เมื่อขาไม่อยากยืน และหัวใจก็อยากอ่อนแอบ้าง
ไม่รู้ว่าครอบครัวอื่นเป็นเหมือนกันกับเราหรือเปล่า บ้านของเราสอนให้คนที่เป็นพี่(เงินเยอะ)ดูแลน้อง(เงินน้อยกว่า/ขี้เกียจ/เจ้าเล่ห์/ขี้โกง) แต่ไม่ใช่สอนลูกหลานให้ดูแลกันและกัน เพราะแนวคิดการสอนแบบนี้ กำลังทำให้หัวใจของเราค่อยๆสลายจนมารู้ตัวอีกที มันก็กัดกินหัวใจจนแทบจะไม่แรงทำอะไรอีกแล้ว

เมื่อประมาณสองถึงสามปีก่อน เรามีความภาคภูมิใจในความคิดของลูกยอดกตัญญู ว่าที่หัวหอกครอบครัวคนต่อไป เราเรียนจบและเริ่มทำงานด้วยสัญญาใจในการส่งน้องเรียนต่อ(ก่อนรู้ว่าแม่เป็นหนี้หลักล้าน) เราอยากเป็นลูกที่พ่อแม่ ป้า ยาย ภาคภูมิใจ ลึกๆ อยากเอาชนะพี่ชายที่ทำงานมาก่อนแต่ก็ยังสร้างเนื้อตัวไม่ได้ เราหยิ่งทะนง ดูถูก กดหัวพี่ชายอยู่ในใจว่าฉันทำได้ดีกว่า แถมป้าก็ชมฉันว่าฉันทำดีแล้ว ทำดีแบบนี้สักวันต้องรับการตอบแทน 

จนกระทั่ง เราที่เพิ่งเรียนจบ ทำงานมาได้ไม่กี่ปี แถมไปไม่ค่อยสวยในแต่ละที่ เงินเดือนก็น้อยนิดแต่ค่าครองชีพเหมือนอยู่ต่างประเทศ เงินเก็บเราไม่มี ของที่อยากได้ก็แทบไม่ค่อยได้ซื้อ แต่ก็ต้องทำเป็นเจียดเงินไปพบปะสังสรรค์ เข้าสังคมในที่ทำงานเพื่อให้เขาเห็นว่าคุณภาพชีวิตฉันไม่ได้แย่นะเว้ย

ในขณะที่ทำงานก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากหรอก แต่รู้สึกเหนื่อยใจกับภาระที่เราแบกรับเอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ พอเงินเดือนเริ่มคงที่ ก็ต้องส่งลูกพี่ลูกน้องเรียนจากจำนวนเงินเดือนร้อยละ 10+ จ่ายค่าประกันชีวิตให้ยาย (ยายบอกว่าถ้าตายจะได้เงินชดเชยหลักล้าน อันนี้พูดกันขำๆ) ร้อยละ 5+ แล้วก็มีหนี้จากการซื้อของใช้จำเป็น โทรศัพท์และโน้ตบุ๊ค ร้อยละ 27+ แต่พอเจอปัญหาหนี้สินของแม่ที่ต้องแอบช่วยจ่ายลับๆ อีกร้อยละ 27+ หลังผ่อนของใช้เสร็จ และไหนจะค่าเช่าหอ ค่าน้ำไฟ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ค่าเดินทาง หักลบออกมาแล้วค่ากินเหลืออยู่พันนิดๆ 

ใช่แล้ว ตอนแรกมันดูน่าภูมิใจอยู่หรอก แต่พอมันเริ่มเดือดร้อน ซึ่งหมายถึง เราต้องโทรกลับไปเงินที่บ้านบ้าง ความภาคภูมิใจเลยเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะมันแทบจะล้มเหลวเลยก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างนั้น ป้าของเราที่พร่ำสอนให้แบกครอบครัว (นี่กูเป็น "จูรินะ" ไอดอลตัวท็อปของวงซากาเอะหรือเปล่าวะ) ต่อไป ช่วยดูแลคนข้างหลังบลาๆ บอกตามตรงว่าเริ่มไม่โอเค มันทำให้เรากลับมาทบทวน ซึ่งอาจจะดูเป็นลูกหลานอกตัญญูก็ได้ เรามองว่าสิ่งที่ป้าทำ ซึ่งป้าเคยเป็น ซัซซี่ ฮากาตะที่ตอนนี้ได้แกรดไปแล้วไง คนที่ต้องยืนเป็นหลักในตระกูลสี่แปดต่อไปก็เลยยกมาให้จูรินะอย่างเรา ที่เป็นเราคนเดียวอยู่ในตอนนี้ ก็เพราะพี่ชาย ที่ควรจะเป็นซากุระ ก็ต้องไปเป็นสาวไอสวรรค์ สร้างเนื้อสร้างตัว หน้าที่ช่วยแบกเลยต้องเป็นเราคนเดียว 

