Be กับ Have คำสองคำที่ต้องเรียนรู้เพื่อรักษา 'โรคความคาดหวัง'
วันก่อนเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่งส่งคลิปวิดีโอของอาจารย์ 'วรภัทร ภู่เจริญ' มาให้ดู
เป็นคลิปความยาวชั่วโมงกว่า พูดถึงการจัดการความคิดและจิตใจ
ฉันดูคลิปนั้นจบรวดเดียว พร้อมทั้งหยิบสมุดโน้ตมาเลกเชอร์เล็กๆ ไว้
อาจารย์วรภัทรเป็นผู้ที่สามารถสอนอะไรยากๆ และลึกซึ้งได้เข้าใจง่ายมากๆ
เขาจับคน 4 คนมานั่งแถวหน้า ก่อนจะบอกว่านี่คือ 'อายตนะทั้ง 4' ได้แก่ หู จมูก ลิ้น ตา
เรียกง่ายๆ ว่าอายตนะก็คือ 'สิ่งเร้า' ที่เข้ามาในความคิดเราตลอดเวลานั่นแหละ
ก่อนที่อาจารย์จะไปดึงมือคนอีกคนมานั่งข้างหลัง 4 คนนั่นและชี้ว่าคนนี้คือ 'ร่างกาย'
และไปชวนอีกคนมานั่งข้างหลังร่างกายตั้งชื่อว่าคนนี้คือ 'ความคิด'



ผังง่ายๆ อันนี้สื่อว่า วันๆ หนึ่งเรารับรู้ 'อารมณ์และความรู้สึก' เยอะมาก
ไม่ว่าจะได้ยินเสียงคนพูดถึงเรา, ได้กลิ่นหอมๆ ของน้ำหอมที่คนข้างๆ ใส่
ได้ชิมอาหารรสอร่อย, หรือได้มองหนุ่มหล่อๆ เดินผ่านมา
เรียกได้ว่าเรารับรู้ความรู้สึกแทบจะตลอดเวลา
ความรู้สึกนี้เข้าไปสู่ความคิด...มากเข้า...มากเข้าก็จะกลายเป็น 'ทัศนคติ' ของเรา
ง่ายๆ เราไม่เคย 'QC' หรือตรวจสอบความคิดของเราเลย
พอเราคิดเรื่องนึงซ้ำๆ มันก็จะกลายเป็นนิสัยและพฤติกรรมของเราทันที

อาจารย์แนะนำว่าให้จับมือตัวนึงมานั่งข้างๆ 'ร่างกาย'
นั่นคือคำว่า 'สติ'  
สติจริงๆ แล้วเมื่ออธิบายตามหลักง่ายๆ มันคือ
การรู้ว่าตอนนี้เราทำอะไร, คิดอะไร 
สติจะทำหน้าที่เหมือนแผนก QC ที่คอยคัดกรองของเสียทางความคิดออก 
เมื่อเราดึงเจ้าตัว QC มาใช้งานบ่อยๆ 
เราก็จะเป็นคนที่รู้ทันตัวเอง เมื่อกำลังคิดลบ
เข้าใจคนอื่น เมื่อคนอื่นอาจจะทำไม่ได้ดังใจเราไปเสียทุกอย่าง
เราจะคิดช้าลง, ตัดสินคนอื่นน้อยขึ้น, และจมกับความคิดด้านลบน้อยลง

ความคิดก็เหมือนการออกกำลังกายขา
ไม่ได้ฝึกคิดวันนี้แล้วจะคิดดีหรือคิดบวกได้เลย ถือว่ายากมากๆ 
เหมือนเราไม่เคยวิ่งฟูลมาราธอน จะให้ตื่นเช้าไปวิ่งเลย
กล้ามเนื้อก็คงจะฉีกเอาได้
การคิดบวกก็เหมือนกัน มันต้องเกิดจากการฝึกฝน- ค่อยๆ ทำ- จนเป็นนิสัย
แต่มนุษย์เรามักมีนิสัยหลายอย่างของเราที่ไม่ดีแล้วเราแก้ไม่ได้ 
พอตั้งเป้าแล้วทำไม่ได้ ก็จะโดน 'ภูเขาแห่งความคาดหวังในตัวเอง' หล่นทับ


คนเรามักอยากมีอยากได้ อยากเป็นเหมือนคนอื่น
หนังสือเล่มนึงที่ฉันอ่านเพิ่งจบเมื่อกี้เขาสอนว่า
เวลาเราอยากได้อะไร ให้เราเปรียบเทียบกับคนอื่นในเชิงอยากเป็น (BE)
เช่น เราชอบแจ็ค หม่า เราอยากเป็นคนที่ใจกว้าง ขยัน อดทนไม่ยอมแพ้แบบเขา
ไม่ใช่เทียบว่าเขามีเงินในกระเป๋าเท่าไร เพราะเทียบอย่างนั้นเราคงไม่ได้เป็นแบบเขา
เราอยากมีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังเหมือนสตีฟจ็อบ 
เรียนรู้ที่จะ 'เป็น' โดยหาคนต้นแบบที่เรามองเห็นได้
แล้วอยากเป็นแบบเขา
ไม่ใช่แค่เงินในกระเป๋า แต่คือการใช้ชีิวิต ทัศนคติที่เขาเลือกมอง
และอีกหลายๆ 

มากไปกว่านั้นคือ จับมือเจ้า 'สติ' ให้แน่น
ดึงลงมานั่งกับความคิดเราบ่อยๆ
ให้สติคุมชีวิตเราอยู่กับปัจจุบันก็พอ

SHARE

Comments