บทที่ 2 พลังไซโค

 “ท่านปรมาจารย์คะ พลังของเผ่าคละมีทั้งหมดกี่แบบคะ” กุหลาบดำถามด้วยความใคร่รู้

“ อาจารย์ก็มิอาจรู้ทั้งหมดได้ แต่พลังเผ่าคละเรานั้น มีหลายระดับ บางพลังเป็นพลังที่น้อยคนจะมี บางพลังคนจำนวนมากมีเหมือนกัน ”

“ ยกตัวอย่างให้ฟังได้ไหมครับ ” บุบผาเพชรถามมั้ง

“ งั้นก็อย่างเช่น พลังแห่งภัยพิบัติธรรมชาติ จะมีวารี ลมวายุ อัคคี ปฐพี เป็นหลัก นี้เป็นพลังที่พบได้ทั่วไป แต่ยังมีพลังแฝงซึ่งน้อยคนเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ใช้ อย่างเช่น วารีเยือกแข็ง อัคคีลาวา ปฐพีแปลงกาย วายุเชือดเฉือน เป็นต้น พลังแฝงนี้รูปแบบจะแตกต่างไปตามพลังในตัวตนแต่เกิด เราไม่สามารถเลือกได้ เราเลือกได้เพียงแต่จะใช้มันยังไง ทุกๆพลังแข็งแกร่งไปคนละแบบ ”

“ ท่านปรมาจารย์คะ จริงหรือเปล่าที่ท่านเป็นคนสำคัญในการช่วยเพทากอนไว้ ” วายุวารีถาม

ข้าพเจ้าหัวเราะ “ อาจารย์ช่วยไว้จริงๆ แต่ไม่ใช่อาจารย์คนเดียวหรอกนะ อาจารย์ไม่ได้แกร่งเหมือนคนอื่นๆหรอกนะ หลายครั้งที่อาจารย์พลาด ก็จะได้เพื่อนคอยช่วยเหลือไว้น่ะ… ”

“ เพื่อนร่วมรบอาจารย์ตอนนี้อยู่ไหนแล้วคะ ? ” วายุวารีถาม

“ บางสละชีวิตเพื่อเพทากอน บางแยกย้ายไปใช้ชีวิตที่ออกห่างจากผู้คน บางย้ายฝ่ายไปหาศัตรู…” ข้าพเจ้ารู้สึกโศกเศร้าเมื่อพูดถึงอดีตที่ผ่านมา

“ แล้วอาจารย์มีคนที่รักหรือเปล่าคะ ? ” วายุวารีถาม

“ มี แต่พวกเธอยังเด็กเกินจะเข้าใจ ”

“ เล่าให้ฟังได้ไหมคะ ” กุหลาบดำถามอย่างรบเร้า

“ เอาล่ะ วันนี้อาจารย์จะมาสอนถึงพลังไซโค ไม่ได้จะมาเล่าอดีตให้พวกเธอฟังหรอกนะ”

“ มีใครรู้ว่าพลังไซโคคืออะไรไหม ถ้ารู้ไม่ต้องพูดออกมา เพียงแต่พูดในใจ ” ข้าพเจ้าใช่พลังพูดทางจิตกับนักเรียนในห้องทุกคน

“ นี้แหละประโยชน์ของไซโค มันทำให้เราสื่อสารเวลาที่ต้องการล้วงความลับฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ข้อเสียมีอยู่สามข้อ

ข้อแรก พลังนี้มันจะเป็นคลื่นที่ส่งตรงไปยังเป้าหมาย แม้จะมองไม่เห็นแต่จับต้องไม่ได้ ก็สามารถถูกดักฟังซ้อนอีกทีได้จากพลังไซโคด้วยกัน

ข้อสอง พลังนี้ไม่สามารถอ่านใจคนที่ระดับพลังต่างชั้นกับเราเกินไป หรือถูกตบตาจากคนที่ลบความทรงจำตัวเอง

ข้อสาม หากผู้ใช้พลังนี้เป็นคนทรยศพรรคพวก คนเหล่านั้นก็เหมือนตายไปแล้ว

“ โห้ เป็นพลังที่สารพัดประโยชน์ดีนะครับ ” ใยบางพูดด้วยแววตาคลั่งไคล้

“ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้น่ะ มีใครรู้ไหมพลังแฝงของไซโคคืออะไร? ”

ผ่านไปห้านาทีก็ยังคงเงียบกริบ “ โอเคๆงั้นคอยดูนะ ” จากนั้นเด็กนักเรียนที่แอบหลับอยู่มุมหลังห้องฝั่งขวาหนึ่งคน ก็ลุกแล้วเดินออกมาอย่างไร้สติ มาอยู่หน้าห้องข้างๆอาจารย์ จากนั้นก็อีกสองคนที่อยู่หลังห้องทางซ้ายก็ลุกมาเช่นกัน ยกเว้นอีกคนที่ยังคงหลับอยู่ตรงนั้น จากนั้นนักเรียนเหล่านั้นก็ก้มทำความเคารพพร้อมกล่าวว่า “ สวัสดีท่านปรมาจารย์ ขออภัยที่พวกเรานอนหลับครับ ”

“พวกเธออยากเห็นทั้งสามคนนี้เต้นไหม?”

“อยากกก!!” นักเรียนตอบเสียงดังพร้อมกัน จนเด็กอีกคนที่แอบหลับอยู่หลังห้องสะดุ้งตื่น

“อาจารย์ว่า เห็นแก่หน้าเพื่อนเธอจะดีกว่า” จากนั้นข้าพเจ้าก็ดีดนิ้ว

พวกนักเรียนทั้งสามสะดุ้งตื่น พร้อมกับงงที่ตนเองมาอยู่หน้าห้องได้อย่างไร “หากพวกเธอแอบหลับอีกครั้ง ครั้งหน้าตื่นมาเธออาจจะได้ไปโผล่ในสุสานหลังโรงเรียนก็ได้นะ” ข้าพเจ้าขู่ “ กลับไปนั่งได้ ”

“จงลุกขึ้น” ข้าพเจ้าสั่งเด็กที่แอบหลับคนหนึ่งที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้โดยใช้โทรจิต

“เธอฝันอยู่ใช่ไหม”

“ท่านปรมาจารย์รู้ได้ไงครับ?! ผมจะถูกปรับตกไหม” นักเรียนคนนั้นสีหน้าตกใจ

“เปล่า ยังไม่ร้ายแรงขนาดนั้น นั่งลงได้แล้วห้ามหลับให้เห็นอีกเด็ดขาด”

“ขอโทษครับท่านปรมาจารย์”

“พวกเธอรู้ไหมทำไมอาจารย์จึงควบคุมสามคนนั้นได้?”

“การชักใยเหรอคะ”

“เกี่ยวกับการนอนหลับใช่ไหมคะ”

“ถูกต้อง!! แต่ทำไมอาจารย์ถึงไม่คุมให้หมดทุกคนล่ะ?”

ไม่มีใครตอบข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าจึงบอกนักเรียนเหล่านั้นเอง “ความฝันน่ะ อาจารย์ไม่สามารถควบคุมร่างที่วิญญาณหรือตอนที่จิตในกายนั้นยังคงทำงานอยู่ หากใครหลับสนิทแล้วจิตก็จะหลับใหลพักผ่อนไปด้วย อาจารย์เพียงแต่เข้าไปขับเคลื่อนร่างกายผู้นั้นแทนระหว่างนั้นเขาจะไม่มีทางตื่นได้หากจิตอาจารย์ยังอยู่ในนั้น ”

จากนั้นข้าพเจ้าก็สอนนักเรียนแต่ละห้องที่เวียนมาเรื่อยๆ จนครบวัน ข้าพเจ้าจึงกลับบ้าน เมื่อข้าพเจ้าไปถึงป่านาเดีย ซึ่งดูผิดแปลกไป เนื่องจากป่ากำลังสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรงเหมือนกำลังจะบอกอะไรกับข้าพเจ้า “เกิดอะไรขึ้นเหรอ? นาเดีย” จากนั้นข้าพเจ้าก็รีบวิ่งเข้าไปยังถ้ำที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ ก็ไม่ได้พบอะไรผิดแปลก “สงสัยจะคิดไปเอง” ข้าพเจ้าพูดในใจ ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปยังถ้ำแล้วตรวจดูสิ่งของทุกอย่างอยู่นานนับชั่วโมง ก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดหายแต่อย่างใด ข้าพเจ้าจึงเดินไปหยิบของสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าที่สุด กล่องคิวท์ จากนั้นกล่องก็ได้เปิดออกเมื่อข้าพเจ้ามองเข้าไปในนั้นข้าพเจ้าก็ได้หลุดลอยกลับมาอดีตกาลอีกครั้ง…



ภายในห้องประชุมภายใต้โพรงต้นโซล มีผู้นำทางทหาร เหล่าผู้เฒ่าของเมือง ผู้นำจากเมืองอื่นสองสามเมืองที่เข้าร่วมแผนการครั้งนี้ด้วย… “ขอประทานอภัยที่ล่าช้า ข้าเชิญท่านพีกามีมาร่วมประชุมด้วย เขาจะเป็นคนร่วมลุยออกภาคสนามให้แก่เรา” ราชินีโทอี่โบกมือมางข้าพเจ้าเป็นการแนะนำ “จงทำตัวให้เป็นธรรมชาติ อย่ากังวล” นางกล่าวในใจ “ท่านก็พูดง่ายสิ” ข้าพเจ้าพึมพำกับตัวเอง “สวัสดีพวกท่าน ข้านามว่าพีกามี” ข้าพเจ้าก้มศีรษะเคารพทุกคน

“เจ้าเด็กวานซื่อนี้เนี่ยนะ!!จะทำแผนการเราพังซะเปล่าๆ!!” ชายวัยอายุ 50 กว่าๆ ผิวคล้ำหน้าตาดุดัน ผมสั้นเกรียน ที่ดูจากเครื่องแบบแล้วน่าจะเป็นนายทหารชั้นใหญ่เลยทีเดียว

“ท่านก็อย่าด่วนตัดสินอะไรนัก ท่านพลเอกจาคี” ชายคนหนึ่งที่อายุน่าจะวัยกลางคนเอ่ยขึ้น มีลักษณะไว้ผมยาวแทรกข้างพูดขัด

“ขอให้เจ้าคิดถูกเถอะ พลเอกโอไอ” พลเอจาคีแหนบแหนม

จากนั้นทั้งห้องได้แต่เงียบกริบ สายตาต่างกำลังจับจ้องที่สองพลเอกซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่ทันไหร่การประชุมก็จะเกิดสงครามเย็นขึ้นมาแล้ว

“วันนี้เรามานี้เพื่อวางแผนการรบศัตรูนะ ไม่ได้มาดูศึกระหว่างสองพลเอก โปรดแห่งเกียรติ์ราชินีอี้กับแขกของนางด้วย” เสียงอันอิดอ่อนที่เหมือนกับอ่อนล้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงของยายแก่ซึ่งกล่าวมาจากทางเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย

“ท่านราชินีอี้ ตกลงแผนการของเราจะเอาอย่างไรดีครับ” พลเอกโอไอถาม

“ข้าว่าคนของเราก็มีไม่น้อย กองกำลังเราไม่ได้อ่อนแอ ถ้าเราร่วมทัพจู่โจมศัตรูโดยเผด็จศึกเลย!!” ชายผมยาวใส่ชุดแดงที่ประดับด้วยเพชร พร้อมผ้าคลุมซึ่งน่าจะเป็นคนใหญ่คนที่ทรงอิทธิพลมากกล่าวขึ้น

“แล้วจะมีกี่คนที่ไม่เกี่ยวต้องตายเล่า เรามาที่นี่เพื่อจะชนะศึกโดยที่ไม่ต้องนองเลือดมากเกินไปนะท่านอีโก้แห่งเมืองวอร์” ราชินีโทอี้กล่าว จากนั้นก็เดินไปรอบโต๊ะพร้อมกล่าววาจาของนาง “หากพวกท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีของข้านัก ข้าขอให้พวกท่านมองในมุมมองี่ข้าเห็นหน่อยเถอะ หลังจากที่เราชนะศึกแต่กลับแทบไม่เหลือชีวิตใดให้รักษา แล้วชัยชนะของเราจะมีค่าได้อย่างใด เหตุใดเราต้องสู้ศึกนี้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องชีวิตที่อยู่ในเพทากอนด้วยกันหรอกหรือ?! หากใครที่ไม่เห็นด้วยก็เดินออกไปจากห้องนี้ได้เลย!ข้าจะไม่เอาความแต่อย่างใด” ในห้องเต็มไปด้วยเสียงพึมพำของการปรึกษาหารือ ขณะข้าพเจ้ากำลังมองดูพฤติกรรมที่แปลกของคนร่วมประชุมเหล่านี้ “ตอนนี้แหละข้าเปิดโอกาสให้ท่านแล้ว จงอย่าให้สูญเปล่า” ดังมาจากในหัวของนาง ทันใดนั้นข้าก็ได้รู้ว่าสามารถเข้าถึงความคิดของทุกคนได้อย่างใดก็มิทราบ… หลังการวางแผนยาวนานไปกว่าสามชั่วโมง ข้าพเจ้าก็มาอยู่ในห้องพักส่วนตัวของราชินีโทอี้เพียงลำพัง

“ท่านได้สิ่งใดบ้าง?”

“ข้าไม่เจอใครที่คิดร้ายเลย ท่านราชินีโทอี้ เกรงว่าท่านอาจจะระแวงไปเองเสียแล้ว” ข้าพเจ้าเอ่ย

“ข้าเกรงว่าศัตรูจะอยู่ลึกกว่าที่คิด ถึงขั้นเตรียมรับมือเจ้าไว้” น้ำเสียงนางร้อนรน

“มีไม่กี่ที่จะรับมือพลังไซโคนะ และข้าพอจะรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ตอนนี้ข้าอยากให้เจ้านำสิ่งๆนี้ไป ” จากนั้นนางก็โยนเหรียญหนึ่งขึ้นมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับไว้ มันเป็นเหรียญที่เปลี่ยนรูปทรงไปเรื่อยๆตลอดเวลาขนาดพอๆกับเหรียญทองทั่วๆไป

“ท่านให้ข้ามาเพื่อสิ่งใดงั้นเหรอ?”

“เพื่อหาสิ่งที่หายไป สิ่งนี้เรียกว่าเข็มทิศไร้ทาง เพราะมันไม่เคยชี้ทางเหนือหรือทิศใดเลย มันเพียงแต่นำไปหาสิ่งที่หายไป เมื่อพบสิ่งที่หายไป ท่านจะรู้เองว่าพบแล้วจากนั้นจะรู้เองว่าต้องทำอย่างใดต่อ อย่างแรกท่านนั้นควรจะเริ่มจากคนที่ท่านสงสัยนะ ลองเชื่อสัญาติญาณของท่าน”

“เหตุใดท่านไม่ใช้เหรียญนำทางนี้เอง” ข้าพเจ้าถามด้วยความสงสัย

“มันใช้ได้เฉพาะคนที่มีพลังไซโคเท่านั้น เพราะเมื่อเจอสิ่งที่หา พลังของท่านก็จะเปิดสิ่งนั้นต่อเอง”













SHARE
Written in this book
Nadear
เรื่องราวการผจญภัยของพีกามี กับเพื่อนพ้อง ที่ต้องปกป้องเพทากอนจากภัยร้าย 

Comments