ทาคาฮาชิ อดีตแคปหมูสี่แปด(เปรียบเทียบให้เป็นยายของเรา)เคยกล่าวว่าพยายามจะต้องได้รับผลตอบแทนอย่าแน่นอน 

ผลตอบแทนในที่นี้ สำหรับเราไม่ใช่การที่น้องที่เราส่งเสียจะเห็นบุญคุณแล้วกลับมาดูแล ไม่ใช่การจ่ายประกันให้ยายเพื่อหวังเงินล้าน และแน่นอนไม่ใช่เพื่อให้แม่ซาบซึ้งที่เราช่วยปลดหนี้ให้ แต่ที่ทำไปเราอยากเห็นผลของการใช้เงินจากการเสียสละว่ามันไม่สูญเปล่า

เงินค่าการศึกษาก็หวังทำบุญให้คนๆหนึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เงินที่ให้ยาย จริงๆคือการตอบแทนที่ยายเลี้ยงมา ที่เลือกให้ยายก่อนพ่อแม่เพราะผูกพันมาก คือรักยายมากๆอ่า และที่ช่วยแม่ก็เพราะอยากให้มีหมดหนี้ มีสุจภาพการเงินที่กลับมาลืมตาอ้าปากได้

แต่บอกตามว่าที่เริ่มไม่โอเคก็เพราะ คำสั่งสอนที่ได้เกริ่นไปนั่นแหละ มันเหมือนกับว่าเราต้องเหนื่อยคนเดียว มันเป็นหน้าที่ มันเป็นภาระ จากแต่เดิมเราสามารถคิดให้มันผ่อนคล้ายได้มากกว่านี้ มีความสุขกับการให้มากกว่านี้ แต่มันเหมือนต้องทำเพราะต้อง ไม่ใช่เพราะทำเพราะอยากให้ด้วยหัวใจจริงๆ

ตอนนี้เริ่มรู้สึกได้เลยว่าหัวใจของเราแม่งอ่อนแอลงมากๆ จากเมื่อก่อนที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกับทุกเรื่อง สามารถเผชิญหน้าไปด้วยตัวคนเดียว แม้ว่าสิ่งที่เจอจะโหดและเจ็บปวดแค่ไหน แค่เราก็ผ่านมันไปได้ แต่ไม่ใช่กับตอนนี้เลย ยิ่งมาเจอประโยคที่ถูกยัดเยียดจากคนรอบตัวว่า แกมันเป็นเด็กแข็งแกร่ง เข้มแข็ง เพิ่งรู้เลยว่าวินาทีนั้นหัวใจของเราแม่งเปราะมากแค่ไหน 

เมื่อไม่นานมานี้ อาจเป็นเพราะความรู้สึกมากมายที่ได้เจอ แรงกดดันจากรอบตัวและจากตัวเอง เราตัดสินใจพูดเรื่อง 
"เงิน" กับ "ความสุข" 
กับป้า(ซัซซี่ที่แกรดออกจากวงไปแล้ว) 

เนื้อหาที่พูดกับป้ามีอยู่ประมาณว่า ป้ามักจะคาดหวังทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเม็ดเงิน ป้าปลูกฝัง และมันทำให้เรากลัวกับทุกๆฝีก้าว เราคิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินจนแทบไม่ได้สนใจว่าบางสิ่งบางอย่างที่ทำ เรามีความสุขจริงหรือเปล่า ยอมรับตามตรงว่าเราเอาความกลัวและกังวลนี้มาใส่ในนิสัยตัวเอง เรามักจะคิดก่อนเสมอว่าทำสิ่งนี้ได้เงินไหมนะ แต่ไม่เคยคิดว่าทำๆไปกูแฮปปี้นะ

จนถึงวันที่เราตกงานอีกครั้ง เป็นครั้งที่สองเมื่อปีก่อน ตอนนั้นเจอวิกฤตกับเรื่องประสาทแดกในหัวของตัวเอง แต่ก็เจอคำว่าเงินมากดดันเราจนได้ ซึ่งคนๆนั้นไม่ใช่พ่อที่เราเคยคิดว่าเดี๋ยวก็โดนดุ(กับพ่อเราว่าเราโนสนโนแคร์นะ) แต่คนที่กดดันกลับเป็นป้าที่เรารักและสนิทมากที่สุด

