Mirror World - wipe dirty mind (pt.1)
เอี๊ยด!
"โว้ววว...ช้าไว้ ค่อยๆ ~"
เสียงโหยหวนจากโครงเสาเหล็กสนิมเกาะลอยหวีดหวิวไปตามแรงลม ตามด้วยเสียงพึมพำในใจของเด็กผู้ชายผิวคล้ำคนนั้น คนเดียวที่ชอบแส่หาเรื่องสนุกพิลึกๆ เช่นการเดินเล่นบนไซต์ก่อสร้างร้างเพียงลำพัง ป่ายปีนไปเรื่อยๆเพื่อเป้าหมายอันสำคัญ...สำหรับเขาคนเดียว

"นี่เหรอวะ..เมืองที่เราอยู่กับคนพวกนั้นมาตลอด"
ปากเล็กๆขยับพล่ามสารพัดสิ่งออกมาเรื่อยๆ ราวกับว่าเขากำลังโดนสัมภาษณ์เข้าทำงานระดับหัวหน้าใหญ่ของบริษัทชื่อดัง แต่เปล่า มันแค่การบ่น ถึงชีวิต ความคิด ผู้คน ความทรงจำ และ ความเพ้อฝัน 

มือที่เกาะเสาเหล็กแข็งเอาไว้ค่อยสไลด์ลงมาช้าๆ ขณะที่เขาย่อตัวลงนั่งกับพื้นตะแกรงเก่าๆ แล้วเอนหลังช้าๆ ช้ามากพอจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยจากการตกตึก30ชั้นไปพร้อมตะแกรงโง่ๆนี่ มือที่กำยึดไว้แน่นค่อยคลายออกเบาๆ วางลงบนอกช้าๆ ขณะที่ข้างขวายังคงจับราวเหล็กใกล้ตัวไว้หลวมๆ 
"ฟู่ววววววววววว"
ลมหายใจที่กลั้นค้างไว้หลายหน ถูกเคลียร์ออกจนหมดอย่างช้าๆ ตามด้วยการหยุดหายใจ 1-2 วินาที รอให้ลมพัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จากปลายจมูก ปอดของเขาจึงค่อยขยายตัวช้าๆ จนตึงและแน่น กลั้นค้างไว้สักพักจึงผ่อนลมออก การทำซ้ำเกิดวนอยู่หลายครั้ง เรื่องเครียด และปัญหาทั้งหลายถูกเจือจางลงไปตามลมหายใจแต่ละครั้ง 2-3 นาทีใบหน้าก็คลายตัว กล้ามเนื้อหลายส่วนหายจากอาการบีบเกร็ง เปลือกตาสองข้างเปิดออกรับแสงสลัวของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า 

ทุกอย่างนิ่งสนิทบนโครงสร้างเหล็กเก่าๆ แม้จะมีลมพัดเอื่อยๆ ท้องฟ้ายังเคลื่อนไหว แต่ตัวเขากลับนิ่งไม่ขยับ เพราะเขารู้ว่านี่ไม่ใช่เตียงฝูกนุ่มๆที่บ้าน หากเขาทำตัวไม่ถูกใจมันเมื่อไหร่ ก้อนเมฆ สายลม และ การนอนเล่นครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของเขา 

ศรีษะหันช้าๆไปตามดวงตาที่เหลือบมองพระอาทิตย์ตก ก่อนจะนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ลูกตาที่กลอกไปมาทำหน้าที่บันทึกวิวทิวทัศน์นี้ไว้เป็นครั้งสุดท้าย เฝ้ารอจังหวะที่แสงสุดท้ายจะดับสนิทจากขอบฟ้า อย่างไม่กระพริบตาสักนิด
เฝ้ารออย่างเยือกเย็น ปล่อยให้เวลาผ่านไปหลายนาที เป็นชั่วโมง ให้สิ่งเหล่านั้นไหลผ่านตัวและจิตใจไปช้าๆ 
ที่เรามองพระจันทร์ มันเป็นเพราะเราคิดถึงแสงของดวงอาทิตย์หรือเปล่านะ?เวลานั้นมักจะหมดเร็็็็็็วเสมอเมื่อเราต้องการ 
ในช่วงจังหวะคาบเกี่ยวกันนั้น สิ่งเหล่านี้เกิดแทบจะพร้อมเพรียง 
.
โจทย์ปัญหาถูกตั้งแง่ขึ้นในจิตใจ
แสงอาทิตย์สุดท้ายหายลับไปจากขอบฟ้า
พร้อมกับ มือขวาเกร็งแน่นยึดกับเสาเอาไว้ 
.
"..."
ดวงตานิ่งเฉยไร้ซึ่งความรู้สึก จ้องมองแผ่นตะแกรงที่ล่วงไปเบื้องล่างช้าๆ ในขณะที่แขนขวารับน้ำหนักของทั้งร่างเอาไว้ 
ฟุ่บ!
.
แขนซ้ายเอื้อมคว้าบาร์เหล็กนั้นไว้เช่นกัน ก่อนสายตาจะเริ่มมองหาเส้นทางกลับ และวิเคราะห์การเดินทางลงพื้นท่ามกลางความสว่างจากแสงไฟสาธารณะห่วยๆ ที่ไม่รู้จะดับไปตอนไหน 

กึ้ง!
เสียงฝ่ามือ ฝ่าเท้า และ เข่าทั้งสองปะทะกับเหล็ก เมื่อมือทั้งสองข้างผละออกจากบาร์ ทิ้งร่างผอมลงบนคานขนาดใหญ่ด้านล่าง 
แกร๊ง! ~
ร่างเล็กเดินไปที่โซ่เส้นใหญ่ข้างๆ กระชากเต็มแรงจนเสียงดังลั่นของเหล็กกระทบโหยหวนไปตามลมอีกครั้ง 
"เอะอะจังเลยว่ะกู ฮ่ะๆ"

ครืดด ~
เสื้อคลุมยีนส์เกรอะคราบที่คนงานทิ้งไว้ ถูกใช้เป็นที่จับเผื่อควบคุมความเร็ว และลดการบาดเจ็บจากโซ่ ไม่นานนักเขาก็แตะพื้นด้านล่าง 
"ขอบคุณครับ"
สายตาอิ่มเอมจ้องมองเสื้อคลุม ขณะที่พูดคำลาในแบบของเขา ก่อนจะพาดมันไว้กับราวเหล็กใกล้ๆ เขาถอยหลังออกมาสองสามก้าว เงยหน้ามองสิ่งก่อสร้างร้างๆเก่าๆ นั้น ก่อนจะเอ่ยบางคำทิ้งไว้
ขอบคุณจริงๆนะ...ขอให้โชคดี 
รอยยิ้มสุดท้ายหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยแววตาที่อัดแน่นด้วยความมุ่งมั่น และ พลังงานบางอย่าง มือเล็กหยิบหูฟังยัดใส่รูหู กดสมาร์ทโฟนเลือกไปที่ Latency - Martin Garrix ก่อนจะเอื้อมไปไขกุญแจ บีบคลัช เข้าเกียร์ R6 สีดำสนิท รอให้จังหวะเพลงเหมาะเจาะ ถอนคลัช แล้วบิดคันเร่งจนสุด โลดแล่นไปบนท้องถนนยามราตรีอีกครั้ง 

SHARE
Written in this book
Mirror
Writer
PiscesBoy
Free Writer
สวัสดี. . .เราคือ คนที่เคยอ่อนแอ และร้องไห้แทบเป็นตาย เพราะเพื่อนในจินตนาการตายจากไป และในตอนนี้เราคือคนที่ใฝ่หาอิสระเสรี และความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อไป ...ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ...

Comments