เกณฑ์ทหารเสียโอกาสเสียเวลา เรียนรด.ดีกว่ามั้ย
เมื่อไม่นานมานี้ประเด็นเรื่อง การเกณฑ์ทหาร ได้กลับมาอีกครั้งอาจจะเป็นเพราะฤดูกาลรับทหารฝึกใหม่เข้ากรมประจำปีได้วนกลับมาอีกครั้ง มีหลายฝ่ายต่างก็ออกมาเเสดงความเห็นของตนเองอย่างดุเดือดมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยกับการ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เเละฝ่ายสนับสนุน การเกณฑ์ทหาร

ผมได้สะดุดการความคิดเห็นหนึ่งที่มีใจความว่า
“ทำไมพวกมึงไม่ไปเรียนรด.วะ” 


มันทำให้ผมชุกคิดขึ้นมาว่า เเท้จริงเเล้ว เรียนรด.ดีกว่ารึเปล่า? หรือคิดเพียงเเค่ว่า เรียนรด.เพื่อจะได้ไม่ต้องเกณฑ์เพียงเท่านั้นรึ? เเละที่น่าสนใจคือมีผู้เเสดงความคิดเห็นในลักษณะแบบนี้เป็นจำนวนมาก เเละในวันนี้ผมจะมาทำบทความที่เกี่ยวกับรด.ดูว่าเเท้จริงเเล้วรด.มันดีจริงหรือไม่ เพราะอะไรถึงยอมเรียนเพื่อไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร เพราะในเมื่อรด.ก็คือ นักศึกษาวิชาทหาร ก่อนที่จะตอบคำถามว่า ทำไมไม่เรียนรด.ได้นั้นผมขออนุญาตอธิบายความเป็นมาเเละการเรียนการสอนของรด.เสียก่อน

รด. (รักษาดินเเดน) คืออะไรเเละเรียนอะไรกันบ้าง?

ก่อนอื่นผมก็ต้องขออนุญาตพาทุกคนไปรู้จักกับรด. หรือที่มีชื่อเต็มว่า รักษาดินเเดน ซะก่อน การเรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร(นศท.) มีมาตั้งเเต่ปีพุทธศักราช 2478 สมัยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำเเหน่งนายกรัฐมนตรี(คนที่2) โดยสมัยนั้นถูกเรียนเรียกว่า ยุวชนทหาร(ยวท.) ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ในปัจจจุบันก็ยังคงเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร(นศท.)อยู่โดยขึ้นตรงกับศูนย์การนักศึกษาวิชาทหารหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนนับทั้งเเต่ปีพุทธศักราช 2552 เป็นต้นมา โดยการเรียนการสอนของหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารในปัจจุบันใช้เวลาเรียนทั้งหมดทุกชั้นปีเป็นเวลา 20 สัปหาด์ โดยถูกแบ่งออกเป็น 5 ชั้นปี ซึ่งผมขออนุญาตกล่าวถึงเเค่ 3 ชั้นปีเท่านั้นเพราะคนส่วนใหญ่เรียนจบเพียงเเค่ชั้นปีที่ 3 ซึ่งตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

ในชั้นปีที่ 1 การเรียนรด.นั้นจะถูกเริ่มจากการเรียนรู้ระเบียบวินัยของทหาร เเละความรู้ทั่วไปเกี่ยวทหารไทยเช่นการเชื่อฟังเเละปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีการสอนฝึกใช้อาวุธประจำการ มีการสอนยิงอาวุธประเภทปืนยาว เพื่อทำการสอบเก็บคะเเนนในชั้นปี 1

ในชั้นปีที่ 2 ยังคงสอนเนื้อเดิมของชั้นปีที่ 1 เพียงเเต่การเรียนการสอนนั้นจะเข้มข้นมากขึ้น เเละที่พิเศษกว่าชั้นปีที่ 1 คือเมื่อจบการเรียนรด.ชั้นปีที่ 2 20 สัปดาห์จะต้องเข้ารับการฝึกด่านสุดท้ายก่อนขึ้นชั้นปีที่ 3 ก็คือ ฝึกเขาชนไก่ เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

ในชั้นปีที่ 3 ครั้งนี้การเรียนการสอนจะต่างจากชั้นปีที่ผ่าน ๆมาโดยเริ่มการเรียนการสอนยุทธวิธีทางทหาร การจัดรูปขบวนหมู่ปืนเล็ก ฝึกการใช้คำสั่งต่าง ๆเพื่อสามารถทำหน้าที่ผู้บังคับหมู่ เเละเป็นการปูทางเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นรด.ปี 4 ในอนาคตได้ ก่อนจบรด.ชั้นปีที่ 3 ได้นั้นต้องผ่านการฝึกด่านสุดท้ายเช่นเดียวกับชั้นปีที่ 2 เเต่เป็นเวลา 5 วัน 4 คืนที่โหดกว่าเเละหนักกว่าชั้นปีที่ 2 ที่เคยผ่านมา

จากหลักสูตรการสอนของวิชานักศึกษาวิชาทหาร(นศท.)นั้นก็ไม่ใช่ใครจะเรียนกันง่าย ๆ ก่อนจะมาเป็นนศท.นั้น จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกเสียก่อน 

กว่าจะมาเป็น “นศท.วิชาทหาร”

ก่อนที่ใครหลาย ๆคนนั้นจะเข้ามาเป็นนักศึกษาวิชาทหาร(นศท.)ต้องผ่านเกณฑ์การเข้าคัดเลือกเสียกว่า มาดูกันมามีเกณฑ์อะไรบ้าง
เกณฑ์การคัดเลือกนั้นแบ่งเป็น 2 อย่างได้เเก่ 1. เกณฑ์การรับสัมครนักศึกษาวิชาทหาร 2. เกณฑ์การสอบวัดสมรรถภาพทางกาย

1.เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาวิชาทหาร

1.1 ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 หรือเทียบเท่า เเละต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1.00

1.2 ต้องเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่หน่วยบัญชาการรักษาดินเเดนเปิดการฝึกสอนวิชาทหาร

1.3 เป็นบุคคลชายหรือหญิงและมีสัญชาติไทย

1.4 ต้องเป็นบุคคลอายุไม่เกิน 22 ปีขึ้นไป นับตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการรับราชการทหาร ( กรณียังไม่บรรลุนิติภาวะต้องได้รับคำยินยอมจากผู้ปกครอง )

1.5 เป็นบุคคลผู้ไม่พิการ หรือเป็นโรคร้ายเเรงอันซึ่งทำให้ไม่สามารถเรียนวิชาทหารได้ ( ว่าด้วยกฏหมายเกณฑ์การเข้ารับราชการทหาร )

1.6 เป็นบุคคลผู้มีน้ำหนัก ขนาดรอบตัวเเละส่วนสูงผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด

1.7 มีใบรับรองของสถานศึกษาว่ามีความประพฤติเรียบร้อย สมควรเเก่การเข้ารับการฝึกวิชาทหาร

1.8 ต้องไม่เป็นทหารกองประจำการ หรือ ผู้ที่ปลดประจำการ ภายหลังจากรับราชการกองประจำการครบกำหนด หรือ ผู้ถูกปลดเป็นกองหนุนประเภทที่ 1

1.9 ต้องเป็นผู้ที่มีค่ามาตราฐานดัชนีมวลกาย ( BMI ) เป็นปกติ

2. เกณฑ์การสอบสมรรถภาพทางกาย

นอกจากจะผ่านเกณฑ์การรับสมัคมาเเล้ว ผู้เข้าสมัครจำเป็นจะต้องผ่านเกณฑ์การสอบวัดสมรรถภาพทางกายอีกด้วยโดยมีคะเเนนเต็ม 100 คะเเนน แบ่งการสอบวัดดังนี้

2.1 ลุกนั่ง (ซิทอัพ) ชาย 34 ครั้งในเวลา 2 นาที หญิง 25 ครั้งในเวลา 2 นาที

2.2 ดันพื้น (วิดพื้น) ชาย 22 ครั้งในเวลา 2 นาที หญิง 15 ครั้งในเวลา 2 นาที(เข่าติดพื้น)

2.3 วิ่ง 800 เมตร ชาย วิ่งภายในเวลาไม่เกิน 3 นาที 15 วินาที

หญิง วิ่งภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที

จากเกณฑ์การคัดเลือกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผมมีการตั้งข้อสังเกตหลายอย่าง โดยอย่างเเรกหากเป็นผู้ที่มิได้ผู้ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษาที่เปิดหลักสูตรวิชาทหาร หรือ เป็นผู้ขาดโอกาสทางการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปี 4 หรือ ปวช. พวกเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้เลือกที่จะเรียนรด. จึงทำให้พวกเขาต้องเลือกรับการเกณฑ์ทหารที่ทุกคนต่างก็คิดว่ามันเสียเวลาเเละเสียโอกาส

อีกทั้งรด. ยังเป็นเเหล่งรวมของระบบอุปถัมภ์ ทำไมผมพูดแบบนั้นล่ะ? บางโรงเรียนที่มีคนเรียนรด.เยอะมาก ทั้ง ๆที่ประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจริง ๆมีไม่ถึง 10 คนจากร้อยกว่าคน เเละผมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เช่นกัน เเต่ผมเรียนรด.จบปี 3 เเล้ว เเละการเรียนรด.บางโรงเรียนเป็นการบังคับเรียนมากกว่าสมัครตามที่ใครหลาย ๆคนเข้าใจ จึงทำให้เด็กหลายคนไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องเรียนรด.ตามที่โรงเรียนบังคับ ในขณะที่บางคนตั้งสินใจไม่อยากจะเรียนวิชาทหาร บ้างก็ไม่อิน บ้างก็ไม่อยากถูกตัดผม บ้างก็ไม่อยากเป็นทหารเป็นทุกเดิมอยู่เเล้ว บ้างก็สงสัยว่าเรียนรด.ไปเเล้วได้อะไร? หากยังคงมีคำถามหรือเหตุผลของพวกเขาเหล่านี้อยู่มันเเสดงในเห็นว่า จริง ๆเเล้วรด.นั้นให้สิทธิ์เเละเสรีภาพเเก่ผู้เรียนจริงหรือไม่? 

รด.คือการเสียโอกาสเเละเสรีภาพทางการเลือกของผู้เรียน?

คำถามสุดเบสิคที่หลาย ๆคนอาจจะกำลังสงสัยว่าเเท้ที่จริงเเล้วการเรียนวิชาทหารนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ทำไมบางโรงเรียนถึงต้องบังคับเรียนรด.

จากประสบการณ์ของผมที่ได้ร่ำเรียนวิชาทหารจนจบชั้นปีที่ 3 การเรียนรด.คือการเพิ่มภาระอันเกินควรให้เเก่ผู้เรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเเละอาชีวศึกษา นอกจากจะต้องเเบกรับภาระงานการบ้านภายในโรงเรียนที่ครูมอบหมายเเละค่าเทอมของตัวเองเเล้ว ยังจะต้องเสียเวลาการเรียนรู้เเละเสียเงินเพิ่มอีกเเค่ค่าเเรกเข้าของนศท.ชั้นปีที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นค่าชุดอุปกรณ์การเเต่งกายนักศึกษาวิชาทหาร ค่าทำบัตรนศท. ค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมุด ที่รวมเบ็ดเสร็จเเล้วไม่ต่ำกว่า 2,300 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เยอะพอสมควรเมื่อต้องบวกกับภาระค่าใช้จ่ายกับค่าเทอมของโรงเรียนที่ตัวเองเรียน

บางคนมองเห็นถึงโอกาสเเละอนาคตจากการที่ไม่เรียนรด. เพราะช่วยให้พวกเขามีเวลาอ่านหนังสือเตรียมเพื่อสอบเข้าในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น ประกอบการการเรียนวิชาทหารนั้นไม่ตอบโจทย์กับคนทั่วไป จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจจะเรียน ก็จริงอยู่ที่บางคนเรียนรด.เเล้วไม่กระทบผลการเรียน เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นการเพิ่มภาระอันเกินจำเป็นให้เเก่ผู้เรียน

คุณอาจจะเคยได้ยินคำนี้จากบางคนที่เรียนรด.อย่าง “รด.เเม่งน่าเบื่อวะ”

มันทำให้เราตั้งคำถามกลับไปว่า จริง ๆเเละนอกจากการเรียนเพื่อเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร เราต่างเรียนวิชาทหารไปเพื่ออะไร เเละ คุณภาพการเรียนการสอนดีพอที่จะสามารถผู้เรียนได้หรือไม่ พวกเขามีทางเลือกอีกมั้ยถ้าเขาไม่อยากเรียนรด. เเต่ก็ไม่อยากเกณฑ์ทหารในเวลาเดียวกัน

รด.ก็ไม่ต่างอะไรกับการเกณฑ์ทหาร เพราะสุดท้ายเเล้วหากคุณไม่เรียนรด.ก็ต้องไปจับใบดำใบเเดงอยู่ ซึ่งทั้งสองก็ต่างมีผลกระทบต่อการศึกษาของผู้เรียนโดยตรง หลาย ๆคนโดนรด.ถ่วงโอกาสหลาย ๆอย่างเช่น วันไปเขาชนไก่ ชนกับ ค่ายของมหาวิทยาลัยที่ผมฝัน “เรามีสิทธิ์เลือกอะไรบ้างมั้ย เมื่อเราไม่อยากเป็นทหาร ทำไมต้องเรียนรด.?”



ผู้เขียน : switchcheese

อ้างอิง
https://elsiam.org/military-service-student/

https://sites.google.com/site/56201coms201/home/prawati-khwam-pen-ma

http://www.assumption.ac.th/contents/special/announcement/ruksadindan_06.pdf

http://www.tatc.ac.th/files/11030921214304951_17053011114838.pdf

SHARE
Writer
switchcheese
นักเขียนฝึกหัด
ชอบปรัชญา ชอบค้นหา ชอบทำด้วยตัวเอง ชอบเเต่งหญิงครับ

Comments