นิวยอร์กไตรภาค-พอล ออสเตอร์ (คมสัน นันทจิต แปล)
นิวยอร์กไตรภาค - พอล ออสเตอร์ (คมสัน นันทจิต แปล)
.
.
“นิวยอร์กเป็นพื้นที่ไร้จุดสิ้นสุด เขาวงกตแห่งการย่างก้าวไม่รู้จบ และไม่ว่าเขาจะเดินไปไกลแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะรู้จักย่านทั้งหลายและบรรดาท้องถนนในนิวยอร์กดีเพียงใด มันก็ยังทำให้เขารู้สึกหลงทางเสมอ หลงทาง ไม่ใช่เพียงแค่ในเมือง แต่ในตัวของเขาเองด้วย…” (นิวยอร์กไตรภาค: หน้า 8)
.
.
.
[นิวยอร์กยอกย้อน]
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่นั่น เมืองใหญ่แห่งความเปลี่ยวดาย สถานที่ที่ความหมายและความจริงแตกกระจายราวกับเศษแก้ว เรื่องเล่าและความจริงชุดแล้วชุดเล่าถูกปะติดปะต่อผ่านการกอบเก็บเศษแก้วเหล่านั้นขึ้นมาเรียงร้อย ตีความ ตีขลุมของผู้คนซึ่งเปลี่ยวดายยิ่งกว่าสถานที่
หนึ่งคือผู้สวมรอยและมีชีวิตด้วยการทำลายล้างตัวเขาเองในเวลาเดียวกัน เฝ้าติดตามและควานหาความจริงที่ไม่มีอยู่จริง
สองคือผู้พลัดหลงเข้าไปในเรื่องราวของชีวิตคนอื่นเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของตัวเอง ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกใช้เป็นเครื่องมือ-เป็นส่วนหนึ่งที่หล่อเลี้ยงเรื่องราวชีวิตคนอื่นที่น่าสลดสมเพชนั้นอีกทีหนึ่ง
สามคือผู้หลงทางและพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในเกมกลของปริศนาที่ไร้คำตอบ…

มีคนเคยบอกว่านิยายสืบสวนสอบสวนไม่อาจออกห่างจากเมืองและผู้คน ความพลุกพล่าน ร่องรอยลึกลับ สิ่งละอันพันละน้อยที่ซุกซ่อนเบาะแสไว้มากมาย ชิ้นส่วนของความจริงที่รอวันค้นพบ แล้วนิวยอร์กมีอะไร? โทรศัพท์สายพันกัน เศษกระเบื้อง ขี้หมาแห้ง ชายโดดเดี่ยว วรรณกรรมสลับซับซ้อน เส้นทางซ้ำซากและอีกหลายๆ อย่างที่เหมือนจะนำไปสู่ความจริงแต่ไม่นำไปสู่อะไรนอกจากความงุนงงสงสัยที่ไร้ค่า แถมยังจืดชืดจำเจ
แหงล่ะ…
ก็มันไม่ใช่นิยายสืบสวนสอบสวนนี่นา…
นี่มันนิยายเสียดสีชีวิตจำเจของชนชั้นกลางที่ตกเป็นทาสของความจริงต่างหาก…
.
.
.
[Private Eye]
นิวยอร์กไตรภาค (The New York Trilogy) เป็นชุดนวนิยายที่สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่กล่าวขวัญถึงเป็นอันดับต้นๆ ของพอล ออสเตอร์ ในฐานะงานเขียนที่มีความแปลกใหม่ล้ำสมัย ได้รับฉายาว่าเป็น 'นิยายแนวสืบสวนที่ต่อต้านนิยายแนวนักสืบ' จนถึง 'นิยายแนวสืบสวนแบบโพสต์โมเดิร์น' ตอนตีพิมพ์ครั้งแรก แต่ละเรื่องจะแยกกันออกมาทีละเล่ม คือ นครกระจก (City of Glass) ในปีค.ศ.1985, ภูตผี (Ghosts) ในปีค.ศ.1986 และ ห้องปิดตาย (The Locked Room) ในปีค.ศ.1986 หลังจากนั้นจะเป็นการตีพิมพ์แบบรวมสามเรื่องในเล่มเดียว (นิวยอร์กไตรภาค: ปกหลัง)
.
