"จิ๊กโก๋กลางขบวน"
ควันบุหรี่ลอยอวลอยู่ในโบกี้รถไฟระหว่างเดินทางไปต่างจังหวัดเมื่อปีก่อนผมยังจำได้ โดยเฉพาะเรื่องราวในเหตุการณ์อันเกี่ยวแก่ชายผู้นั้น เฉกเดียวกับเขาเองที่จดจ้องผมอย่างอาฆาตมาดร้ายก็คงจดจำผมได้เช่นกัน

เรื่องมันเริ่มจากที่นั่งชั้นสองพัดลมซึ่งผมเลือกแล้วว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยสัก 6-8 ชั่วโมง เพื่อเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงพิษณุโลก

ขบวนรถไฟคืบคลานอย่างเชื่องช้า แสงแดดส่องลอดเข้ามามิได้คลาสสิกเหมือนเนื้อหาในนวนิยายที่ชอบรำพันถึงการเดินทางแสนโรแมนติกแม้แต่นิดเดียว

โดยเฉพาะชุดที่นั่งของผู้โดยสารด้านหน้าซึ่งตัดแบ่งเป็นที่นั่งชั้นสาม ส่วนใหญ่เหมือนกับผู้โดยสารทั่วไป เว้นเพียงส่วนลึกของความคิดที่เร้าเร่งว่าเมื่อไหร่ขบวนรถจะถึงจุดหมาย

และในบรรดาที่นั่งตรงนี้ มี “จิ๊กโก๋” คนหนึ่งครองตำแหน่งที่นั่งคนอื่นๆ ด้วยสารพัดสัมภาระ

เขาใส่แว่นดำ วางก้ามใหญ่โต ที่สำคัญคือรอยสักบ่งบอกประสบการณ์ทางโลกอันโชกโชน มือหนึ่งหยิบถือเครื่องดื่มชูกำลัง แววตาจับมองโลกทัศน์สองข้างทาง สลับการหันมองผู้โดยสารสาวพร้อมกับเอ่ยแซวราวกับพวกหล่อนเป็นขนมหวาน

แต่ที่น่าทุเรศ เห็นจะเป็นการสูบบุหรี่อันเป็นการกระทำผิดชัดเจน

ผู้โดยสายหลายคนอดกลั้นกับพฤติกรรมของเขา บางคนเบ้หน้า บางคนปิดจมูก ถึงอยากจะออกไปตักเตือนแต่ก็จำต้องกริ่งเกรงอย่างเสียมิได้

สุดท้ายก็มีคนหาญกล้า ลุกจากที่นั่งไปฟ้องการ์ดรถว่ามีคนสูบบุหรี่ในห้องโดยสาร ใครคนนั้นเป็นผู้โดยสารชั้น 2 ที่นั่งใกล้ผมเอง

หลังจากลุกไปโวยวายกับการ์ดรถแล้วกลับมานั่งที่เดิม การ์ดรถก็เดินไปตักเตือนชายผู้นั้น จิ๊กโก๋คนดังกล่าวโกรธขึ้งเป็นอย่างมาก แววตาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง

ด้วยความไม่รู้ว่าใครเป็นคนขี้ฟ้อง เขาอาจเข้าใจว่าเป็นผมด้วยซ้ำ ผมรู้สึกได้

นั่นไง เขามองมาที่ผมหลายครั้ง เขาส่งแววตาเหี้ยมเกรียมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

เขามองแล้วมองอีก มองแล้วก็มองอีก ในหัวสมองเขาคงคิดครุ่นกรุ่นแค้น เขาอาจวางแผนกลั่นแกล้งผมหรือใครก็ตามที่บังอาจล่วงเกินอากัปกิริยา

โชคเข้าข้างอยู่บ้างที่ผมเดินทางไกลกว่าเขา และเขาจำต้องลงจากขบวนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

ตอนเขาลงจากขบวนรถ เขาไม่ลืมส่งมอบแววตาอันโหดร้าย ถ้าผมเผลอตัวคงคอขาด อาจถึงตายไม่รู้ตัวก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ผมคาดหวังว่าเขาคงไม่อาจก่อเหตุอันใดก็คือจีวรที่ห่มคลุมร่างเนื้อของเขา ถึงจะเป็นเพียงเส้นบางๆ ป้องกันการกระทำอันเลวร้ายมิให้ผลิดอกออกผลมากไปกว่านี้ก็เถอะ

“สาธุ” ผมน้อมขอบคุณ “ผ้าเหลือง” ที่ช่วยมิให้เหตุร้ายแสดงตนออกมา

แต่การน้อมไหว้ของผมนั้น มิได้กราบไหว้ศรัทธาชายผู้ห่มผ้าเหลืองคนนั้นแต่อย่างใด

SHARE

Comments