3. เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรที่พรหมลิขิตกำหนดมาแล้วได้
 เจวาลินเพียงแต่ฟังเรื่องราวที่ชายหนุ่มคู่หมั้นเล่าให้ฟังอย่างเงียบๆ จนเขาไม่รู้ถึงความรู้สึกของเธอ นี่เองที่เป็นช่องว่างระหว่างเธอกับเขา แม้ทั้งคู่จะดูเหมือนคนรักที่เหมาะสมกันดีในทุกๆ ด้าน แต่เมื่อต้องจำแนกรายละเอียดปลีกย่อยแล้วก็ต้องยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เขาและเธอยังเหมือนห่างไกลกัน ถึงแม้ว่าจะใกล้ชิดก็เพียงแค่ร่างกายใกล้กันแต่หัวใจนั้นเหมือนล่องลอยอยู่บนนภากาศ ห่างไกลและไม่อาจจับต้องได้....

ตรงข้ามกับอีกคนหนึ่งนั้นเหมือนเข้าใจเขาไปเสียทุกอย่าง... ทั้งๆ ที่ไม่เคยแม้แต่พบหน้าหรือได้ยินในน้ำเสียง

กิรปันนึกถึงหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกับเขาขณะที่เล่าให้เจวาลินฟังนั้น... คู่หมั้นสาวก็เอ่ยขึ้น

“คุณรักเธอค่ะปัน...”

“ไม่หรอก ผมไม่เคยเจอเธอ ผมจะรักเธอได้ยังไง” นั่นเป็นความจริง

“คุณเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสไม่ใช่เหรอคะ” เธอถามแบบยิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่แฝงอะไรสักอย่างที่เขาไม่อาจเดาได้เลย

“แต่เรากำลังจะแต่งงานกันอยู่อีกไม่กี่วันแล้วนะลิน ที่ผมเล่า เพราะผมอยากให้คุณเชื่อมั่นว่าผมไม่มีเรื่องราวใดๆ ปิดบังคุณไว้ ต่อให้คุณไม่รู้ว่าเธอมาหาผม แต่ผมก็ยังจะเล่าเรื่องของเธอให้คุณฟังอยู่ดี”

“เราต่างก็พยายาม แต่เราก็รู้ว่าเราไม่ได้รักกัน เราจะฝืนใจทำไมกันคะ ในเมื่อเราต่างก็มีโอกาสที่จะเลือกคนที่ใช่ เรื่องของหัวใจมันซับซ้อนเกินกว่าเรื่องของความเหมาะสมนะคะปัน ลินไม่เหนี่ยวรั้งหรือกระทั่งเซ้าซี้ที่จะแต่งงาน เพราะลินอยากให้ปันได้พบกับผู้หญิงคนนั้น ขอให้ได้พบกัน แล้วอะไรมันจะเป็นไปนับจากนั้นก็ขอให้เป็นเรื่องของพรหมลิขิต” ประโยคยาวๆ ของเจวาลินนั่นเองที่ทำให้กิรปันสวมกอดเธอเป็นครั้งแรก ครั้งแรกนับตั้งแต่รู้จักกันเลยทีเดียว....

เจวาลินน้ำตาซึม เธอรู้ว่านี่อาจจะเป็นจุดหักเหและเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมด ถ้าเพียงแต่ทั้งคู่ได้พบกัน เพียงเท่านั้นเรื่องราวทุกอย่างที่คลุมเครือค้างคาก็จะหาข้อสรุปได้ เธอถามตัวเองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหรือ? ที่ยื่นข้อเสนอให้ทั้งคู่ได้พบกัน...

หญิงสาวที่มีชื่อ ‘กิรปัน’ ผู้กลายเป็นข้อเสนอของคู่หมั้นใน “เกมวัดใจ” โดยไม่รู้ตัวนั้นกำลังติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยที่ลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้...เพื่อรายงานต่อสหประชาชาติ องค์กรกลางที่เธอสังกัด... เธอยังคงบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งไปยังอีเมลล์แอคเคาท์ที่เปิดขึ้นมาใหม่เหมือนเช่นเคยเป็นมา...

จดหมายทั้งหมด 1,004 ฉบับกับ 10 แอดเดรสในเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปี 2005 ที่เธอเปิดขึ้นมาเพื่อเขียนจดหมายถึงชายหนุ่มที่ชื่อเหมือนกันคนนั้น...

