กลับไปหา...คนสำคัญ
ค่ำวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ หลานสาวของผมขอร้องให้ผมดันตัวของเธอออกจากขอบสระน้ำ เพื่อว่ายไปยังฝั่งตรงข้ามในระยะทางที่ไกลพอสมควรสำหรับเด็กวัย 6 ขวบเศษ

ผมจึงถามถึงความพร้อมและนับ

หนึ่ง

สอง

สาม

จู่ๆ ความรู้สึกและภาพในอดีตของผมก็ปรากฏขึ้นมาในหัว

มือของแม่ค่อยๆ ปล่อยท้ายจักรยานที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า โดยมีผมบังคับและปั่นอยู่พร้อมกับเสียงล้อที่สามของจักรยานที่คอยประคองการทรงตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าผมจะหยุดด้วยการเบรกหรือไม่ก็ล้มลงเองไปโดยอัตมัติ

ใช่ครับ ผมกำลังเขียนถึงช่วงวัยที่เริ่มต้นหัดปั่นจักรยาน

ไม่แน่ใจว่าก่อนที่เพื่อนๆ จะปั่นจักรยานสองล้อเป็นนั้น น่าจะมีวิวัฒนาการเหมือนๆ กันคือ เริ่มปั่นจากสี่ล้อ แล้วค่อยๆ ถอดเหลือสามล้อ จนสุดท้ายเหลือแค่สองล้อ

สมัยผมเด็กๆ ในซอยบ้านนั้นมีแก๊งเด็กๆ วัยเดียวกันที่ชอบปั่นจักรยานเล่นกันทุกยามเย็น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะปั่นสองล้อเป็นกันทั้งนั้น ถ้าใครยังปั่นสี่ล้อหรือสามล้อก็จะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเข้าพวกสักเท่าไหร่ เพราะเสียงจากล้อที่สามและสี่จะเป็นตัวบ่งบอกว่านายยังไม่พร้อมที่จะมาเข้าแก๊ง ฮาๆ

แน่นอนว่าโค้ชการฝึกให้ผมปั่นจักรยานหนีไม่พ้นแม่ เริ่มต้นด้วยการถอดล้อที่สี่ และให้ผมหัดปั่นจากการมีสามล้อก่อน โดยที่ผมจะฝึกปั่นในช่วงเช้าวันหยุด มีเหตุผลเดียวคือเพื่อนในซอยยังไม่ตื่น และเป็นเวลาเดียวที่จะแอบซ้อมโดยที่ไม่เขินอายจากสายตาคนอื่นๆ

การปั่นจักรยานสองล้อให้เป็นคล้ายกับการหัดเดินของเด็กในช่วงขวบแรก กว่าจะตั้งต้นและมีพัฒนาการในการทรงตัวไปแต่ละครั้งนั้น ต้องแลกมาด้วยการล้มไม่รู้กี่ครั้ง และจุดร่วมที่เหมือนกันอีกข้อหนึ่งคือ การมีแม่คอยมาประคับประคองให้เราลุกขึ้นแล้วเริ่มต้นใหม่เสมอ

การปั่นจักรยานมันอาจจะเกิดจากความพยายามของเราเป็นหลักก็จริง แต่สำหรับผมแล้ว เบื้องหลังความพยายามนั้นมักมีแม่อยู่เบื้องหลังเสมอ

แม่จะคอยอยู่ด้านหลังแล้วส่งสัญญาณด้วยการถามผมว่าพร้อมหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วแม่จะค่อยๆ ดันเพื่อส่งแรงไปพร้อมกับแรงถีบจักรยานของผมเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แล้วค่อยไปวัดกันว่ารอบนั้นผมบังคับและทรงตัวได้ดีแค่ไหน

ถึงแม้ว่าเมื่อเติบโตขึ้น เราจะไม่ได้ปั่นจักรยานบ่อยเหมือนในวัยเด็กอีกแล้ว แต่แม่ก็ยังคงเป็นคนสำคัญในชีวิตที่คอยอยู่ด้านหลังเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยเรียน หรือวัยทำงาน แม่ยังคงเป็นคนที่คอยผลักดันและสนับสนุนในสิ่งที่เรามุ่งหน้าที่จะไปหาเป้าหมายอยู่เสมอ

ไม่ว่าการจะไปถึงเป้าหมายนั้นต้องแลกมาด้วยการเจ็บตัวจากการล้มเหลวไม่รู้กี่รอบก็ตาม

ในวันที่ผมปั่นจักรยานสองล้อได้เป็นครั้งแรก จำได้ว่าผมปั่นด้วยความเร็วเพราะความดีใจ และเหลียวมองไปด้านหลัง เห็นแม่ยืนอยู่ที่เดิมจากจุดที่ผมปั่นออกมา และแม่ก็ตัวเล็กลงเรื่อยๆ จากระยะห่างที่ไกลขึ้น

เมื่อมานึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้จากอดีตสู่ปัจจุบัน เราแต่งงานแยกออกจากชายคาที่อบอุ่นเพื่อออกไปดูแลชีวิตคู่ที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ รวมถึงหน้าที่การงานที่เติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงให้เรียนรู้อยู่เสมอ ซึ่งเหตุการณ์ในชีวิตเหล่านี้คล้ายกับการปั่นจักรยาน

บ้างก็ปั่นเป็น

บ้างก็ต้องเริ่มหัดจากสี่ สาม จนเหลือสองล้อ

ซึ่งเราเชื่อว่านอกเหนือจากเราจะภูมิใจแล้ว

คนที่คอยสนับสนุนเราอยู่เบื้องหลังก็ภูมิใจไม่แพ้กัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ อย่าลืมปั่นจักรยานที่นำพาชีวิตเราโลดแล่นไปไกล

ย้อนกลับไปหาพวกเขาด้วยนะครับ

SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments