คุณภาพ(ตาม)ชีวิต

ชีวิตที่ไร้คุณภาพ ก็ไม่ต่างจากว่ายน้ำอยู่ในแอ่งน้ำวน ว่ายไปจนตายก็ไม่เจอกับจุดหมาย มีแต่จะเหนื่อยตายจมหายไปก้นแอ่ง

เช้านี้ลองเปลี่ยนเส้นทางไปทำงานกับถนนอีกสาย ซึ่งเป็นถนนสายย่อยที่เล็กแคบ มีขนาดทางพอให้รถสวนกันไปมาทีละคันในแต่ละเลนเท่านั้น ถ้าใครคิดจะแซงเพราะรีบร้อน รับรองได้ว่าชนหน้าแหกกับรถอีกเลนแน่นอน 

ช่างเป็นถนนแห่งชีวิต ไม่จากมนุษย์หาเช้ากินค่ำ ที่ต้องดิ้นรนพอประมาณ ทำได้เพียงขับต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอกับทางแยกที่มีเส้นทางแปลกใหม่ให้เลือกสรร ซึ่งมันอาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าเดิม ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนขับและบางทีอาจจะขึ้นอยู่กับปริมาณมันในถังด้วยว่าจะมีกำลังมากพอในการขับเคลื่อนหรือไม่

ระหว่างเดินทางบนรถสองแถวบนถนนสายเล็กแคบ ได้พบกับตัวละครที่แสดงจากคนจริงๆมากมายหลายประเภท หนึ่งในกลุ่มผู้โดยสารที่สะดุดตามากที่สุดคือ ครอบครัวเล็กๆที่กำลังมีลูกอ่อนผูกอยู่ด้านหน้าของแม่ ส่วนพ่อย้อมสีทองไม่สม่ำเสมอเหม่อมองไปด้านหลังของรถสองแถว

ความจริงก็ไม่ได้สนใจอะไรกับครอบครัวนี้เป็นพิเศษ ถ้าคุณยายที่นั่งอยู่ด้านข้างของเราไม่อัธยาศัยดีทักทายแม่ของเด็กเกี่ยวกับลูกน้อยไปเสียก่อน

หลังจากที่เด็กทารกหัวเราะอารมณ์ดีแม้ว่าอากาศวันนี้จะร้อนอบอ้าวเหมือนทุกๆวันที่ผ่าน คุณยายถามแม่ของเด็กด้วยนิสัยแบบคนไทยว่า "ลูกคนที่เท่าไหร่แล้วล่ะ" 

เราที่ไม่ได้ตั้งใจจะเผือกเลย แต่มันดันเกิดขึ้นตรงเพราะนั่งฝรั่งตรงข้ามกับครอบครัวนี้พอดี แสร้งมองไปอีกทางแต่หูฟัง(เออ ก็เสือกอยู่ดีแหละ)

"คนที่ 5 จ้ะ เป็นลูกชายหมดเลย คนโตก็อายุ 25 ปีแล้ว เพิ่งบวชมาไม่นาน" แม่เด็กตอบ

ด้วยบทสนทนาที่โต้ตอบกันไปมา เราหันไปมองหน้าแม่ของเด็กและพ่อของเด็กอย่างสังเกตผ่านการมองแบบผ่านๆคล้ายคนเหม่อมองฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง

ผู้หญิงที่เป็นแม่ของเด็กน่าจะมีอายุประมาณสี่สิบต้นๆหรืออาจจะสามสิบปลายๆ ส่วนผู้ชายที่เป็นพ่อของเด็กย้อมสีทองออกเขียวที่แลดูกระด้างกระเดื่อง ซึ่งน่าจะมีอายุอยู่ราวๆสามสิบปลายๆเช่นกัน แต่ผู้ชายดูอ่อนกว่าผู้หญิงเล็กน้อย

บทสนทนาระหว่างผู้โดยสารบนรถก็ดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นคำถามล้วงลึกไม่เกรงใจคนแปลกหน้าตามแบบฉบับนิสัยคนไทย ทั้งเรื่องการวิจารณ์ว่า มีลูกชายก็กลัวจะไปติดยาเนอะ มีลูกสาวก็กังวลเรื่องไปมีท้อง บลาๆ

แต่ความน่าสนใจเกิดขึ้นต่อจากนี้ต่างหาก เมื่อรถขับมาเรื่อยๆจนถึงกลางทางตรงหน้าวัดดังในย่านนี้ คนขับก็จอดรถลงมาเก็บค่าเดินทาง(ซึ่งแม่โก่งราคาด้วยแม่งเอ้ย) ผู้โดยสายในรถพากันควักเหรียญและแบงค์เล็กๆออกมาจ่าย เช่นเดียวกันกับครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้

พ่อของเด็กควักเงินจ่ายคนขับไปจำนวน 12 บาท แต่ถ้าคิดจากราคาที่แปะเอาไว้ตามกำหนดระยะทาง ก็จะจ่ายกันคนละ 8 บาท แต่คนขับโก่งราคาขึ้นเป็นคนละ 10 บาท เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าเงินยังขาดไปอีก 8 บาท แต่ฝ่ายชายทำหน้าเลิ่กลั่กไม่คว้าเงินที่เหลือจ่ายสักที เขาหันไปมองแม่เด็ก จากนั้นก็ชวนกันลงรถตรงป้ายที่จอดกลางทางแบบงงๆ

บอกตามตรงว่าตอนนั้นมัวแต่คิดอะไรเยอะแยะในหัวก็ไม่รู้ ถ้าเราควักจ่ายไปให้ ครอบครัวนี้ก็คงนั่งรถไปจนถึงจุดหมายที่จะลง แต่เราก็นั่งเฉยๆมอง คนกลุ่มคนนี้เดินลงจากรถไปพร้อมลูุกอ่อนตัวแดงๆที่กำลังน่าเกลียดน่าชัง

แต่การช่วยเหลือก็คงเกิดขึ้นและจบไปโดยไม่ได้สร้างการเปลี่ยนหรือไปเปลี่ยนอะไร ในเมื่อเราอาจจะช่วยให้ปัญหาที่เกิดระดับด้วยเงินจำนวน 8 บาท แต่ปัญหาใหม่ๆต่อจากนี้ ครอบครัวนี้ก็ต้องรับมือและเผชิญต่อไป

เขาจะหาเงินมาจากไหนให้ลูกกินอิ่มนอนหลับ จะหาเงินจากไหนมาเป็นทุนการศึกษาให้ลูก หรือเอาแบบหยาบๆ จะหาเงินค่าเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นมาจากไหน อันนี้มันก็ปัญหาของเขาไง แต่เราที่มองและได้แต่วิจารณ์(เสือก) อยู่ในใจ ก็อดที่จะตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ได้เลยจริงๆ

การมีลูกทั้งๆที่คุณภาพชีวิตของพ่อแม่ยังไม่พร้อม มันส่งผลมหาศาลกับเด็กคนหนึ่งในอนาคตแน่นอน บางคนอาจจะบอกว่าพ่อแม่ยากจนที่เลี้ยงลูกได้ดีก็เยอะไป แต่ก็อย่าลืมว่าที่ไม่ดีก็เยอะเช่นกัน ซึ่งปัญหาหลักๆก็มาจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ไม่เอื้ออำนวยแบบนี้ส่วนหนึ่ง การอบรมสั่งสอนอีกส่วนหนึ่ง และแน่นอนการไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาที่สมควรได้รับก็อีกส่วนหนึ่ง

เห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน เราคนหนึ่งที่รู้สึกว่ายังไงก็ไม่พร้อมเป็นแม่คนแน่ๆ เพราะแค่กับความรู้สึกตัวเอง ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองยังทำได้ยากเหลือเกิน ซึ่งก็มีแหละที่ผู้ใหญ่บอกว่าพอมีครอบครัวก็จะ "โต" และ "รับชอบ" ได้เอง 

แต่เรามองว่ามันไม่ใช่สำหรับไง ถ้าการมีลูกเท่ากับความรับผิดชอบและคาดหวังให้ลูกมาเลี้ยงในภายภาคหน้าก็เศร้านะ สงสารลูกในอนาคตของตัวเองเลยอ่า 

คนๆหนึ่งเกิดมาเพื่อมีชีวิตของตัวเอง หรือเกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือการอยู่รอดให้กับคนอีกคนกันแน่
สิ่งมีชีวิตสืบเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่เพราะเป็นธรรมชาติของชีวิต แต่ก็ดูเหมือนจะมีแค่ไม่กี่เผ่าพันธุ์ซึ่งที่เห็นชัดๆก็คือมนุษย์ ที่ใช้การสืบพันธุ์เพื่อรับประกันความอยู่รอดของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อ่ให้เผ่าพันธุ์อยู่รอด แต่ทำเพื่อตัวเองมากกว่า

ไม่รู้ว่าคิดแบบนี้แล้วจะดูเป็นคนเลวหรือเปล่านะ แต่ที่คิดแบบนี้ไม่ได้จะปัดความรับผิดชอบไม่ดูแลพ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ตา ยาย ปู่ ย่านะ เรารู้สึกอยากดูแลเพราะรักไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่พอเจอคำว่า "หน้าที่" และ "ความกตัญญู" มายำๆใส่กันก็แอบรู้สึกอยากจะอ้วกแทนที่จะรู้สึกดีๆไปกับมัน

เหมือนกับว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นคุณภาพที่ชีวิตที่ยั่งยืน มั่นคง มีชื่อเสียง มีเกียรติ ภูมิใจ เงินตรา อำนาจและจิตวิญญาณให้กับอีกคน และอีกคนที่ว่าก็เป็นให้แก่เราด้วย เหมือนมาเพื่อเสริมกัน

เด็กน้อยตัวแดงคนนั้น จะยืนในจุดที่เป็นความยั่งยืน มั่นคง ชื่อเสียง มีเกียรติ ภูมิใจ เงินตรา อำนาจและจิตวิญญาณได้ไหมนะ หรือจะมีใครยืนให้เขาได้หรือเปล่า หรือต้องขาดสิ่งเหล่านี้เหมือนที่ขาดเงินจำนวน 8 บาท จนต้องเดินลงจากรถกลางทาง

ที่แน่ๆ การที่มีเด็กน้อยวัยแรกเกิดตัวแดงๆที่อายุห่างจากพี่ชายคนโต 25 ปีเกิดมาบนโลกนี้ ทั้งจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจของพ่อแม่ เจ้าหนูน้อยก็ต้องว่ายวนอยู่ในแวดล้อมคุณภาพชีวิตในแบบที่พ่อแม่ของเขาเจอ ถ้าน้องโชคดีกว่านั้น อาจจะเจอขอนไม้ให้เขาเกาะพยุงหรือเจอเรือที่มารับไปถึงฝั่ง แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครรู้ 

SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments