มายาคติของคำว่า "ครอบครัว"
ผมเคยได้ยินวลีที่กล่าวว่า “ครอบครัวสุขสันต์” จากที่ใดที่หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว วลีดังกล่าวนี้เป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญต่อสถาบันครอบครัวว่าต้องเป็นสถานที่แห่งความสุข แต่ประสบการณ์ชีวิตกลับสอนผมในทางตรงข้ามว่าครอบครัวคือ “กระจก” ที่สะท้อนโลกแห่งความจริง โลกที่ไม่ได้มีแต่ความสุขแต่มีความทุกข์ปนเปกันไปเสมอ
ช่วงเวลาวันหยุดยาวเช่นเทศกาลสงกรานต์ที่พ่วงมากับวันครอบครัว ในอีกทางหนึ่งคือวันรวมญาติ วันที่พ่อแม่ลุงป้าน้าอา กระทั่งลูกพี่ลูกน้องต้องกลับมารวมกันในบ้านของผู้อาวุโสจะเป็นตายายหรือปู่ย่าก็แล้วแต่ เทศกาลสงกรานต์เป็นเหมือน “ข้อบังคับ” ว่าเราทุกคนต้องกลับไปเจอหน้ากันแม้ว่าจะไม่ได้พูดคุยกันหรือแทบไม่ได้เจอกันมาตลอดทั้งปี และการพบเจอกันนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ายินดีเสมอไป

“มีแฟนหรือยัง” “ทำงานอะไร” เงินเดือนเท่าไหร่” เมื่อไหร่จะแต่งงาน” “เมื่อไหร่จะมีลูก” คือคำถามพื้นฐานที่ผู้น้อยต้องเจอจากผู้ใหญ่ในครอบครัว คำถามดังกล่าวมักเป็นคำถามต่อคนวัยทำงาน แต่ถ้าวัยเรียนก็ต้องถามถึงผลการเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัย และถ้าไม่ได้เป็นคนเก่งอย่างเลอเลิศแล้ว ผู้น้อยในครอบครัวมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับญาติพี่น้องหรือลูกเพื่อน ๆ ของญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนของพ่อของแม่เรา

คงไม่ต้องบอกว่าหากชีวิตของเรายังไม่มีความคืบหน้าตามคำถามที่ยิงมาจากทุกสารทิศ เราจะรู้สึกอึดอัดหรือรู้สึกเสียหน้าขนาดไหน

แต่ถ้าเราคิดว่ามีแต่เราในฐานะผู้น้อยหรือผู้กำลังจะสร้างเนื้อสร้างตัวเท่านั้นที่ต้องเจอการกลุ้มรุมจากบรรดาญาติ ๆ ก็ควรจะคิดใหม่ เพราะในความจริงบรรดาผู้ใหญ่ก็มีปัญหากันเอง
แม่ของผมมีพี่น้องรวมกันสี่คน แต่ผมบอกได้ว่าพวกเขาไม่ได้รักกันปานจะกลืนจะกิน ไม่ ไม่ใช่เลย พวกเขาไม่ได้รักกันเหมือนในละครส่งเสริมความรักครอบครัว หรือรักกันตามอุดมคติอย่างที่เรามักได้ยินหรือฝันถึง ผมยืนยันได้ว่าแม่และพี่น้องรักกัน แต่พวกเขาก็ชังกันด้วย เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยิ่ง

เช่นว่า เมื่อเริ่มแบ่งมรดกเป็นที่ดินของยาย พี่น้องก็เริ่มทะเลาะกันเอง จะเอาที่ดินส่วนนี้ เธอเอาส่วนนั้น ฉันจะปลูกบ้านตรงนี้ แล้วต่างก็เข้าไปพูดเจรจาพาทีกับยาย ยายผู้ชราภาพก็บอกปัดไปว่าก็แบ่งให้เท่า ๆ กันแล้วอย่าเรื่องมากนักเลย แต่พอกลับจากบ้านยายแม่ก็จะบ่นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเสมอว่ายายรักลูกไม่เท่ากัน

แม่จะบ่นให้ฟังเสมอถึงปัญหาของน้อง ๆ ที่ตัวเองต้องคอยรับมือ และมักมองว่าน้อง ๆ ไม่ใคร่มีน้ำใจกับพี่ใหญ่อย่างแม่เอาเสียบ้างเลย

แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องในครอบครัว ครอบครัวใครก็ต้องมีปัญหาในครอบครัวของเขา

และก็ด้วยคำว่าปัญหานี้เองที่ทำให้ผมมองเห็นว่า “ครอบครัว” ไม่ใช่ดินแดนแห่งอุดมคติ มันไม่เหมือนภาพที่เราเห็นในสื่อหรือบทเรียนที่เคยรับรู้ สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกงุนงงว่า “มายาคติ” ของครอบครัวมาจากไหนและเริ่มจากที่ใด ทำไมครอบครัวของเราเองถึงไม่ได้เป็นอย่างที่สังคมและสื่อพยายามพร่ำสอนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ความรักในครอบครัว” ที่ช่างขมปนหวานอยู่เสมอ

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ากว่าเด็กคนหนึ่งจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ยืนบนแข็งขาตัวเองได้บ้าง ก็ต้องผ่านการทะเลาะเบาะแว้งกับพ่อแม่ตัวเองมาไม่รู้กี่ครั้ง ร้องไห้มาเท่าไหร่ เจ็บมาเพียงใด รู้สึกผิดอีกนับไม่ถ้วน

ครอบครัวเป็นเรื่องของความสุขสันต์จริงหรือ...

ถึงอย่างนั้น ครอบครัวก็ยังคงเป็นบ้านที่สำคัญกับชีวิตของเราเสมอ เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่าแม้จะเคยทะเลาะกัน ผรุสวาทใส่กัน ไม่มองหน้ากันเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือกระทั่งปี แต่สมาชิกในครอบครัวก็จะสามารถกลับมาพูดคุยกันได้เป็นปกติราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องผิดใจเกิดขึ้น

ไม่ใช่ว่าทุกคนลืมความบาดหมางในอดีต แต่เพราะอดีตคืออดีตและปัจจุบันคือปัจจุบัน แม่ผมยังสามารถพูดคุยกับน้องของตัวเองได้เสมือนเป็นวัยรุ่นที่ต้องคอยช่วยเหลือกัน เช่นเดียวกันผมกับพ่อแม่ก็ยังสามารถคุยกันได้แม้ว่าจะเคยโกรธเคืองกันมานับไม่หวาดไม่ไหว

ผมรู้สึกได้ว่านี่คือ “สายใย” ความผูกผันที่เราหาที่ไหนไม่ได้ สายใยนี้มีพลังทำให้เราสามารถละทิ้งอดีตได้ในชั่วขณะ และจดจ่อกับความรู้สึกของปัจจุบัน รวมถึงความทรงจำดี ๆ ที่เราเคยมีให้กัน ความเป็นพี่น้อง ความเป็นพ่อแม่ลูก สิ่งเหล่านี้ไม่เคยหายไป และจะคงอยู่เสมอไป

ถึงจะเคยผิดหวังเสียใจในตัวผมสักเพียงใด แต่ทุกครั้งที่กลับบ้านพ่อก็ยังเตรียมกับข้าวให้กินเสมอ แม่ยังพับผ้าให้ทุกครั้ง และคอยทำความสะอาดห้องที่ผมเคยนอนตั้งแต่เด็ก
เวลาเห็นครอบครัวอื่นในเฟซบุ๊คลงรูปครอบครัวสุขสันต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือร่วมดีใจกับเด็กเกิดใหม่หรือเสียใจเมื่อญาติผู้ใหญ่จากไป ผมมักจะรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ว่าครอบครัวเราไม่เห็นเป็นแบบนี้ คือไม่ได้มีอารมณ์ซาบซึ้งที่ชวนให้เคลิ้มฝันเหมือนวลี “ครอบครัวสุขสันต์”

แต่ประสบการณ์ในโลกแห่งความจริง ความสัมพันธ์ที่เรามีกันต่อหน้า ชวนให้ผมคิดว่า “ครอบครัวก็คือครอบครัว” มิใช่สวรรค์และก็มิใช่นรก แต่คือโลกแห่งความจริงของชีวิตที่มีความสุขและความทุกข์ปนเปกันไป

บางทีการตระหนักถึงความจริงของชีวิตอาจทำให้เรามองเห็นครอบครัวบนฐานของความจริง และตระหนักได้ว่าครอบครัวสำคัญกับชีวิตของเราเพียงใด 

หากว่าเรากำลังทุกข์เพราะครอบครัว ไม่ใช่ว่าครอบครัวไม่ดีหรือตัวเราไม่ดีหรอกนะครับ แต่ความจริงก็คือ เราทุกคนล้วนเป็นปุถุชนธรรมดาที่ผิดพลาดได้เสมอ และความผิดพลาดนี้จักมีในทุกครอบครัว ครอบครัวที่แท้จริงก็คือครอบครัวที่สามารถฝ่่าความทุกข์และสุขไปด้วยกันได้ และไม่เคยลืมความผูกพันว่าเรามาจากสายเลือดเดียวกัน

เพราะครอบครัวคือชีวิตและความทรงจำของเราตลอดไป

Cover Photo by Kevin Delvecchio on Unsplash
SHARE
Written in this book
Life and work
Any idea and experience I learn from doing a job.
Writer
Ittipolj
writer
Write for life.

Comments