"ความตาย" หน้าตาเหมือน "อวกาศเวิ้งว้างอันไกลโพ้น" ป้ะ?

ความตายหน้าตาเป็นแบบไหน จะเหมือนอวกาศเวิ้งว้างอันไกลโพ้นหรือเปล่า จะเหงาไหมนะ จะมีเพื่อนอยู่ที่นั่นหรือเปล่า


เราเป็นมนุษย์ที่กลัวความตายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการตายของตัวเองหรือการตายของคนรอบข้าง เราไม่เคยรู้สึกชินชากับความตายเลย เพราะความตายสำหรับเราเท่ากับความเวิ้งว้างที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นอวกาศที่ยิ่งใหญ่ที่แม้จะหาจุดหมายปลายทางแต่ก็ไม่มีที่ให้ลงจอด

ย้อนกลับไปประมาณเกือบยี่สิบปีที่แล้ว น่าจะเป็นช่วงประถมตอนต้นหรือปลายๆอนุบาลก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ มีข่าวเกี่ยวกับอุกกาบาตที่จะตกลงมาบนโลก แถมตอนนั้นหนังเรื่อง Armageddon วันโลกาวินาศ (1998) ก็โคตรดัง เป็นหนังที่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งรู้สึกถึงความเหมือนจริงไปซะหมดจนคิดว่าข่าวที่เห็นในทีวีและหนังคือเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

ตอนนั้นในวัยยังไม่ถึงสิบขวบ เด็กคนนั้นกลัวว่าโลกจะแตกแล้วเด็กคนนั้นจะตาย พ่อแม่ ตายาย ญาติๆ เพื่อนๆ ก็ตายกันหมด ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เด็กคนนั้นก็เลยหดหู่และจมปลักกับความคิดไร้สาระของตัวเองอยู่ลำพังจนกลัวจับใจ และมันก็ได้สร้างอะไรบางอย่าในหัวของเด็กคนนั้นแม้เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

ถ้าเราตายไปวิญญาณของเราจะไปอยู่ที่ไหนนะ? 

แล้วในที่ๆวิญญาณอยู่จะหน้าตาเหมือนอวกาศเวิ้งว้างอันไกลโพ้นหรือเปล่านะ? 

หรือถ้าตกนรกขึ้นมาล่ะ จะมีสภาพเหมือนในภาพวาดที่ติดอยู่ในวัดหรือเปล่า? 

มันจะเหงาหรือเปล่า ถ้าตายไปแล้ว จะมีเพื่อนไหมนะ?


ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งกลัวก็ยิ่งหดหู่ และยิ่งหดหู่ก็ยิ่งไม่อยากจะทำอะไรเลย เหมือนกับว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กที่ควรจะเป็นเด็ก เราในวัยไม่ถึงสิบขวบคิดอะไรได้เพ้อเจ้อไปไกลแสนไกล ถึงขั้นบั่นทอนจิตใจของตัวเองไปพักใหญ่ๆ

แต่แล้วในปีนั้นหรือปีต่อๆมาๆ โลกก็ไม่ได้แตก เราเติบโตขึ้นและมีชีวิตปกติสุขแบบเด็กทั่วไป แต่ลึกๆก็ยังคิดถึงเรื่องความตายอยู่ตลอดเวลา แม้มันจะไม่ได้ส่งเสียงดังเหมือนช่วงที่กลัวอุกกาบาตชนโลกแตก แต่มันไม่เคยลบหรือหายไป มันก็แค่เงียบเท่านั้น

จนกระทั่งเริ่มเติบโตขึ้นมาอีกนิด ก็เพิ่งจะได้สัมผัสความตายเป็นครั้งแรก ลูกพี่ลูกน้องที่แสนใจดี อายุห่างจากเราเป็นสิบกว่าปี ทำงานอย่างหนักเพื่อรีบหาเงินแต่งงานกับแฟนที่ทั้งน่ารักและนิสัย แต่สุดท้ายก็ต้องตายเพราะทำงานหนักเกินไป ตอนที่รู้ข่าวนี้ รู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นความจริง มันเหมือนกับว่าไม่มีคนๆนี้อยู่บนโลกใบนี้นี้อีกแล้ว มันไม่เหมือนการจากลาที่สุดท้ายก็อาจจะกลับมาเจอกันใหม่ 

ต่อมาไม่นาน ปู่ ก็เสีย จำได้ว่าเราร้องไห้หนักมาก ไม่รู้เพราะอะไรทำให้ร้องไห้ อาจเพราะเราจดจำว่าปู่เป็นปู่ เป็นคนที่เคยดูแลเรามาบ้างตอนเด็กๆในช่วงที่พ่อพาไปเยี่ยม เราร้องไห้หนักแต่ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าร้องไห้เพราะรู้ว่าปู่ตาย ปู่ไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

จนมาถึงการเสียชีวิตของผู้ชายที่เรารักยิ่งกว่าพ่อแม่ ก็คือตาที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่แบเบาะ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากจริงๆ เรารักตามาก ตาเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็น ตาผู้แสนดีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ และนั่นก็เป็นครั้งแรกจริงๆที่เห็นคนตายต่อหน้า อยู่ในช่วงวินาทีที่คั่นระหว่างมีชีวิตกับเสียชีวิต มันเป็นการนอนหลับที่ไม่วันตื่นขึ้นมาอีกแล้ว เรารู้ดีว่าถ้าตาหลับไปตอนนั้น จะไม่ตื่น และนั่นก็เท่ากับว่าจะไม่มีตาอีกแล้วบนโลกใบนี้ แต่เพราะโรคร้ายที่ทำให้ตาทรมานนานเกือบปี มันก็ทำให้เราคิดอีกอย่างในใจอย่างคนร้ายกาจว่า ตายไปได้ก็คงจะดี จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดทรมานอีก

ถึงจะเกลียดและกลัวความตาย แต่สุดท้ายมันกลับเป็นทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตทุกสิ่งบนโลก เราไม่รู้หรอกว่าการที่ตาตายไปแล้ว ตาจะหายเจ็บอย่างที่เราคิดเอาไว้หรือเปล่า เพราะเราไม่รู้ว่าปลายทางของคนตายจะไปอยู่ที่ไหน จะใช่อวกาศเวิ้งว้างอันไกลโพ้นแบบที่เคยจินตนาการหรือเปล่า 

ที่เรารู้ในตอนนั้นคือ ถ้าอยู่บนใบโลกนี้แล้วเจ็บปวด การตายก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยปลดปล่อยอะไรทำนองนั้นก็ได้ล่ะมั้ง

เราคิดถึงเรื่องความตายแทบจะตลอดเวลาจริงๆ เวลาว่างๆชอบคิดเล่นๆว่าถ้าเราตายไปจะเป็นยังไงต่อ มันจะเหมือนโดนตัดจบไปซะดื้อๆอะไรแบบนั้นหรือเปล่า คิดๆไปก็คงใช่ 

และพอมาคิดอีกว่า ถ้าคนที่เรารักตายไปล่ะจะเป็นยังไงนะ ทั้งพ่อ แม่ ป้า ยาย พี่ น้อง ญาติๆ เพื่อนๆ แน่นอนว่าภาพคงไม่ได้ตัดจบเหมือนกรณีที่เราตายหรอก มันคงเป็นความรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน และเสียใจต่างหาก เราจะทำใจได้เหรอวะ จะต้องกลับมาเจ็บปวดเหมือนตอนที่เสียคนที่เรารักไปเมื่อตอนเด็กๆอีกเหรอ ยิ่งกับคนที่อยู่ด้วยกันนานๆ มันคงยากที่จะดทำใจถึงการไม่มีเขาอยู่ คงจะเศร้าสุดๆไปเลย

เราคิดถึงเรื่องความตายอีกแล้ว คิดถึงตลอดเวลาจริงๆ บางคนอาจจะมองว่าเราวิตกกังวลเกินไป ก็คงจะเป็นแบบนั้น แต่เพราะคิดถึงแต่เรื่องความตาย มันเลยทำให้เราตระหนักหลายๆอย่างได้

(1) ถ้าเราตาย ภาพก็คงตัดจบ ไม่มีอะไรอีกแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากจะทำได้อีกต่อไป ไม่สามารถจะหวงแหนสมบัติที่เรารัก หวงแหนความเป็นส่วนตัวที่ปิดซ่อนเอาไว้ในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์และสมองของเรา

(2) ถ้าเราตาย ต่อให้เสียดายแค่ไหนภาพก็ตัดจบอยู่ดี แน่นอนว่าถ้าไม่อยากจะเสียดายก็ต้องลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ พยายามทำทุกๆวินาที ให้มันเกิดคุณค่ามากที่สุด เพราะเมื่อถึงเวลาตาย จะได้ไม่ต้องเสียดาย

(3) ถ้าเราไม่ได้ตายแต่คนที่เรารักตาย คงเศร้าสุดๆเลย และแน่นอนว่า เราไม่รู้ว่าคนเหล่านี้จะตายเมื่อไหร่ ก่อนที่ภาพสุดท้ายของพวกเขาจะตัดจบ เราได้สร้างอะไรเอาไว้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าเราบังเอิญสร้างความเจ็บปวดเอาไว้ล่ะ จะหาทางเยี่ยวยาเพื่อรักษาและสร้างความงดงามได้อย่างไร ก็คงต้องเริ่มตั้งแต่วินาทีนี้แหละ

(4) ถ้าเราไม่ได้ตายแต่คนที่เรารักตาย จะทำใจอย่างไรดี เรามักจะมองหน้าทุกๆคนที่เรารักและจินตนาการว่าถ้าเขาไปอยู่ในอวกาศแสนเวิ้งว้างแล้วล่ะ เราจะเป็นยังไงนะ เราจะทำใจให้ยอมรับได้หรือเปล่าว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว จะตัดใจกับการไม่มีเขาได้หรือเปล่า บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ ที่รู้ๆคือมันคงเศร้ามากๆ แต่จะทำยังไงต่อไป ก็คงต้องอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุดล่ะมั้ง

(5) เพราะความตายคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็เลยต้องเตรียมใจรับมันให้ได้ ต้องพร้อมรับตลอดเวลา เพื่อที่จะได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ต้องทำ อยากทำ และยังไม่ได้ทำให้มากที่สุด เพื่อสุดท้ายจะได้ไม่ต้องเสียดายเมื่อความตายมาเยือนแบบไม่บอกกล่าว

และเพราะคิดถึงแต่เรื่องความตายอยู่ตลอดเวลา ก็พยายามคิดถึงเรื่องอดีตให้น้อยที่สุด คิดถึงอนาคตให้น้อยที่สุด เพื่อทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ออกมาน่าใจเท่าที่จะสามารถทำได้

SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments

Phaieiei
6 months ago
love
Reply