เรื่องเล่าเทาๆ กับเธอคนเก่า
ถึงเราจะไม่ได้พบกันอีก แต่เราก็ดีใจที่ครั้งนึงเราได้พบกันแล้ว

เป็นคำพูดจากหนังสือเล่มนึง ที่เคยอ่านผ่านมาพอมาถึงตอนนี้ก็คิดว่าจริงเนอะ ดีแล้วหล่ะที่เราได้พบกันในวันนั้น เพราะพบกับเค้าวันนั้น เราถึงเป็นเราที่เข้มแข็งขึ้นได้ขนาดนี้ 

"ขอบคุณนะ เธอสอนอะไรเราหลายอย่างเลย"

วันนี้อยากเล่าถึงความรู้สึกของความรักครั้งแรกที่ก้าวผ่านเซฟโซนของตัวเองมาไกลมากๆ ให้คุณฟัง เราเป็นคนนึงที่การเข้าหาเพศตรงข้ามเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเย็น ทั้งที่เป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ในใจก็ยังเว้นระยะห่างจากคนกลุ่มนั้นมาไกลมากๆทั้งๆ ที่กับเพื่อนเพศเดียวกันไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไร ด้วยความที่เราพูดน้อยด้วยมั้ง เราเลยเป็นคนที่คุยด้วยไม่สนุกมากนัก (เราพูดไม่ทันความคิดตัวเองอ่ะนะ) ปกติเราเป็นคนที่เวลาคุยกับใครต้องมองหน้าคนนั้นไปด้วยถึงจะเข้าใจสิ่งที่เค้าจะสื่อ ถ้าเมื่อไหร่ไม่ได้มองหน้าก็คือไม่เข้าใจไปเลย เหมือนไม่ทันประมวลผล เลยดูเป็นคนที่ตั้งใจฟังมากๆเวลาที่ใครพูดอะไร หลายครั้งเวลาที่ไม่ทันได้มองหน้าก็จะไม่ค่อยเข้าใจที่เค้าพูด จนถามซ้ำ และใช่บางครั้งมันดูเหมือนเราไม่ใส่ใจในสิ่งที่เค้าพูด บวกกับความเป็นคนขี้อายยิ่งพากันแย่ไปใหญ่

แล้วเรื่องที่จะเล่ามันเกี่ยวอะไรหน่ะหรอ เพราะเราเป็นแบบนี้แหล่ะ การที่เราจะเข้าไปทำความรู้จักกับเธอคนนั้นเลยยากเอามากๆ เกินความสามารถของเราไปเยอะมากๆ เริื่องราวแรกๆมันน่ารักมากเลยนะสำหรับเรา แต่มันอาจดูแย่ในสายตาของบางคน เช่นการได้เจอเค้าทุกตอนเย็นหลังเลิกเรียน การลุ้นว่าแต่ละวันเค้าจะได้อยู่ในแถวมาโรงเรียนสายรึป่าว มันเป็นความรู้สึกเล็กๆ ที่น่ารักมาก 

การทำความรู้จักผ่านตัวหนังสือเป็นทางที่ง่ายและสะดวกที่สุดที่คนแบบเราจะทำได้ ในช่องแชทว่างๆ เริ่มชวนคุยเรื่องที่เค้าชอบเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ เค้าใจดีมากเลยนะทั้งๆที่เค้าไม่รู้จักเรามาก่อนเลย เราคุยกันเนิ่นนาน หาเรื่องราวชวนเค้าคุยอยู่ตลอดเหมือนว่าเป็นคนที่พูดเก่ง แต่ความจริงไม่หรอกเวลาพูดผ่านตัวหนังสือมันมีเวลาให้เราเรียงสิ่งที่คิดออกมาเป็นประโยคได้ทั้งหมด เค้าอาจจะเบื่อก็ได้ แต่เรามีความสุขที่ได้คุยกันเค้านะ เหมือนได้แสดงความเป็นเราได้แบบเต็มที่ (ดูโรคจิตไปรึป่าวนะ) 

เธอเชื่อมั้ยว่าเค้าคุยกับเราคุยกันแบบที่เค้าไม่รู้ว่าหน้าตาเราเป็นแบบไหนมาตลอดช่วงเวลานึง 

จนเราเสี่ยงที่จะขอเค้าเป็นแฟนก่อน ก่อนหน้านั้นเราเคยนัดเจอกันตอนเย็นหลังเลิกเรียน แต่เราเขินเกินกว่าที่จะเข้าไปทักเค้าทั้งที่เค้ายืนอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อมมือ ซึ่งเรื่องนี้จนตอนนี้เราคิดว่าเค้าไม่เคยรู้ มีคำถามหลายอย่างที่เรายังคงสงสัยแต่ไม่เคยถาม ไม่รู้เลยว่าเค้าตอบตกลงเราได้ยังไงทั้งๆที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลย หรือเค้าแค่ตกลงเพราะเค้าสงสารกันนะ

คบกันมาได้ช่วงนึงก็ยังไม่โผล่หน้าไปให้เค้าเห็นซักที จนสุดท้ายก็ตัดสินใจกระโดดข้ามกำแพงสูงของตัวเองไปบอกเค้าว่าเราเองแหล่ะที่ส่งข้อความหาเค้าบ่อยๆ หน้าเค้าดูตกใจมากกับการกระทำตอนนั้นของเราจนเราเองรู้สึกได้ แต่โล่งแฮะที่ได้บอก เราชอบนะเวลาที่ได้คุยกับเค้าต่อหน้า แต่ดันมาเป็นช่วงสอบเข้ามหาลัย ยุ่งเป็นบ้าเลยเธอ เราแทบจะไม่ได้มีเวลามาเจอกัน

มีวันนึงเป็นวันที่น่ารักมากๆ เป็นความรู้สึกดีๆเลยแหล่ะสำหรับเรานะ หลายครั้งเรารู้สึกเหมือนเราไล่ตามเค้าตลอดเวลาเพราะเป็นความชอบของเราฝ่ายเดียว หลายคนคงเข้าใจว่ามันท้อมากๆ ช่วงนี้แหล่ะเราเรียกมันว่าช่วงตกหลุม
ช่วงตกหลุม ก็คือช่วงที่เราให้นิยามมันว่าเป็นช่วงเวลาที่เราชอบอะไรมากๆ ช่วงที่เราใส่ความรู้สึกที่เราอยากให้สิ่งนั้นเป็นจนตัวเราเองลืมไปว่าสิ่งนั้นมันมีความเป็นตัวของมันเองอยู่ด้วย 

มันเป็นความบังเอิญที่ทำให้เราได้คุยกันต่อหน้าเพื่อนๆ เค้าดูเป็นคนดี คนน่ารัก พูดเก่ง แล้วก็กล้าแสดงออกกว่าที่เราคิดเอาไว้มันเป็นช่วงเวลาที่น่ารักมากในวันนั้นวันที่เรามองไม่เห็นเค้าที่ยืนอยู่ข้างหลังเพื่อนของเราไปไม่กี่เมตร วันที่เราโบกมือเรียกเพื่อนของเรา และวันที่เรามองไม่เห็นว่าเค้าโบกมือกลับมาเพราะเข้าใจผิด วันที่เราได้รู้จักตัวตนของเค้ามากขึ้นอีกหน่อย

ยาวไปรึป่าวนะ จะเบื่อเรารึยัง พักดื่มน้ำแป๊บนึงก่อนนะ

หลังจากวันนั้นเราพูดกันจริงๆมากขึ้น แต่น่าจะน้อยกว่าคู่อื่นๆมากหน่อย เพราะยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกว่าแนวความคิดต่างกันมากเหลือเกิน เหมือนจับแมวมาคุยกับหมาเลยคุณ แต่ก็ไม่ได้รำคาญใจเลยนะ เป็นเพราะกำลังชอบอยู่รึป่าวนะ 

เค้าเป็นคนดีนะเรายังยืนยันคำนั้น เป็นที่พึ่งที่ดีเลยเวลาที่เราต้องการที่ปรึกษา เค้ามักจะเป็นผู้ฟังที่ดีแล้วก็ที่ปรึกษาที่ดี

แต่แย่หน่อย เค้ามักจะปล่อยให้เราเป็นคนวิ่งตามเค้าเสมอ แล้วเราก็เป็นนักวิ่งที่ดีซะด้วยสิ แต่การวิ่งของเรามันเริ่มแผ่วลงในวันที่เค้าไม่บอกสถานะที่เราเป็นอยู่ตอนนี้กับรุ่นน้องคนนึงที่เค้าคุยด้วย เราอาจจะดูงี่เง่านะ แต่เราคิดว่าคงจะดีถ้าเค้าได้พูดมันออกมาก่อน ความคิดของผู้หญิงนี่ละเอียดอ่อนนะคุณ เพราะงั้นช่วยใส่ใจเค้าด้วย เค้าจะมีความสุขมากๆ กับรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้ 

เรารู้มาตลอดว่าน้องคนนี้ชอบเค้ามานานอยู่ และใช่น้องกล้าที่จะพูดมากกว่าเราซะอีก แย่ชะมัดนิสัยแบบเราเนี่ย แต่การที่เค้าไม่เคลียร์นี่ก็แย่ต่อใจเราเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ไปตรงๆ แหล่ะนะ

เรื่องนี้เราไม่ได้ผ่านมันไปคนเดียวหรอก แต่มีเพื่อนอีกคนที่รับรู้แล้วก็คอยซัพพอร์ตเรามาตลอด เค้าเป็นเพื่อนต่างเพศคนเดียวที่เราสามารถคุยได้อย่างสบายใจ เป็นคนที่เราบอกได้เต็มปากเลยว่าเค้าคือคนที่ใส่ใจ แล้วก็เป็นเพื่อนที่ดีมากจริงๆ ดีจนคนใจแข็งแบบเราสามารถเปิดใจพูดคุยได้ โดยไม่ลำบากใจ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา นักวิ่งที่วิ่งมานานก็ต้องมีการหยุดพัก
เราได้เรียนรู้ว่าการวิ่งตามไม่ใช่สิ่งที่เราถนัดและแบกรับไหว หลายครั้งที่เรารู้สึกยุ่งมาก แต่ก็เจียดเวลานั้นเพื่อคุยกับเค้าแต่ก็หลายครั้งที่เค้ากลับไม่มีเวลาว่างเลยที่จะตอบเรา เราอาจจะเข้าใจผิดแต่ในความเข้าใจผิดครั้งนั้นมันบอกเราว่าเค้าโกหก

เราไม่บอกหรอกนะว่าเราไม่โกรธ แต่เราแค่ไม่อยากให้มันมีปัญหา ตอนนั้นเราคิดว่าเราพยายามกับเค้ามากเลยนะเราจะทำพังกับแค่การทะเลากันหรอ แต่การอมพนำนี่แหล่ะเป็นปัญหากองเท่าภูเขาเลยหล่ะ การไม่เคยทะเลาะกัน การที่เรามัวแต่เก็บปัญหาไว้เองคนเดียวมันแย่กว่าการทะเลาะเพื่อระบายความรู้สึกเราออกมาอีกนะ 

ปัญหาพวกนั้สะสมจนเราเองแหล่ะที่รับมันไว้ไม่ไหว ตัดสินใจบอกเลิกจนนับครั้งไม่ถ้วน บอกแล้วก็วนกลับไปใหม่เหมือนคนบ้าเลยคุณ 
 
ไม่ใช่เพราะเสียดายเค้าหรอกนะ แต่คิดว่าลองให้โอกาสเค้าดูมั้ยเผื่อเราจะปรับเข้ากันได้
โอกาสแล้วโอกาสเล่าจนคิดว่าวันนี้แหล่ะควรจบเรื่องนี้ซักที เรารู้สึกแย่มากนะ แย่มากจนบอกไม่ถูก เราตัดสินใจโทรไปหาเค้าผ่านโทรศัพท์ เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินเสียงเขาในนั้น (เรื่องของเรามันค่อนข้างประหลาดมากหน่อย) กว่าจะพูดได้จุกจนพูดไม่ออกเลยนะ แต่ก็พูดออกไปจนได้ ในน้ำเสียงที่ตอบกลับมาไม่มีความเสียใจ ถ้าครั้งนั้นเค้ารั้งเราไว้เราว่าเราจะกลับไปเริ่มใหม่แน่ๆ แต่เค้าเลือกที่จะไม่รั้งแล้วเล่าเรื่องของเค้าเสียยืดยาว ทำได้แค่แกล้งทำเหมือนไม่เป็นไร

ยอมรับเลยว่าหลังจากวันนั้นหม่นมากอยู่เป็นอาทิตย์หลังๆพอดีขึ้น ก็เขียนเรื่องราวว่าเค้าอยู่หลายครั้งในแบบที่เจ้าตัวก็รับรู้ด้วย ครั้งนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้น เพื่อระบายเอาภูเขาลูกใหญ่ที่ค้างคาใจออกไป ตอนนี้กลายเป็นเหมือนกองดินกองเล็กๆ ที่พอหันมาเห็นก็ยังชวนให้นึกถึงอยู่

พอมาถึงตอนนี้หน่ะหรอ หลายๆอย่างดึงเราให้ออกมายืนห่างจากจุดนั้น เรามองเรื่องนี้จากจุดไกลๆที่ช่วยให้มองเห็นเรื่องราวต่างๆชัดเจนขึ้นกว่ากรอบความคาดหวังที่เราสร้างไว้จนคับจอ มองเห็น  
มุมกว้างๆของเรื่องราวที่มันอาจจะเป็นไปได้ 

มันสอนเราหลายอย่างจริงๆนะ ทั้งการรู้จักให้เวลาส่วนตัวกับเค้า การรู้จักรอคอย การเป็นตัวตนของเรา การกล้าที่จะแสดงความรู้สึกที่มี การไม่ยึดติด แล้วก็การรักตัวเอง

บ่นยาวเลยเนอะ คงเบื่อที่จะอ่านเลยสิ ขอบคุณนะที่อ่านมาจนถึงตรงนี้
อ่อ...ถ้าเค้าคนนั้นแวะมาเจอ ขอโทษนะที่เราเอาเรื่องของเธอมาเล่าอีกแล้ว
เรื่องแย่ๆ เมื่อเราผ่านมันได้มันคือบทเรียนที่ดีมากเลยหล่ะ 
ถอยออกมาอีกนิด มองให้กว้างอีกหน่อยมันจะสอนอะไรๆ เราเยอะมากเลยแหล่ะ





SHARE
Writer
yellow_mellow
นักศึกษา
เราชอบเล่าความรู้สึก กับสิ่งที่เราพบเจอมาผ่านทางตัวหนังสือ และรูปภาพ เพราะเราพูดมันออกมาไม่ค่อยเก่ง

Comments

jitlatda_p
7 months ago
ชอบค่ะ
Reply
yellow_mellow
7 months ago