น ๆ เดี๋ยวฉันค่อยเอาไปทำลายอีกทีก็แล้วกัน



คืนนั้นฉันเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้า การจัดห้องนี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย..

แล้วฉันก็หลุดขำออกมาอยู่คนเดียว.. บ้าบอเนอะ ที่อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำตามรายการอะไรนี่ แต่คิดอีกทีมันก็ดีเหมือนกัน ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ นี่อาจจะเป็นทางออกที่ฉันมองหามาตลอดในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาก็ได้

ฉันทำอะไรหลายอย่างเพื่อเยียวยาตัวเองจากอาการช้ำรัก ฟังเพลงเศร้า แล้วก็เลิกฟังเพลงเศร้า ออกไปชอปปิงบำบัด ไปตัดผมให้สั้นลง ตกค่ำก็เมาหัวราน้ำทุกคืนอยู่เกือบสัปดาห์ จากนั้นก็ขออนุญาตหัวหน้า Leave without pay ยาวสองเดือนเพื่อออกเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียว ขับรถไปเที่ยวในที่ที่ตัวเองอยากไป เป้าหมายสุดท้ายคือเกาะทางใต้ที่ต้องนั่งเรือไปเกือบสองชั่วโมง ตั้งใจที่จะตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วขณะหนึ่ง

ฉันใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากทำ ออกมานั่งรับลม ดูคลื่น ดูพระอาทิตย์ตกดิน เล่นน้ำ ดำน้ำ ทักทายนักท่องเที่ยวแปลกหน้าด้วยภาษาอังกฤษงู ๆ ปลา ๆ ลองดื่มเหล้าแปลก ๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ฉันทำอะไรแบบนี้วนเวียนอยู่นานเป็นเดือน

วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไปก็รู้สึกสบายใจดี แต่ทิฟฟานี่ก็ยังคงอยู่ในห้วงความคิดของฉันตลอด เธอจะเป็นอย่างไร สบายดีไหม มีใครเข้ามาจีบเธอหรือยัง เธอจะยังคิดถึงฉันอยู่ไหม.. ฉันปล่อยให้ตัวเองฟุ้งซ่านและร้องไห้เพราะเธออยู่ซ้ำ ๆ มันยากเหลือเกินที่จะตัดเธอออกไปจากใจ

ถึงจุดนี้ฉันก็ไม่รู้อีกแล้วว่าควรทำอย่างไรต่อไป ฉันไม่อยากทรมานกับการคิดถึงเธอซ้ำ ๆ แต่ความพยายามที่จะลืมทิฟฟานี่มันกลับทำให้ฉันเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นไปอีก ยิ่งไม่อยากคิดถึง ยิ่งอยากจะหายเจ็บไว ๆ มันยิ่งทำให้ตัวฉันเองต้องทรมาน

ฉันรักทะเล.. แต่ทะเลไม่ทำให้ลืมเธอได้เลย

เมื่อได้คำตอบอย่างนั้น

ก็ถึงเวลาที่ฉันต้องพาตัวเองกลับมาเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงเสียที







ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยเสียงนาฬิกาปลุก เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วก็รู้สึกแปลกตาอยู่บ้างกับของที่หายไป ฉันไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกนี้ออกมาอย่างไร แต่มันเป็นความแปลกในทางที่ดีนะ ข้าวของเริ่มดูเป็นระเบียบ ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ความรู้สึกแบบนั้นแหละ พวกคุณนึกออกใช่ไหม

วิธีการวันนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อวาน ฉันทำความสะอาดห้องน้ำ หยิบขวดโลชันและขวดน้ำหอมของทิฟฟานี่ที่เธอใช้เกือบหมดแล้วไปทิ้ง รวมทั้งแปรงสีฟันอันเก่าของเธอด้วย จากนั้นก็เข้าไปจัดการในห้องครัวต่อ โชคดีที่ฉันค่อนข้างมีระเบียบกับเรื่องในครัว เลยไม่มีอะไรให้ต้องทำมากนัก



เอาล่ะ.. ในที่สุดฉันมาถึงหมวดสุดท้ายของคมมาริแล้ว

ของที่มีคุณค่าต่อจิตใจ



ห้องนั่งเล่นเป็นส่วนที่ฉันค่อนข้างหนักใจ ตู้ลิ้นชักเต็มไปด้วยของกระจุกกระจิกที่เก็บรวม ๆ กันเอาไว้ ฉันจำได้ว่าไม่เคยรื้อออกมาดูเลยว่าตัวเองเก็บสะสมอะไรไว้ในนั้นบ้าง แต่ฉันรู้นะว่าในนั้นมีแต่ของที่สำคัญ

ฉันนั่งจมอยู่กับความคิดตัวเองพักใหญ่ ไม่ใช่ว่ากำลังฟุ้งซ่านอะไรไปมากมาย

แต่คิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไรกับพวกมันดี





‘2016 - 2020’



ฉันบรรจงเขียนตัวเลขปีค.ศ. ลงบนกล่องใบเล็ก ๆ ที่พอจะหาได้



ก่อนจะหยิบของขึ้นมาทีละชิ้น.. ทีละชิ้น



แล้วเลือกเก็บสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีความสุขลงไปในนั้น..



ไดอารี่ของฉัน..



การ์ดที่ทิฟฟานี่เคยเขียนให้ตอนวันเกิดทุกปี..



อัลบั้มรูปถ่ายของเราสองคน..



กระเป๋าสตางค์ใบเก่าของฉันที่เธอเคยซื้อให้..



ของที่ระลึกจากสวนสนุกที่เราเคยไปด้วยกัน..



รูปของฉันที่เธอเป็นคนถ่าย..





ฉันร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่ของชิ้นแรกจนถึงชิ้นสุดท้าย

ภาพรอยยิ้มสดใสของฉันในตอนนั้น มันย้ำเตือนความทรงจำในอดีตได้อย่างดี



..ที่ผ่านมา ฉันมีความสุขมากจริง ๆ นะทิฟฟานี่

ฉันไม่เคยลืม และจะเก็บทุกสิ่งไว้ในความทรงจำ



แต่ฉัน.. และเราทั้งคู่ จะต้องก้าวเดินต่อไป..









ฉันขับรถตาม maps มาเรื่อย ๆ ใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็เห็นป้ายมูลนิธิที่ติดประกาศไว้ว่าขอรับบริจาคสิ่งของทุกอย่าง เพื่อส่งต่อให้กับเด็กยากไร้

หลังจากติดต่อขอบริจาคและทำใส่รายละเอียดในเอกสารลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่มูลนิธิก็มาช่วยฉันขนกองสัมภาระด้านหลังรถกับกระเป๋าเดินทางเก่า ๆ อีกหนึ่งใบ

“หมดแล้วใช่ไหมครับ”



“จะให้เราส่งพัสดุไปให้ไหม”


“ไม่เป็นไรหรอก ลำบากเธอเปล่า ๆ ไว้เราค่อยกลับไปเอาตอนบินไปหาเธอ หรือตอนที่เธอบินมาที่นี่ก็ได้”


ทิฟฟานี่เคยบอกเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เธอไปถึงที่นั่น

..แต่สิ่งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น



ฉันหันไปมองตุ๊กตาเงือกน้อยผมแดงที่เบาะข้างคนขับ หยิบมันขึ้นมามองพักใหญ่แล้วยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ที่รออยู่

“..อันนี้ด้วยค่ะ”



ก่อนที่รถจะเคลื่อนออกไป ฉันหันกลับไปมองมันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความใจหายอยู่บ้าง..

เจ้าเงือกน้อยของทิฟฟานี่ ตอนนี้ถูกนำไปวางกองรวมไว้กับตุ๊กตาตัวอื่น รอคอยเวลาที่เหมาะสมที่จะออกเดินทางไปหาเจ้าของใหม่ของมัน

ทิฟฟานี่จะว่าอย่างไรบ้างนะถ้ารู้ว่าเจ้าแอเรียลที่เธอรัก กำลังจะกลายไปเป็นของคนอื่น..

ฉันคิดว่าเธอคงจะโวยวายเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเธอเป็นคนลืมมันไว้เองนี่นา ฉันก็ต้องหาวิธีจัดการในแบบของตัวเอง เรื่องนี้เธอโทษฉันไม่ได้หรอกนะทิฟฟานี่

อันที่จริงคงไม่จำเป็นต้องละทิ้งอดีตทั้งหมดเพื่อลืมเธอ

เพราะฉันเลือกได้ว่าจะเก็บอะไรเอาไว้ในชีวิตบ้าง แต่ก็คงจะไม่ใช่กับสิ่งนี้..




ฉันสูดหายใจเข้าออกเต็มปอดก่อนขับรถต่อไป ไม่มีอะไรติดค้าง ไม่มีอะไรให้เสียใจ

อันที่จริงฉันรู้สึกสบายใจกว่าตอนไปติดเกาะอยู่เป็นเดือนเสียอีก



ขอบคุณนะ ที่ครั้งหนึ่งเธอได้เข้ามาเติมเต็มความสุขให้กัน



จากนี้ฉันก็ได้แต่หวังว่าเธอจะโชคดี



และมีความสุขอยู่เสมอ



ลาก่อนนะ..




Once, I had been part of your world.






The End








- ไม่ได้เขียนอะไรมานานแล้วค่ะ ถือโอกาสเคาะสนิทด้วย one shot สักเรื่อง

- เรื่องนี้น่าจะเป็น #แทนี่ เรื่องแรกของเรา (ถ้าไม่รวมคู่รองในเรื่องอื่น ๆ ที่เคยเขียนมา)

- ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจ เชื้อไฟ และโปสเตอร์สวย ๆ นะคะ คนเก่ง Ma-Bung <3

- ขอบคุณที่แวะเข้ามา และขอให้อ่านอย่างเพลิดเพลินค่ะ ^^
SHARE
Writer
0nlyDean
Reader, Listener
Sound out!

Comments