เขายังไม่มีโอกาสได้อ่านจดหมายเพราะเธอยังไม่ได้ให้รหัสผ่านแก่เขา เธอตั้งใจจะให้รหัสผ่านกับเขาในวันที่มีโอกาสได้พบกัน เรื่องราวที่เธอเขียนนั้นเป็นเรื่องราวที่เธออยากจดจำ...

หญิงสาวไม่แน่ใจว่ารักเขาหรือเปล่า? คำถามที่ตอบตัวเองไม่ได้ อาจจะไม่ เพราะความรักไม่ใช่ตัวหนังสือ ความรักคือความผูกพัน แต่ตัวหนังสือไม่ใช่ความผูกพัน มันเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความผูกพัน แต่ความผูกพันจริงๆ นั้นเกิดจากจิตใจ ตัวหนังสือ ไม่ทำให้รู้ซึ้งถึงจิตใจ แต่ทุกครั้งที่ได้อ่านตัวหนังสือของเขา ชีวิตของเธอที่เหมือนอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล เหมือนดาว ‘ดาริกามณี’ ที่คว้างเพียงลำพัง กลับสุกสกาวเสียยิ่งกว่าดาวเคราะห์ดวงไหนๆ ในกาแล็กซี่ เขาเป็นกำลังใจเพียงอย่างเดียวที่เธอมี...

แต่กำลังใจเดียวที่เธอมีนั้นก็ไม่ได้ไปหาเธอถึงดาลัดอย่างที่คู่หมั้นเขาเสนอแนะ...

“ผมขอบคุณในเจตนาดีของคุณนะลิน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมอาจจะไปเวียดนาม เหมือนที่เคยไปเคนยามาแล้ว แต่ตอนนี้ผมมีคุณอยู่ตรงนี้ มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยที่ผมจะต้องไปตามหาเพื่อพบกับผู้หญิงอื่นทั้งที่ผมต้องแต่งงานกับคุณในอีกไม่กี่สัปดาห์”

“ลินเพียงแต่คิดว่า ถ้าคุณได้เจอเธอคุณอาจจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ”

“ชีวิตผมอยู่กับความจริง และความจริงก็คือผมจะแต่งงานกับคุณแน่นอน ใช่นะ เราต่างก็ไม่แน่ใจในตัวเองว่าเรารักกันหรือเปล่า? เราต่างก็อยากแต่งงานเพราะความรัก แต่ทั้งคุณและผมก็รู้ว่าเราไม่ได้มีใครอื่นในใจเลย แล้วทำไมเราต้องสร้างเงื่อนไขขึ้นมาโดยเอาคนอื่นมาเป็นข้อแม้ด้วย? ในเมื่อเรารักกันได้” นี่หรือเปล่านะ ความรู้สึกที่แท้จริง กิรปันแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดประโยคนี้ออกมาได้โดยไม่รู้สึกผิด และเขายังเชื่อมั่นด้วยว่า ในทุกวลีที่เอ่ยออกไปนั้น คือสิ่งที่เขาให้คำมั่นสัญญากับเจวาลิน...
 
“แล้วคุณจะทำยังไงกับกิรปันคะ” เธอหมายถึง... ผู้หญิงที่ชื่อเหมือนเขา

“ผมจะเชิญเธอมาในงานแต่งงานของเรา”

“ปันไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับปัน... ถ้าเธอรักปัน เธอจะไม่มา แต่ถ้าเธอคิดเพียงความเป็นมิตรที่ดี เธอจะมาค่ะ”

“ผมเองก็คงเป็นได้เพียงมิตรที่ดี...” เขาพูดเสียงเบา

“ขอโทษนะคะปัน... ถ้าไม่มีลินก็คงจะดี” เธอโทษตัวเอง

“ไม่ดีแน่ๆ คุณนึกดูสิ ถ้าผมต้องมีคนรักที่มีชื่อเหมือนกันคงยุ่งพิลึก ถ้าถูกเรียกชื่อ เราคงขานรับกันทั้งคู่...ฟังดูแปลก”

เจวาลินไม่ขำกับมุขนั้น เธอกลับคิดไปว่าเขายังนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่ต่างอะไรที่เขาอยากให้มันเป็น....