.
เอาเข้าจริงไม่ค่อยอยากเรียกหนังสือเล่มนี้ว่านิยายสืบสวนแนวโพสต์โมเดิร์นเท่าไหร่ เพราะอ่านจบแล้วพบว่าไม่ใช่เลยทั้งคู่ แต่ก็ยอมรับว่าโดนตกด้วยความเข้าใจผิดว่ามันคือนิยายสืบสวนสอบสวนนี่แหละ
ถ้านิยายเล่มนี้เป็นงานปาร์ตี้ มันก็เป็นปาร์ตี้แบบที่เราชอบเป็นพิเศษ เป็นปาร์ตี้ที่มีเดรสโค้ด มีเพลย์ลิสต์เพลงเฉพาะ มีธีม มีอาหารและองค์ประกอบทุกอย่างที่ไม่หลุดธีมแม้แต่น้อย มีกระทั่งความเว้าแหว่งขาดวิ่นไม่สมประกอบที่ปรากฏผ่านตัวละคร ภาษาและเรื่องราวในเรื่อง ยังเป็นความไม่สมประกอบที่โคตรสมมาตรและถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีเลย

ตัวละครจากทั้งสามตอนถูกพาออกมาจากชีวิตเรียบเรื่อยจำเจ ถลำตัวไปอยู่ในฐานะ “Private Eye” หรือนักสืบของเรื่องราวในตอนนั้นด้วยความไม่ตั้งใจ ก่อนที่จะเต็มใจและทุ่มตัวลงไปอย่างเอาเป็นเอาตาย วิ่งไล่ตามเบาะแส เส้นทางและองค์ประกอบสำคัญที่นิยายสอบสวนสืบสวนพึงมี ก่อนจะพบว่าโดนนักเขียนหลอกเสียเต็มเปา นอกจากจะไม่มีคำตอบแล้ว คำถามใหม่มากมายก็พุ่งเข้าชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมึนไปหมด ไม่มีอะไรเลย ปีเตอร์ สติลล์แมนที่ควินน์เฝ้าติดตามตลอดเวลาจนแทบทิ้งทั้งชีวิตตัวเองไปนั้นมีตัวตนจริงไหม – ไม่รู้เลย แบล็กคิดอะไรอยู่ถึงจ้างให้บลูมาเฝ้าติดตามตัวเองอย่างไร้จุดหมาย บลูจะทำยังไงกับตัวเองหลังพบความจริงที่น่าสมเพชนั้น - ไม่รู้เลย หัวใจที่ปิดตายของแฟรนชอว์ซุกซ่อนความจริงอะไรไว้ เขาคือเจ้าของเรื่องราวทั้งหมดของนิยายเล่มนี้หรือไม่ - ไม่รู้เลย (โว้ย)

ในเวลาเดียวกันนั้น ในเวลาเดียวกับความวุ่นวายใจต่อคำถามที่ไร้คำตอบ เราถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาเราสวมตัวเองเข้าไป เป็น Private Eye อีกคนหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว เผลอเชื่อว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์ที่จะเข้าถึงความจริงหนึ่งเดียว ถูกหลอกให้หลงลำพองว่ากำลังกุมอำนาจในการคลี่คลายความจริงของเรื่องเล่า ถ้าเพียงแต่สังเกตมากพอ จดจ่อมากพอ ช่างตีความมากพอ ถ้าเพียงแต่อดทนรอไปจนถึงหน้าสุดท้ายได้ไหว
แต่ก็นั่นแหละ
ไม่มีคำตอบอะไรรออยู่เลยจริงๆ…
.
.
.
[ตาม-หาย]
เราไม่แน่ใจว่ามันมาจากความจงใจหรือไม่อย่างไร แต่การที่ต้นฉบับนิยายเล่มนี้ถูกตีพิมพ์แยกตอนมาแล้วตั้งแต่ต้นก่อนจะถูกนำมารวมไว้ด้วยกันในตอนท้ายทำให้กลชิ้นใหญ่นี่อลังการยิ่งกว่าที่คาดไว้อีก เพราะเมื่ออ่านตอนต่อตอน ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันเป็นเอกเทศจากกันและกัน เชื่อว่าตอนต่อไปจะพาเราไปหาคำตอบใหม่ แต่กลับมาตลบหลังเอาตอนท้ายว่าทั้งสามตอนคือแฝดสามจากไข่ใบเดียวกัน ยั่วล้อเราด้วยวิธีการเดิมซ้ำๆ ย้ำประเด็นเดิมๆ อย่างหาญกล้าและน่าไม่อายแถมใช้ท่ายากชวนสับสนที่ละสายตาไม่ได้เพราะคิดไปเองว่าสำคัญแน่ๆ สำคัญแหงแก๋ (ทั้งชื่อตัวละครที่พันกันชุลมุนชุลเก ภาษาและการเล่นคำขั้นเทพแบบพวกเนิร์ดปรัชญา อัดเรฟเฟอร์เรนซ์ไบเบิล วรรณกรรม ตำรามากมาย แถมด้วยก้อน “น่าสงสัยจังเลยอันนี้” ที่หล่นเรี่ยราดเต็มไปหมด กะว่าจับไว้สักอันต้องเจอคำตอบดีๆ แน่แหละน่า)
แทนที่จะหงุดหงิดฉุนเฉียว เรากลับรักตาคนนี้ขึ้นมาเสียฉิบ ค่าที่ว่ามันยั่วเก่งจังเลย หลอกล่อเก่งจังเลย ตลบหลังเก่งจังเลย และใจแข็งจังเลยที่ปั้นเรื่องปั้นราวต่างๆ ไว้มากมายเพื่อเอาไว้กดชักโครกทิ้งทีเดียวแล้วบอกว่า ไม่มีความหมายจ้า ไม่บอกร้อกกกก พร้อมๆ กับการไขปริศนาที่ไร้คำตอบ (เพราะกดทิ้งลงชักโครกในจินตนาการแล้ว) นักเขียน (และนักแปลที่สำนวนเฉียบขาดมาก) พาเราสืบค้นลึกลงไปในใจตัวเอง ในสำนวนภาษาและชีวิตประจำวันที่ไว้ท่า กระบิดกระบวนจนเกินพอดีประสาชนชั้นกลางปัญญาชน ในความ (ดูเหมือนจะ) ปกติอย่างมากแต่ผิดปกติถึงขั้นสุด สำรวจความเปลี่ยวเหงาในใจ พาไปเจอข้อค้นพบใหม่ว่าอะไรกันที่เราคาดหวังจากนิยายสืบสวนสอบสวนและชีวิต เราชอบที่จะเป็น Private Eye ชอบชีวิตที่ต้องฉวัดเฉวียนระทึกใจเล็กน้อยกับปริศนาที่ท้าทายความสามารถและประสาทสัมผัส แต่มั่นใจได้ว่าสุดท้ายจะต้องคลี่คลายได้อย่างหมดจดไร้ข้อกังขา ค้นพบว่าจริงๆ แล้วเรารักให้คุณค่ากับ “ความจริง” แค่ไหน รักที่จะเป็น “ผู้รู้” มากแค่ไหน เกลียดความ “ไม่รู้” และทุกอย่างที่ควบคุม-คาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่าที่เราคิด มันเลยตลกด้วย สนุกด้วย เศร้าด้วย - ตลกและตื่นเต้นกับกลวิธีและการเล่นท่ามากมาย แต่เศร้าที่เจอตัวเองว้าวุ่นใจในความไม่รู้ ความผิดหวัง และความเคว้งคว้างเมื่อไม่มีความจริงให้ยึดจับ จนอยากออกเดินเพื่อพาตัวเองหนีความโดดเดี่ยวเข้าสู่สภาวะไร้แห่งหน หนีจากการเป็น Private Eye ปลอมๆ ที่ไม่มีปริศนาดีๆ (ที่แก้ได้) เป็นของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด
.
.
เป็นเรื่องที่ชวนหัวไม่น้อยหากจะพูดแบบกำปั้นทุบดินไปว่า ถึงแม้ความจริงจะไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว กระทั่งว่าความจริงจริงๆ ไม่มีอยู่จริง แต่ความจริง (ที่ไม่มีอยู่จริง) นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างอุ่นใจไร้คำถามและพ้นจากความเคว้งคว้างในโลกใบใหญ่เสมอมาจนเคยชิน การละเล่นตามหามันโดยเดิมพันว่าจะต้องเจอเท่านั้นคือแรงขับดันให้อะดรีนาลีนสูบฉีด ให้หูตาระวังระไว และทำให้เรามีชีวิต ด้วยเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ไม่อาจหาความจริงได้ มีก็แต่การหาที่ผิดวิธี นิยายเล่มนี้จึงต้องตั้งต้นด้วยการล่อหลอกว่ามีความจริง พาคุณเดินไปในขนบของการหาความจริง ก่อนจะตบคุณให้ล้มคว่ำถึงความไม่มีอยู่จริงอย่างไร้เหตุผลของมัน คุณจะได้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองสักที ว่าการที่ความจริงจะไม่มีอยู่จริง มันเป็นไปได้จริงๆ ไหม? และถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว คุณจะยอมรับมันได้ไหม? จะมีชีวิตต่อไปแบบไหน?

อนึ่ง คงต้องบอกว่าอย่าเพิ่งรู้สึกหรือเชื่อถืออะไรกับสิ่งที่เราเขียนให้อ่านอยู่ตอนนี้ เพราะเราก็ไม่รู้อีกทีว่าที่เขียนๆ ไปน่ะจริงไหม
SHARE
Written in this book
book talk/ movie talk
บันทึกเล็กๆ ถึงหนังสือที่อ่าน

Comments

collonch
17 days ago
ชอบเรื่องไหนสุดใน 3 เรื่องนี้เหรอคะ 
Reply
Little_O
17 days ago
ชอบตอน ghost ที่สุดค่ะ
collonch
16 days ago
ชอบเรื่อง ghost เหมือนกันค่ะ 
พอมาดูชื่อเรื่อง อ่านรีวิวของคุณจบ เลยลองกลับไปดูโคว้ทต่างๆ ในเรื่อง ghost อีกรอบ 
"แต่บลูนั้นสัตย์ซื่อเกินกว่าจะหลอกตัวเอง เขารู้ดีว่าการตีความเรื่องอะไรก็ตามเท่าที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากเหตุผล"
"บลูไม่อาจเชื่อถือสิ่งที่เขามองเห็นได้อีกแล้ว"
"เขาได้เรียนรู้ความจริงนับพัน แต่เรื่องเดียวที่พวกมันสอนเขาคือเขาไม่รู้อะไรเลย เพราะยังคงมีความจริงอยู่ว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลยที่เป็นไปได้"
555555 มันน่าจะเป็นเรื่องผีมากกว่าสืบสวนสอบสวนจริงๆ 
เราชอบเรื่องนี้เพราะมันสำรวจตัวเองได้เยอะดี ถึงประเด็นภาษาศาสตร์แนวโพสต์โมเดิร์นจะเบาบางกว่าเรื่องแรก (city of glass) มากๆ แต่ชอบนะคะ
(ปล. เราเพิ่งอ่าน new york trilogy จบมาหมาดๆ แล้วบังเอิญมาเจอรีวิวนี้ของคุณพอดี ดีใจที่เห็นรีวิวมากๆ ค่ะ) 
Little_O
15 days ago
เย้ ดีใจที่ชอบเหมือนกันค่ะ