ความรู้สึกมันเหมือนค่อยๆสะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การบอกให้ช่วยดูแลน้อง ส่งน้องเรียน เป็นที่พึ่งพา ให้คำปรึกษา ทำตัวเหมือนเป็นพ่อแม่น้อง(ผู้ใหญ่กล่าวว่าเขาอายุเยอะแล้วไม่เข้าใจเด็กๆหรอก ก็ถ้าไม่เข้าใจก็เปิดใจสิคะ) ช่วยจ่ายหนี้ให้แม่ โน่นนี่นั่น บลาๆ และตบท้ายด้วยคำว่า เราต้องเป็นหลักให้ครอบครัว

เชี่ย!! เอาจริง ของขึ้นเลยนะ ไม่ใช่ไม่เข้าใจความรู้สึกของป้า เรารู้ดีเลยล่ะว่าป้าต้องแบกอะไร เจออะไร แต่เราไม่อยากเป็นแบบป้า เราไม่ได้อยากเป็นซัซซี่ป้ะ หรือแม้แต่เราก็ไม่ได้อยากเป็นเดอะแบกแบบจูรินะ เห็นมะ เจอแรงกดเยอะๆมันก็ป่วยสักวัน เราก็เช่นกันป้ะ ตอนนี้เหมือนจะป้าตายแล้ว หงุดหงิดไปหมด แถมเริ่มดูถูกตัวเองมากขึ้นเพราะทำไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่เราพูดกับป้านอกเหนือจาก เงิน และ ความสุข เราบอกกับป้าไปว่า เราไม่อยากให้ใครก็ตามมาคาดหวังเรา ทั้งตอนนี้หรือในอนาคต เพราะแม้แต่ตัวเรา ก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำอยู่จะส่งผลอะไร(ก็ป้าบอกเองว่าให้ยึดหลักพุทธไง อีนี่ก็พยายามไม่มองหน้าย้อนหลังเพราะมันทุกข์) 

แต่ป้าหัวเราะว่ะ ตอนนั้นคือแบบทั้งโกรธและหมดหวัง เราไม่รู้หรอกว่าป้าหัวเราะเพราะเราพูดตรงเกินไป หรือเพราะเขาคิดแบบนั้นแต่เขาทำอะไรไม่ได้มากกันแน่

พอเจอแบบนี้เข้า บอกตามตรงตอนนี้เป็นบ้าหนักกว่าเดิม ความหงุดหงิด ความไม่พอใจ ความเพิกเฉย อาการต่างๆมันแสดงออกมา ง่ายๆเลย แม่งคืออาการของคนสิ้นหวัง หมดหวังในตัวเอง ดูถูกตัวเองไปแล้ว 

เมื่อเราเริ่มคิดอะไรลบๆ เราก็จะแผ่มันออกไปให้คนอื่นด้วย ซึ่งมันแย่มากนะเว้ย มันเกิดขึ้นได้แต่ควรจะตบกลับมาให้เข้าที่เข้าทางให้เร็วที่สุด

ตอนนี้เลยทำได้แค่ดึงเอาหลักพุทธมาใช้(ซึ่งอีนี่มีคำถามสงสัยเรื่องการกราบไหว้พระ แต่ยึดหลักสำคัญมาใช้) คือ เอาชนะ ไม่สิ ไม่เชิงชนะ แค่รู้เท่าทันว่าตอนนี้คิดอะไรอยู่ รู้สึกอะไรอยู่ และตอนนี้ที่ควรจะทำคืออะไรแทนความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราไม่เอาหรอกที่ให้กราบไหว้ขอพรให้ชีวิตดีขึ้น เราว่าจะดีหรือไม่ดีมาจากใจตัวเองล้วนๆเลย ถ้าตอนนั้นจิตใจสงบมันก็พร้อมทำเรื่องใหม่ๆได้ดีเยี่ยม แต่ถ้ามันไม่สงบ ต่อให้มึงพยายามแค่ไหน มันก็ไม่ไปถึงไหนหรอก

เพราะตอนนี้อ่อนแอเหลือเกิน จนไม่อยากเป็นขาให้ใครแล้ว เราก็คงต้องบอกคนอื่นๆล่ะมั้งว่า พวกคุณก็มีค่าเหมือนกัน หรือถ้ายังไม่รู้ว่ามีขา ก็คงต้องสอนและบอกเขาไปว่า มีขาก็หัดใช้ขาตัวเอง แต่ถ้าอยากให้แข็งแกร่ง เมื่อยืนได้ก็ช่วยกันดันอีกคนให้ยืนได้ด้วย แค่นี้ก็จะทำให้ทุกอย่างค่อยๆดีขึ้น


คงถึงเวลาแล้วมั้งที่เราจะต้องใช้ชีวิตของเราจริงๆ ไม่ใช่เป็นเดอะแบกจนโดนสิ่งที่แบกทับตาย ไม่เอาหรอกเว้ย!!! กูยังไม่อยากตาย อย่างน้อยๆก็ไม่อยากให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวามันตายจากตัวเองไป

SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments