Future me │ จดหมายถึงตัวฉันในอนาคต

          เมื่อไม่นานมานี้ฉันเคยได้ยินมาว่า

จงอย่าเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ตัวเองตอนเด็กเคยเกลียด
          คนเรามักจะลืมความรู้สึกนึกคิดของตัวเองในอดีต ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อเวลาเปลี่ยน สภาพแวดล้อม สังคม และวุฒิภาวะต่างๆ ที่เปลี่ยนไปของเรา มันก็ต้องทำให้ความคิดและนิสัย(บางอย่าง)ของเราเปลี่ยนตามไปด้วย ในตอนเด็กเราเคยคิดว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่เข้าใจ และในตอนโตเป็นผู้ใหญ่เราก็เคยคิดว่าความคิดเด็กๆ มันไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งความห่างระหว่างวัย และความไม่เข้าใจกันเพียงเล็กๆ นี้ ก็มักก่อให้เกิดบาดแผลในใจ นานไปอาจลุกลามและรักษาไม่หาย

          ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่ธรรมดาบ้านๆ ฉันไม่ได้คิดว่าครอบครัวของฉันอบอุ่น แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกขาดความรัก ฐานะทางบ้านของฉันจัดอยู่เป็นกลุ่มคนชั้นกลาง มีกินมีใช้พอประมาณ มีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่าย และซื้อเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้บ้างเป็นครั้งคราว แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ฉันต้องการจากครอบครัว พ่อของฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับลูกๆ เสียเท่าไร (เราคุยกันแทบนับครั้งได้ หรือบางวันไม่คุยกันสักคำเลยก็มี) การจะขอคำปรึกษาจากพ่อสักเรื่อง มันช่างทำให้รู้สึกประหม่าราวกับต้องไปพูดคุยกับผู้ใหญ่แปลกหน้า แน่นอนว่าถ้ามันจะยากขนาดนี้ ก็อย่าพูดเลยดีกว่า (พูดเท่าที่จำเป็นก็พอ ฉันกับพี่มักจะคิดแบบนี้เสมอ) พ่อมีความคิดบางอย่างที่ฉันมองว่าแปลก คือ พ่อต้องการให้ลูกๆ สามารถเก่งได้ด้วยตนเอง และหากประสบความสำเร็จได้โดยปราศจากการผลักดันหรือการสนับสนุนจากพ่อได้ ยิ่งเป็นที่น่าภูมิใจ ดังนั้น เรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่งก็คือพ่อไม่เคยสอนการบ้านฉัน แม้จะเป็นการบ้านธรรมดาๆ ของเด็กประถมต้น (ทั้งๆ ที่พ่อเรียนจบมาสูงพอสมควร) ฉันจึงเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยตัวเอง และไม่ชอบการพึ่งพาตั้งแต่เด็กๆ ฉันพยายามทำทุกอย่างที่เป็นความรับผิดชอบของตัวเองให้ได้ดีที่สุด ฉันไม่ชอบการขอความช่วยเหลือโดยไม่จำเป็น พ่อชอบและรู้สึกภาคภูมิใจที่ฉันเป็นเช่นนั้น และนั่นก็คือหนึ่งในบุคลิกภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพ่อ ทำให้ฉันเป็นฉันในทุกวันนี้ ส่วนแม่เป็นคนใจดี แม่ต่างจากพ่อตรงที่แม่เข้าถึงได้ง่ายกว่าพ่อ ฉันกับพี่ เราสบายใจเมื่ออยู่กับแม่มากกว่า และแทบจะคุยกับแม่แทบทุกวัน เหมือนเราต่างก็ทดแทนการคุยกับพ่อด้วยการคุยกับแม่แทน บางครั้งแม่ก็กลายเป็นคนกลางหรือคนส่งสาส์นระหว่างลูกๆ กับพ่อ หรือระหว่างพ่อ กับลูกๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่ชายของฉันผู้ที่สนิทกับแม่มากที่สุด ก็ได้พูดคุยและเล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่ฟัง และขอความช่วยเหลือจากแม่ไปเยอะมาก จนตัวฉันเองคิดว่าบางครั้งมันก็ดูจะเกิน  โควต้าของคนเป็นแม่แล้วมั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันจึงหลีกเลี่ยงที่จะเล่าเรื่องราวความทุกข์ให้แม่ฟัง แต่เลือกที่จะเล่าด้านสุขให้แม่สบายใจ ดังนั้น แม่จึงไม่ค่อยรู้ถึงความรู้สึกจริงๆ ของฉันหรอก และนี่ก็คือบรรยากาศคร่าวๆ ในบ้านของฉัน ก็อย่างที่บอกไปตอนต้น ครอบครัวของฉันไม่ค่อยอบอุ่น แต่ฉันก็ไม่ถึงกับขาดความรัก

          ฉันเคยมองเห็นเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่ดูมีความสนิทสนมกับพ่อแม่ บอกเรื่องราวต่างๆ ให้พ่อแม่ฟังได้อย่างเปิดเผย พร้อมที่จะกอดแขนและเดินเล่นไปด้วยกัน ได้ทำในสิ่งที่ตัวฉันไม่เคยมีโอกาสได้ทำ ถ้าจะนิยามความรู้สึกนี้ว่า อิจฉา ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละ ฉันเป็นลูกคนเล็กที่เติบโตมาเป็นความหวังอันดับหนึ่งของครอครัว (เมื่อพี่ชายทำให้พ่อแม่รู้สึกหมดหวัง) ฉันรับรู้ และพยายามบอกตัวเองให้ไหว ทำทุกอย่างให้พ่อแม่ภูมิใจ เรียนในสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เรียน และเป็นในสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เป็น เพื่อหวังว่าท่านจะต้องภูมิใจในตัวฉัน และยิ่งนานวันมันไม่ใช่แค่ต้องการความภูมิใจ แต่มันกลายเป็นว่าฉันเองที่ไม่กล้าเดินออกจากกรอบที่พ่อแม่ขีดเส้นไว้ให้ เพราะกลัวพวกท่านจะผิดหวังในตัวฉัน จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป จนฉันอายุ 24 ย่างเข้า 25 ปี ได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะสมบูรณ์แบบ ฉันเรียนจบ มีงานที่มั่นคงทำ มีรถเป็นของตัวเอง มีเงินพอใช้จ่ายส่วนตัว และแบ่งให้ที่บ้านตามสมควร พ่อแม่ไม่ค่อยตามจี้ หรือโทรตามเหมือนเมื่อก่อน ฉันเพิ่งเริ่มรู้สึกถึงคำว่า อิสรภาพ ที่ฉันพยายามค้นหามาตลอด 24 ปี เพิ่งเริ่มเข้าใจคำว่า ผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่ บรรลุนิติภาวะ ในตอนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ (ตามกฎหมาย) ฉันเริ่มที่จะกล้าก้าวออกจากกรอบที่เคยอยู่ ฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะพูดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองตรงๆ กับพ่อแม่ จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็ดูเหมือนชีวิตฉันจะมีความสุขดี ดูเหมือนเรื่องจะจบแบบ happy ending แต่... มันไม่ใช่แค่นั้น โชคไม่ค่อยดีเท่าไร ที่ในระหว่างทางฉันดันไปรู้จักกับเพื่อนที่ชื่อว่า "ซึมเศร้า" (เอาไว้คราวหน้าฉันจะพา ซึมเศร้า มาให้ทุกคนได้รู้จักนะ)

          เมื่อนานมาแล้ว ฉันบังเอิญได้รู้จักกับ www.futureme.org ที่จะทำให้เราสามารถส่งจดหมายถึงตัวเราในอนาคตได้ โดยการเลือกวันเวลา และ e-mail ที่ต้องการให้ส่งถึง ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเขียนมันไป แต่ฉันเป็นคนไม่ค่อยเช็คข้อความไม่ว่าจะจากช่องทางไหนก็ตาม แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่ามีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงตัวเอง ฉันจึงเลือกที่จะเขียนจดหมายถึงตัวของฉันในอนาคตในพื้นที่สารธารณะ เผื่อว่าวันหนึ่งฉันจะยังเห็นมันโลดแล่นอยู่บนอินเทอร์เน็ต และสามารถเขียนคำค้นหาได้ใน google 



ถึง ตัวฉันในอนาคต (ในอีก 10 ปีข้างหน้า)
          สวัสดี ฉันในวัย 34 ย่าง 35 ปี ...แก่จัง ฮ่าๆๆ นี่ฉันแต่งงานแล้วหรือยัง มีคนรักดีๆ สักคนบ้างหรือเปล่า หรือยังอยู่ตัวคนเดียวเหมือนเดิม หรือมีลูกแล้วนะ?! เอาล่ะ ตัวฉันในอนาคตหากเธอมีลูกแล้วล่ะก็... ฉันขอให้เธออ่านข้อความจากตัวเธอในอดีตให้ดี จงรับรู้และจดจำว่า ตอนเด็กๆ เธออยากมีครอบครัวที่อบอุ่น (ไม่ได้หมายความว่าต้องมีพ่อกับแม่ครบ) แต่หมายถึงพ่อหรือแม่ หรือพ่อกับแม่ที่พูดคุยกับลูกได้ทุกเรื่อง ตัวฉันในอนาคต เธอจงปฏิบัติต่อลูกของเธอให้ดี อย่าคาดหวังในสิ่งที่เธอหวัง จงคาดหวังให้เขาได้ประสบความสำเร็จในแบบที่เขาต้องการ จงโอบกอดเขาในทุกวันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและเมื่อพบเจอกันตามโอกาส ให้เขาได้รู้ว่าเขาสามารถชาร์จกำลังใจจากเธอได้เสมอ จงไว้ใจ และเชื่อใจในตัวลูกของเธอให้มากๆ จงเชื่อไว้เสมอว่าตัวเธอเองในอดีตก็เป็นคนเก่งคนหนึ่ง ดังนั้น ลูกของเธอก็ต้องเก่งแบบเธอเช่นกัน และที่สำคัญ จงอย่าทำให้ลูกของเธอ เชื่อว่า white lying เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เหมือนที่เธอเชื่อมาตลอด เพราะนั่นหมายถึง ความไม่ไว้วางใจ
          หากเธอยังไม่มีลูก ขอให้เธอจงเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เธอตอนเด็กชอบ จงใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้ แต่หากมันเป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง จงภูมิใจในสิ่งนั้น จงเชื่อมั่นในตัวเอง และขอบคุณเสมอที่ยังมีตัวฉันในอนาคต ยังมีเธอคนนี้ ที่กำลังอ่านข้อความเหล่านี้อยู่ ขอบคุณที่เธอเลือกที่จะไม่จบชีวิต และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเพื่อนสนิทที่ชื่อว่าซึมเศร้า ของเธอได้อย่างสันติภาพ ขอให้เธอโชคดี... ขอให้เธอในอนาคตจงภูมิใจตัวฉันในอดีตเช่นกัน ขอให้ชีวิตเธอต่อจากนี้ไม่มีความเศร้าอีกต่อไป และขอให้เธอจงจำไว้ว่า

ในโลกนี้ไม่มีความสุขตลอดกาล และความทุกข์ตลอดไป 


SHARE
Writer
No_More_Blues
Writer
Unknown

Comments