* * * * *

นับไปอีก 42 วัน ก็จะถึงฤกษ์ที่เขาและเจวาลินต้องจัดงานแต่งงานตามประเพณี ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ก็ต้องโหมงานหนักเพื่อที่จะเคลียร์เวลาสำหรับวันแต่งงานและฮันนีมูนอีกสองสัปดาห์... กิรปันไม่มีเวลาที่จะนึกถึงเรื่องอื่นๆ เขาไม่มีเวลาแม้แต่... อ่านอีเมลล์ ฉบับล่าสุดที่มีข้อความว่า หญิงสาวที่ชื่อเหมือนเขากำลังออกเดินทางอีกครั้งแล้ว...

“ด๊อกเตอร์คะ คำสั่งด่วนคุณต้องบินไปประชุมที่ MIT เครื่องออกบ่ายสอง รถของมหาวิทยาลัยรอที่หน้าคณะแล้วค่ะ” เลขาสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่แลป...

“ผมล่ะเกลียดคำว่าด่วน... จริงๆ เลยสิน่า” ว่าจบเขาก็โทรศัพท์ไปบอกเจวาลิน เรื่องที่ต้องไปต่างประเทศ

สนามบินแห่งนี้ ขณะที่ผู้คนกำลังรอเปลี่ยนเครื่อง ภายในเทอร์มินัล ละลานตาไปด้วยผู้คนหลายชาติหลายภาษา ทุกคนอาจจะต่างที่มา ต่างที่ไป หรือบางคนอาจจะมาจากที่เดียวกันแต่ต่างจุดหมาย บางคนอาจจะมาจากคนละที่แต่มีปลายทางเดียวกัน... หลายคนได้ “ลงเรือ (บิน) ลำเดียวกัน” เหมือนเส้นชะตาของชีวิตขีดให้มาบรรจบกัน แล้วก็ลากออกไป เพื่อที่เส้นชีวิตนั้นจะได้ไปบรรจบกับคนอื่นต่อไป เรื่อยๆ จนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง... และมีคนสองคนในเวลานี้ที่เส้นชะตาชีวิตของทั้งคู่ถูกขีดให้มาบรรจบกัน....

คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นหญิงสาวในเสื้อโค้ตตัวหนา เธอรวบผมเกล้าเป็นมวยสูง มีถ้วยกาแฟอยู่ในมือ เธอมองออกไปด้านนอกห้องรับรองของสนามบิน ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ ผู้คนมากมายรอเปลี่ยนเครื่อง ต่างก็อยู่ในอิริยาบถที่แตกต่างกันไป บางคนก็รอนาน บางคนก็ไม่นาน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็จากไป ไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเอง...

กิรปันนึกถึงครั้งแรกที่เดินทางไปเพื่อค้นหาใครบางคนที่มีชื่อเหมือนกัน เมื่อนึกถึงตอนนี้แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องที่ชวนขำจนต้องหัวเราะ หึ หึ ในลำคอให้คนที่นั่งเคียงข้างหันมามอง

“คุณต้องกำลังนึกถึงอะไรสักอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่นี่...” เธอเอ่ยเป็นประโยคทักทาย เชิงตั้งคำถาม

“ผมแค่กำลังนึกถึงสิ่งที่ผมทำ มันไร้สาระสิ้นดี คุณรู้ไหม ผมขึ้นเครื่องไปตามหาใครคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักหน้า แล้วผมก็เครื่องบินตก...” พูดไปแล้วก็นึกขำ

“แล้วได้พบคนที่ไปตามหาไหมคะ” เธอยังถือถ้วยกาแฟไว้ในมือ แต่ก็ตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่า...

“ถ้าพูดแล้วคุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าคนที่ผมไปตามหานั่น เธอก็ไปหาผมที่เมืองไทยเหมือนกัน และจนบัดนี้เราก็ยังไม่ได้พบกันเลยทั้งๆ ที่ควรจะพบกันตั้งหลายครั้งหนแล้ว เพราะทุกครั้งที่เธอไป มักจะเป็นเวลาที่ผมไม่อยู่ทุกที”

“บางทีคุณอาจจะเจอกันแล้วก็ได้ แต่คุณไม่รู้จักหน้าตาของเธอ และเธอเองก็ไม่รู้จักคุณด้วย บางทีคุณกับเธออาจจะเดินสวนทางกันอยู่บนท้องถนน นั่งเครื่องบินลำเดียวกัน และอาจจะนั่งทานข้าวที่ร้านเดียวกัน...”

“นั่นสินะ แต่มันจะมีความหมายอะไรล่ะ ถ้าไม่เคยรู้จักหน้าตากัน”

“ฉันก็เคยมีเรื่องราวเกิดขึ้นคล้ายๆ กับคุณ ฉันไปตามหาคนที่ฉันอยากพบ แต่ก็ไม่เคยได้พบ ซึ่งมันเป็นความเขลาของฉันเอง เพราะถ้าหากฉันบอกก่อนว่าจะไปก็คงได้พบ หรือไม่ ถ้าเพียงแต่ฉันจะเดินไปดูบอร์ดรายชื่อบุคลากร ฉันก็จะรู้จักหน้าตาของเขา เผื่อบางทีได้เจอกันในสถานที่อื่น ฉันจะได้ทักทายถูกคน...” ขณะที่การสนทนาดำเนินไปอย่างสนุกสนาน สักพักมีเสียงประกาศดังขึ้น หญิงสาวต้องรีบไปขึ้นเครื่อง

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อแพน พีเอเอ็น แพน หวังว่าเราคงได้พบกันอีก คุยกับคุณแล้วเหมือนคุยกับคนรู้จัก รักษาตัวนะคะ สวัสดีค่ะ” กิรปันยื่นนามบัตรให้เธอ หญิงสาวเพียงเสียบแนบไว้หนังสือเล่มหนาสำหรับอ่านฆ่าเวลา เธอโบกมือให้เขา เธอไม่รู้หรอกว่า ช่วงเวลาที่เขากับเธอนั่งคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำนั้น เหมือนโลกทั้งโลกเป็นของเขา  ช่วงเวลาอันแสนสั้นคือเวลาที่เขารู้สึกสบายใจ อย่างน่าแปลกใจที่สุด...

แพน... พีเอเอ็น กิรปันทวนชื่อของเธอ ชื่อเล่นเขาก็ พีเอเอ็น ช่างบังเอิญเหลือเกินนัก และนั่นทำให้เขายิ้มขำอีกครั้ง เขาเจอคนชื่อเหมือนกันอีกคนแล้วหรือนี่...

และเมื่อกลับถึงเมืองไทยในสัปดาห์ถัดมา ประโยคแรกที่เขาถามเลขาสาวคือ

“มีใครมาพบในตอนที่ผมไม่อยู่หรือเปล่า” เขาเพียงแต่คิดว่าเธออาจจะมา กิรปันหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษติดมือเข้าไปในห้องทำงานด้วย นานแล้วที่เขาไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวหนังสือพิมพ์ในกรอบเล็กๆ ที่อ่านผ่านตาเพียงลวกๆ คือ “เกิดการจลาจลในเวสท์แบงค์ มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ สหประชาชาติจำนวนหนึ่ง...” กิรปันละสายตาจากหนังสือพิมพ์เพราะคนที่ผลักประตูห้องทำงานเข้ามาคือเจวาลิน

“คิดถึงค่ะ เลยแวะมา” เธอเดินมาโอบด้านหลัง

“ขอโทษนะลินที่ไม่ได้โทฯ ไป ผมเองก็เพิ่งลงจากเครื่อง ยังยุ่งๆ เรื่องรีพอร์ตอยู่เลย กะว่าเย็นนี้จะไปหาอยู่เหมือนกัน” หมอกจางๆ ที่เคยเป็นกำแพงสูงและหนาของทั้งคู่ถูกทำลายลงไป ความวางใจต่อกันมีมากขึ้นเมื่อต่างก็เปิดเผยความรู้สึกในใจซึ่งกันและกัน...

กิรปันยุ่งกับเรื่องจัดงานแต่งงานจนลืมที่จะส่งข่าวเรื่องแต่งงานไปบอกหญิงสาวที่ชื่อเหมือนกันและเมื่อเขาเช็คเมลล์ก็ต้องแปลกใจที่เธอเองก็หายไป สองสัปดาห์แล้วที่ไม่มีอีเมลล์จากกิรปัน แต่ที่แปลกกว่านั้นคือคนที่มาหาเขานั่นเอง...

“สวัสดีด๊อกเตอร์, ผมชื่ออเล็กซ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ ผมเป็นเพื่อนของแพน เธอให้ผมมาพบคุณ เอาจดหมายฉบับนี้มาให้คุณ แพนเกิดอุบัติเหตุที่เวสท์แบงค์ เธอโดนลูกหลงพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของเราอีกสองคน ผมอยู่กับเธอจนลมหายใจสุดท้ายของเธอหมดลง เธอกำกระดาษใบนี้ไว้ในมือแน่นและกำชับผมว่าให้นำมาให้ตามที่อยู่ในนามบัตรนี้”

กระดาษเปื้อนเลือดใบนั้น เป็นนามบัตรของเขา ด้านหลังมีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือ 2 บรรทัด

KIRAPAN 
PAN

ชายหนุ่มพิมพ์ตัวอักษรบรรทัดบนลงในช่อง Username และ บรรทัดถัดมาในช่อง Password นั่นทำให้เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อพบว่าทั้งหมดเป็นจดหมายที่เขียน Subject ว่า “จดหมายถึงกิรปัน”

เรื่องราวมากมายในอีเมลล์บอกเล่าเรื่องราวการทำงาน และเรื่องราวในชีวิตผู้คนที่เธอได้เรียนรู้และช่วยเหลือพวกเขา รวมถึงความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขา แล้วยังมีไฟล์รูปถ่าย และไฟล์วีดิโอคลิฟที่มีทั้งภาพและเสียง บางไฟล์เป็นภาพถ่ายกับชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์บ้าง ชนเผ่าอินเดียนแดงหรือกระทั่ง ภาพถ่ายที่อียิปต์บ้าง แต่ที่มีมากที่สุดคือภาพถ่ายจากเคนยา...เธอชอบเคนยา...

จดหมายฉบับสุดท้ายของแต่ละแอดเดรสคือ ชื่อแอดเดรสตัวใหม่พร้อมรหัสผ่าน ดังนั้นแล้วหากต้องการที่จะเปิดอ่านจดหมายในอีเมลล์แอดเดรสถัดไปจึงจำเป็นที่จะต้องเปิดเรียงไปทีละแอดเดรสเพื่อเปิดจดหมายทีละฉบับ


“ขอให้ได้พบเจอเพียงสักครั้ง แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายเวลาที่รอคอยมาทั้งหมดของชีวิต” 

นั่นเป็นหนึ่งข้อความในอีเมลล์ของเธอที่เขาเพิ่งมีโอกาสได้เปิดอ่าน และมันทำให้เขาน้ำตาไหล ถึงแม้เขาและเธอจะได้พบกันแล้วถึงสองครั้ง แต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกับที่ตัวเองรอคอยและตามหา 

“แต่มันจะมีความหมายอะไรล่ะ ถ้าไม่เคยรู้จักหน้าตากัน” ประโยคของเธอที่เขาจำได้ขึ้นใจ...

เธอได้กลับไปที่เคนยาอีกครั้ง กลับไปยังครั้งแรกที่เธอ search ชื่อตัวเองเล่นๆ บนระบบอินเทอร์เน็ตแล้วปรากฏชื่อและอีเมลล์ของเขาในนั้น แต่ครั้งนี้เธอกลับไปในร่างที่ไร้ลมหายใจ เขาไปเคนยาอีกครั้งเพื่อเคารพศพและไว้อาลัยให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย...

หญิงสาวผมยาวหยิกเป็นลอนดำขลับรับกับวงหน้าเรียวยาว ผิวสีน้ำผึ้ง ตากลมโต คนที่เขาเจอขณะที่รอเปลี่ยนเครื่อง คนเดียวกับที่เจอที่ร้านอาหารในโปตารา และคนเดียวกับที่เขาคุยอย่างถูกคอและให้นามบัตรไปเมื่อไม่นานมานี้ ผู้หญิงที่มีชื่อเล่นเขียนด้วยอักษรภาษาอังกฤษว่า พีเอเอ็น แพน แต่มีชื่อจริงคือ “กิรปัน” ชื่อที่แปลว่า กริช

บางครั้งการจากพรากก็มาถึงโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว
แม้กระทั่ง เอ่ยปากบอกว่า "ลาก่อน" ยังไม่มีโอกาสนั้นเลย... 
 
END. 

SHARE
Written in this book
D E S T I N Y
คุณเชื่อในพรหมลิขิต​มั้ยล่ะ
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments