เพราะมีมาตลอด จนวันหนึ่ง "ชีวิตชีวา" หายไป

ไม่เคยคิดว่าชีวิตของเราไร้ชีวิตชีวาจนวันหนึ่งมันหายไปจากเรา และก็เพิ่งเข้าใจอย่างท่องแท้ว่า ชีวิตที่ไร้ชีวิตชีวามันก็ไม่ต่างจากการเป็นผักบนเตียงรอวันตาย


ภาพยนต์เรื่อง "Revolutionary Road" มีชื่อไทยว่า "ถนนแห่งฝัน สองเรานิรันดร์" ดัดแปลงมาจากนิยาย(เดี๋ยวมีโอกาสจะไปตามล่า) นำแสดงโดยลุงลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ สมัยเริ่มโต ในบท "แฟรงก์" เป็นผัว และเจ๊เคต วินสเลต แม่โรส คู่ขาชู้รักเรือล่ม รับบทเป็น "เอพริล" เป็นเมีย

อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะดูหนังเรื่องนี้  แต่บังเอิญได้ดูหนังจากช่องทรูที่เอามาฉายในรอบดึก ซึ่งในตอนแรกเราคิดว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่เคยดูมาก่อน เพราะมันบรรยากาศดูวินเทจๆเหมือนกัน แต่เออ ฉันเข้าใจผิดเอง และด้วยเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจะดำเนินเร็วในแง่ของการเล่นกับอารมณ์ ก็เลยนั่งดูแบบไม่ลุกเลยจนจบเรื่อง

เนื้อเรื่องคร่าวๆตามที่จับใจความทันและจำได้ แฟรงก์กับเอพริล เจอกันไม่นานก็ถูกใจกัน คบกัน แต่งงานกัน เป็นผัวเมีย ทั้งคู่ถูกใจความฉูดฉาดของกันและกันตั้งแต่แรกเห็น ดูๆไปก็เหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้ง แต่ชีวิตจริงแม่งเสือกเริ่มหลังจากแต่งงานกันแล้วนี่แหละ ชีวิตคู่ของผัวเมียคู่นี้ดำเนินมาถึงช่วงที่เริ่มเจอกับความราบเรียบ เหมือนชีพจรกลายเป็นเส้นตรง ก็คือชีวิตชีวาได้ตายไปแล้ว ตาผัวที่รับบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาเติมเต็มครอบครัว ซื้อบ้าน ซื้อโน่นนี่ แม้งานแม่งจะน่าเบื่อชิบหาย แต่ทำเพราะต้องทำ เป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ด้วยความที่ชีวิตมันเรื่อยๆ ตาผัวที่มันฝืนเหลือเกินก็เลยเกิดความรู้สึกอยากหาอะไรตื่นเต้นและสนองความเป็นชายที่แข็งแกร่ง แกเลยมีอะไรกับผู้หญิงในที่ทำงานเดียวกัน 

ส่วนเมียที่เมื่อก่อนเคยเป็นนักแสดง มีชีวิตโลดโพน ท้าทาย เพราะแต่งงานแล้วย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่ผัวซื้อจากน้ำพักน้ำแรง ความรู้สึกเบิกบานใจของนางก็ค่อยๆตายอย่างช้าๆ แม้จะมีลูกที่น่ารักถึงสองคนก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย กลับเหนื่อยและรู้สึกเป็นภาระไปซะอีก 


จนวันหนึ่งก็เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิตผัวเมียคู่นี้ ผัวที่ทำงานไปแบบตายซากทำแบบส่งๆขอไปที ดันเสือกปังขึ้นมา หัวหน้าชอบมาก จัดแจงหาตำแหน่งโน่นนี่ให้ทำ จากส้นเท้าเป็นหน้ามือ ส่วนเมียที่อยากเอาชีวิตของตัวเอง คุณค่าตัวเองกลับมา ก็หาข้อมูลได้ว่า ไปทำงานที่ยุโรปในองค์กรอะไรสักอย่างนี่แหละ ได้เงินเยอะ แถมได้ใช้ชีวิตที่อยากทำด้วย นางจะหาเลี้ยงผัวเอง ผัวเลี้ยงลูกไป ตอนนางคุยกับผัว ผัวที่กำลังเบื่อก็ตอบตกลงนะ 

พอครอบครัวนี้ตัดสินใจจะไปยุโรป(ฝรั่งเศส) ก็เอาเรื่องไปบอกเพื่อนสนิท อีเพื่อนที่มีชีวิตตายซากเหมือนกันก็ถึงช็อก มองว่าพวกมึงแม่งบ้า ทำได้ไง จะให้ผู้หญิงเลี้ยงผัวได้ไง บลาๆ แล้วครอบครัวพระเอกนางเอกก็สนุกมากที่ได้ทำให้คนอื่นอิจฉาตัวเอง ชีวิตก็ดูเหมือนจะดีขึ้น จนพระเอกที่ดันดวงรุ่งด้านงานเริ่มคิดว่าเรื่องที่จะไปยุโรปมันแค่เรื่องเพ้อฝันที่นางเอกหวังไปคนเดียว พระเอกเริ่มไม่อิน และก็คงคิดอยู่ลึกๆว่าการให้เมียเลี้ยง แม่งโคตรเสียเกียรติเลย 

และแล้วปัญที่แท้จริงก็เกิดขึ้น นางเอกท้องลูกคนที่สาม ซึ่งการท้องเป็นอุปสรรคต่อการไปยุโรปแน่นอน นางเอกที่ใช้ชีวิตแบบแม่บ้านที่ต้องสมบูรณ์แบบในการเลี้ยงลูก ทำอาหาร งานบ้าน ปรนบัติผัว นางเบื่อสิ่งเหล่านี้ไงเลยอยากไปใช้ชีวิตที่โน่น และการมีลูกทำให้นางทำสิ่งที่อยากทำไม่ได้

พอเรื่องดำเนินไปกลางๆเกือบท้ายๆเรื่อง จะเห็นได้ว่า นางเอกไม่มีความสุขอีกแล้ว ไม่ได้แฮปปี้กับการทำหน้าที่ตามอุดมคติของผู้คนในยุคนนั้นหรือแม้แต่ตอนนี้ด้วยซ้ำ นางไม่ได้แฮปปี้กับการเป็นแม่บ้าน หรือแม้แต่เป็นแม่ด้วยซ้ำ 

การท้องของนางเอกทำให้ความฝันพังทลาย เหมือนนางตายทั้งเป็น และยิ่งมารู้ทีหลังว่าผัวน่าจะจงใจปล่อยให้ท้องเพราะไม่อยากไปฝรั่งเศส นางยิ่งหัวใจแตกสลายแบบตายซากไปเลย

ก่อนหน้านั้นที่เพิ่งรู้ว่าท้อง นางเอกก็เสนอว่าจะทำแท้งได้นะยังอายุครรภ์ไม่เยอะ คือเหมือนตอนนั้น นางเอกอยากได้ชีวิตตัวเองคืน แน่นอนว่าพระเอกรู้เข้าก็ด่า หาว่าเป็นคนไร้หัวใจ ใจดำ ไม่มีความเป็นคน บลาๆ แต่ในซีนนั้น จะเห็นได้เลยว่า การท้องแบบไม่พอพร้อม ผู้หญิงต่างหากที่แบกรับจริงๆ และมันก็ทำให้คิดได้อีกแง่ว่า เอ๊ะ หรือการตัดสินใจเกี่ยวกับลูกในครรภ์มันเป็นสิทธิจริงๆของผู้หญิง ของคนหนึ่งๆ ถ้าตัดคำว่าผิดบาป ผู้หญิงคนหนึ่งเขาควรได้รับสิทธินี้ไปหรือไม่

ตอนที่เราดูถึงซีนนั้น เราแอบเชียร์ว่านางเอกทำแท้งได้นะ คือชีวิตแม่งอึดอัดไปหมด การมีชีวิตอยู่แต่ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แม่งก็ไม่ต่างจากตายหรือตกนรกเลยจริงๆ แต่ถ้าถามว่าทำแท้งผิดหรือเปล่า ถ้าในแง่ศีลธรรมที่คนอื่นๆพูดกัน ก็คงผิดแหละ เอาเป็นว่าเราไม่โบไปทางใดทางหนึ่งแล้วกัน ข้ามๆ

มาถึง Climax ของเรื่อง ไม่รู้จะยกให้เป็นฉาก นางเอกกับพระเอกทะเลาะกันหลังรู้ว่าผัวแม่งจงใจทำให้ท้องหรือ ฉากหลังจากนั้น ซึ่งเป็นผลให้นางเอกตัดสินใจทำแท้งเองที่บ้าน พอนางทำเสร็จก็ออกมายืนมองหน้าต่างด้วยใบหน้าที่เหมือนมีชีวิตชีวากลับคืนมาอีกครั้ง เจ๊เคทเล่นดีมาก เอาไปเลยสิบกะโหลก สะเทือนหัวใจสุดๆ 

พอดูหนังจบแล้วจุกไปหมด ไม่เคยคิดเลยจริงๆว่า "ชีวิตชีวา" ถ้ามันหายไป มันจะส่งผลต่อมนุษย์เราได้รุนแรงขนาดนี้ คือในตอนแรกที่ดูก่อนมาถึงช่วงกลางๆไปจนปลายๆเรื่อง ก็ยังไม่ค่อยเก็ทนะ ออกจะมองว่านางเอกแม่งบ้า ประสาทแดกไปแล้ว จนเรื่องมันทำให้เห็นจริงๆว่า การที่ชีวิตชีวาหายไปก็ไม่ต่างจากคุณได้ตายไปจากโลกใบนี้แล้ว

เห็นชีวิตของนางเอกเรื่องนี้แล้วมันก็สะท้อนกลับมาที่ชีวิตของตัวเองเยอะมาก เราได้ตระหนักแล้วว่าการไม่มีชีวิตชีวามันทำให้ชีวิตมันน่าเบื่อ หมดแรง หมดพลัง จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักที 

การจะรวบรวมความกล้าเพื่อกู้ชีพเส้นชีวิตชีวาคืนมา เลยถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เหมือนที่นางเอกของเรื่องนี้พยายามจะทำ เอาจริง การตัดสินใจทำแท้งของนางเอกคือต้องใช้ความกล้ามากจริงๆ ถึงหลายๆคนจะมองว่าผิด ซึ่งเราก็มองว่านางเอกก็รู้แหละว่าผิด แต่นางก็ไม่อยากให้ตัวเองตายแบบนี้ไปเรื่อยๆเหมือนกัน นางก็เลยต้องเลือกอย่างเจ็บปวดนั่นเอง

ส่วนพระเอกของเรื่อง การตายของนางเอก อุ้ย! เออ นางเอกตายนะตอนจบ พระเอกก็มีชีวิตอยู่ต่อไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้วเช่นกัน เหมือนเพิ่งมาคิดได้ว่าตัวเองได้พรากชีวิตชีวาไปจากนางเอก และแน่นอน มันก็สนองคืนกลับมาที่ตัวของเขาด้วย

สรุปจบเลยล่ะกัน หนังเรื่องนี้ ให้คุณค่าทางความตระหนักเรื่องสิทธิของการเลือกใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนมุมมองของชีวิตที่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็แทบไม่ต่างกัน และสุดท้าย ฉากตัดสินใจเรื่องทำแท้งของพระนางและนางเอกทำแท้งที่บ้าน แม่งมีนัยที่ให้แง่คิดล้านแปด ถ้าผ่านมาเห็นบทความนี้ ก็ไปดูเอาเองค่ะ 

เอาคะแนนไปเลย 9/10 (ให้เองตามใจตัวเอง)


SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments

unsxxG
1 month ago
ขอบคุณที่นำมาแชร์ค่ะ :))
Reply