2. I’ll not be far from you for long
นั่นเป็นเรื่องราวของปีที่ผ่านมา “กิรปัน” ไม่ได้รอเขากลับมา เพราะหน้าที่รับผิดชอบของเธอยังมีอยู่ แต่เธอมั่นใจว่าสักวันจะได้พบกัน เมื่อเธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่ยากที่จะมาหาในเวลาต่อไป...


เขากลับมาหลังจากที่รักษาตัวหายดีแล้วจากเหตุการณ์เครื่องบินตก เขาถูกส่งตัวไปรักษาในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์มากกว่า... และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทย นอกจากเรื่องงานแล้วเขาก็ยังได้รับรายงานที่นอกเหนือจากนั้น

“อาจารย์ครับ ก่อนที่อาจารย์จะไปเคนยา มีผู้หญิงคนหนึ่งมาพบครับ เธอฝากโน้ตไว้ให้อาจารย์ครับ” เขาคลี่กระดาษใบเล็กนั้นดู...

“ARCTURUS_KP” กิรปันตกใจกับสิ่งที่ได้รับ... เพราะนั่นอีเมลล์แอดเดรสของ ‘คนที่เขาไปตามหา’ นั่นเอง เขานึกถึงช่วงเวลาที่ไปตามหาเธอหลังจากติดต่อกับองค์กรกาชาดของเคนยาซึ่งเป็นหน่วยงานล่าสุดที่เธอประสานงานร่วม นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่เธอมาตามหาเขาเช่นกัน.. กิรปันยิ้มให้ตัวเอง.. เขา..จะไม่ปล่อยให้เธอไปไหนอีกแล้ว

....แล้วเขาก็ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงเธอ 
อันเป็นหนทางสื่อสารเพียงทางเดียวที่ทั้งคู่ใช้ติดต่อกัน...

“ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณอยู่บริเวณไหนของผืนโลก... ผมรู้แต่ว่าคุณเคยมาหาผมที่เมืองไทย ที่ทำงานของผม มันเป็นเวลาเดียวกับที่ผมไปตามหาคุณที่เคนยา (และเครื่องบินตก) แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะผมจะรอคุณอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหน จนกว่าคุณจะมา เพราะผมเชื่อว่าคุณจะต้องมา เมื่อถึงเวลาที่คุณจะมา” และจดหมายตอบกลับของเธอมีข้อความเพียงว่า...

“ฉันไม่เสียใจเลยที่ไม่ได้พบคุณ ฉันเชื่อว่านั่นเป็นเกมของพระเจ้า, สักวันฉันจะกลับไปเพื่อพบคุณอีก เหมือนที่คุณบอก... เมื่อถึงเวลา...”

* * * * *

ชีวิตยังดำเนินไป... มีจดหมายจาก ‘กิรปัน’ ทั้งสองบอกเล่าเรื่องราวสู่กันฟังดังเช่นเคยเป็นมา... แต่กิรปันหนึ่งนั้นเป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อมเพอร์เฟค ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ฐานะหรือกระทั่งหน้าตา...

“เจวาลิน” เป็นหญิงสาวที่เข้ามาในชีวิตของเขาเพราะพ่อแม่เห็นควรแล้วว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องมีครอบครัวเสียที เธอเป็นหญิงสาวที่ถูกเลือกแล้วว่าเหมาะสม เขาไม่ปฏิเสธไมตรีของเจวาลิน แต่ก็ไม่ได้ตอบรับอย่างเต็มใจนัก เขาไม่มีความจำเป็นต้องขัดใจพ่อกับแม่ และถึงแม้ในใจเขาจะมีกิรปันอยู่แต่เขาก็รู้ เธอเป็นเพียงใครคนหนึ่งที่อยู่ไกลแสนไกล เขาคงไม่มีวันทำให้เธอมา เพื่อ “อยู่ด้วยกัน” ได้ และเขาจะไม่ทำอย่างนั้นกับคนที่มีชีวิตแบบในแบบที่ตัวเองชอบ อย่างที่หญิงสาวคนนั้นกำลังเป็นอยู่..

กิรปันเป็นนักเดินทาง เธอทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยาก ความลำบากที่เธอมองว่าเป็นเรื่องสนุก และเธอก็มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่  เขามีชีวิตที่อยู่กับที่ แม้งานที่เขาทำจะเป็นการศึกษาในสิ่งที่กว้างกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่า เขากับเธอ...มี “โลกกว้าง” ของตัวเองที่แตกต่างกัน 

“ปันคะ เราไปเที่ยวกันไหมคะ ซัมเมอร์นี้ลินพักร้อน” เจวาลินเพียร... ที่จะสร้างสัมพันธภาพระหว่างเขาและเธอให้ดีขึ้น เธอพยายามก่อกองทรายริมทะเลที่คลื่นแรง...

“คุณอยากไปไหน” ขณะพูดก็ไม่ได้ละสายตาจากงานที่วางอยู่ตรงหน้านั้นเลย

“ปารีสไหมคะ” หญิงสาวที่เรียกอย่างเต็มปากได้ว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ถามต่อ...

“ผมอยากไปธิเบต” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาจึงเอ่ยชื่อดินแดนเล็กๆ บนยอดหิมาลัยนี้ขึ้นมา... เขาเคยไปที่นั่นแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ธิเบตก็ไม่ได้ทำให้ประทับใจมากมายนัก อาจจะเพราะดินแดนบนเทือกเขาแห่งหิมาลัยแห่งนี้ถูกรุกล้ำจากนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติ เสียจนมองไม่เห็นความเป็น ‘พื้นเมือง’ ที่แท้จริงเสียแล้ว ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสินค้า เป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมและจับจ่าย... เขานึกอยากให้ธิเบตกลับไปเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น ไม่มีโคคาโคล่า ไม่มียาฮู และไม่มี สายการบิน... เมืองเล็กๆ นี้คงน่าอยู่ไม่น้อย

“งั้นเราไปธิเบตแล้วค่อยไปปารีสต่อดีไหมคะ” เจวาลินเป็นหญิงสาวที่ใจกว้างพอสมควร เธอเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ และไม่เอาแต่ใจ นั่นทำให้เขายอมรับในตัวเธออยู่บ้าง แม้จะยังไม่ถึงขั้นรัก แต่ก็ถือว่าเจวาลินสอบผ่าน

ที่โปตารา  ในร้านอาหาร, เขาได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่ข้าม และกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับโน้ตบุ้ค ตรงหน้า เธอไม่สนใจสิ่งใดในรอบๆ ข้าง เขาลอบมองเธอบ่อยครั้งในความรู้สึก ‘ถูกชะตา’ เหมือนรู้จัก แต่ไม่รู้จัก เหมือนเคยพบ... อาจจะเคย... แต่ที่ไหนล่ะ? หรือต่อให้เคยพบแต่ไม่รู้จักก็ไม่มีเหตุผลที่จะทักทาย เขามองเธอนานจนเจวาลินต้องเอี้ยวตัวกลับไปมองบ้าง...

“คุณมองเธอเหรอคะ... เธอเหมือนคนไทยนะคะ” เจวาลินเอ่ยขึ้นเมื่อหันกลับมา

“เอเชียน่ะ แต่ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นฟิลิปปินส์” เขาออกความเห็น หญิงสาวผมยาวหยิกเป็นลอนดำขลับรับกับวงหน้าเรียวยาว ผิวสีน้ำผึ้ง ตากลมโต ดูแล้วไม่เหมือนคนจีนหรือญี่ปุ่น แต่คล้ายคนไทย หรือไม่ก็ ฟิลิปปินส์ มากกว่า เขาละความสนใจจากเธอเพียงนั้น และหันมาคุยกับคนที่อยู่ตรงหน้า
 
เจวาลินเป็นนักฟิสิกส์ ซึ่งงานวิจัยระดับปริญญาเอกที่เธอกำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน เจวาลินเป็นคนสวย ฉลาด และหากจะว่าไปแล้วเธอเหมาะสม อย่างไม่มีข้อแม้ที่จะมาเป็นคู่ครอง เขายังไม่ได้เล่าเรื่องเจวาลินให้กิรปันฟังทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ส่วนไหนของโลก... เอาไว้กลับเมืองไทยแล้วเขาจะเล่าเรื่องผู้หญิงที่เขาต้องแต่งงานด้วยให้เธอฟัง... ทางอีเมลล์

บางทีการเดินทางไปหาเธอที่เคนยาครั้งนั้นอาจพิสูจน์แล้วว่า เขาและเธอไม่อาจได้พบเจอ และเป็นคู่ครองกันจริงๆ เพราะมันช่างบังเอิญเหลือเกินที่ทั้งเขาและเธอออกเดินทางจากที่ที่เคยอยู่เพื่อไปตามหาซึ่งกันและกัน แต่ทั้งคู่ก็คลาดแคล้วที่จะได้พบกัน โชคชะตาอาจกำหนดมาแล้วให้เป็นเช่นนั้น เขานึกถึงหญิงสาวที่พบระหว่างการเดินทางไปเคนยาครั้งนั้น หญิงสาวผมยาวดำขลับหยิกเป็นลอน ตากลม ผิวสีน้ำผึ้ง คนที่บอกเขาว่า

“เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรที่พรหมลิขิตกำหนดมาแล้วได้” นั่นเอง, เขานึกออกแล้วว่าเคยเจอผู้หญิงคนนั้นที่ไหน... แต่ช้าไปเพียงเสี้ยวนาที เพราะเธอเช็คบิลและเดินออกจากร้านไป ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยทักทาย...

“เธอเป็นคนไทยน่ะ” เขาบอกเจวาลิน หลังจากที่หญิงสาวผมยาวคนนั้นเดินลับตาไป

“ผมเคยเจอเธอตอนเปลี่ยนเครื่อง เมื่อปีก่อน ตอนไปเคนยา” เขาบอกก่อนที่เธอจะเอ่ยถาม...

“คุณจำคนเก่งจังนะคะ ปัน” เขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะจำใครได้ ทั้งๆ ที่มันก็นานมาแล้ว การพบเจอเพียงไม่กี่นาที ไม่น่าทำให้เขาจำได้ด้วยซ้ำ อาจจะเพราะบุคลิกของเธอก็ได้ ที่ทำให้เขาจำได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่คนเคยพบกัน ไม่ได้สำคัญอะไรนัก ไม่ได้รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยจนต้องเดินตามออกไปเพื่อทักทาย 

“เธอ” กลับเมืองไทยหลังจากไปที่พระราชวังโปตาลาเพื่อติดตามเรื่องการลี้ภัยของลามะท่านหนึ่งในอินเดีย... และครั้งนี้เธออยู่เมืองไทยนานกว่าทุกคราวที่มา เพราะเหตุการณ์อุบัติภัยทางธรรมชาติคลื่นยักษ์ Tsunami ที่เกิดขึ้นกับภาคใต้ของเมืองไทย กิรปันกับทีมงานของเธอเป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวต่างชาติ และเธอหมายมั่นว่าถ้าเสร็จงานแล้ว เธอจะแวะไปหาชายหนุ่มคนนั้นก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองดาลัด ประเทศเวียดนาม...

ขณะเดียวกัน คนที่เธอนึกถึงนั้นกำลังเดินเลือกน้ำหอมในห้างสรรพสินค้าเลื่องชื่อของฝรั่งเศส แม้เขาจะอยู่กับเจวาลิน ยังอดนึกไม่ได้ว่า หญิงสาวที่ชื่อเหมือนเขาจะเหมาะสมกับน้ำหอมกลิ่นไหน 

...เธอกับเขา... “คลาด” กันอีกครั้งแล้ว... 
 
เขาหยิบน้ำหอมขึ้นมาดมดูกลิ่น... แล้วเลือกมาหนึ่งขวด เจวาลิน จึงทักขึ้น

“ซื้อไปฝากใครเหรอคะ” เขาไม่เคยบอกเจวาลินเรื่องผู้หญิงที่ชื่อเหมือนเขา เขาไม่อยากให้เธอคิดว่าเขาเป็นพวกงมงายและหัวโบราณที่เชื่อในเรื่องบุพเพสันนิวาส เจวาลินเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ เธอเชื่อว่าความรักเกิดจากการได้เรียนรู้กันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ เขาเองก็เชื่อเช่นเดียวกับเธอ แต่... คนที่ทำให้เขาเกิดความรักตอนนี้ ยังไม่ใช่เจวาลิน ทั้งๆ ที่ เขากับเธอก็เรียนรู้ซึ่งกันและกันมาพอสมควร แต่เธอก็เป็นเพียงคนที่เขา ‘สนิทสนม’ ไม่ใช่คนที่ ‘สนิทใจ’ เธอไม่สามารถทำให้เขารู้สึกอยากปกป้องดูแลและมอบความเชื่อมั่นให้เลย เขารู้ว่าเธอเองก็ไม่แตกต่างกันนัก... เธอไม่ได้รักเขาแต่เธอก็ไม่ขัดใจพ่อกับแม่ และเมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมีเกียรติยศชื่อเสียง หน้าตาในสังคม และทั้งสองครอบครัวก็ยังเกื้อกูลกันอยู่ ผู้เป็นลูกจึงเพียงต้องทำตาม...

ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิทั้งสิ้นแล้ว ทั้งเขาและเธอก็ไม่อยู่ในสถานภาพที่จะมา “วีน” เอากับผู้ใหญ่ที่จับทั้งคู่ “คลุมถุงชน” ในปีศักราชที่เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดนี้

“อืมม์... แค่เผื่อไว้น่ะ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ให้ใครหรือเปล่า” เขาสั่งห่อของขวัญเรียบร้อย และเก็บมันลงกระเป๋า

ทั้งที่เขาและเธอนั้นแทบจะก็ไม่ได้รักกันเลย แต่ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทำให้ทั้งเขาและเจวาลิน ก็ยังคบหากันดีอยู่ เธอเป็นเพื่อนที่เขาบอกเล่าเรื่องราวหลายเรื่องให้ฟังได้...

“คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหมลิน” เขาถามเธอ ระหว่างเดินทางกลับเมืองไทย

“ปันจะหัวเราะเยาะไหมล่ะ ถ้าลินบอกว่าเชื่อ เพราะเรื่องแบบนี้อธิบายในหลักทางฟิสิกส์ไม่ได้”

“ไม่หรอก, เพราะผมเองก็เชื่อ”

“แล้วคุณคิดว่าเรื่องของเราเป็นเรื่องของพรหมลิขิตไหม” เขาถาม

“พ่อแม่ลิขิตมากกว่าค่ะ” เจวาลินหัวเราะ แล้วพูดต่อเมื่อเห็นเขาเงียบ

“แต่เรื่องของพรหมลิขิต กับเรื่องของความรัก มันคนละเรื่องนะคะ เราอาจจะรักใครสักคน แน่นั่นไม่ได้หมายถึง
เขาคือคนที่พรหมลิขิตกำหนดมาให้” เธอย้ำ เขาไม่ต่อความ แต่เส-มองออกนอกหน้าต่างเครื่องบิน คิด... พรหมลิขิต กับความรัก ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แล้วเขารู้สึกกับหญิงสาวที่มีชื่อเหมือนกัน... แบบไหน? กิรปันไม่แน่ใจตัวเอง...

* * * * *

อีกครั้งสำหรับการ ‘คลาด’ ที่จะพบกิรปัน นักวิทยาศาสตร์นั้นอยู่บนเครื่องบิน มีหัวข้อสนทนากับคนที่นั่งเคียงข้างว่าด้วยเรื่องของ ‘พรหมลิขิต’ ขณะที่กิรปันอีกคนนั้น กำลังผลักประตูกระจกใสของสำนักงานคณะพันธุวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นมาเพื่อพบเขา...

คนที่มาต้อนรับไม่ใช่คนเดิมแล้ว แต่ประโยคเดิมที่ได้รับคือเขาไม่อยู่ ข้อความที่เธอฝากไว้ก็ยังเป็นข้อความเดิม...

“ARCTURUS_KP” อักษรเขียนด้วยลายมือเพียงไม่กี่ตัวสั้นๆ บนกระดาษโน้ต  เป็นอีเมลล์แอดเดรสของเธอ ซึ่งใช้ติดต่อกับเขา นั่นหมายถึงมีเพียงเขากับเธอเท่านั้นที่รู้ว่า ตัวอักษรดังกล่าวนี้มีความหมายอย่างไร 
“ฝากด้วยนะคะ....ดิฉันคงไม่ได้อยู่รอพบ”

“นัดไว้ก็ได้นะคะ จะลงตารางนัดไว้ ด๊อกเตอร์กลับมาจะเรียนให้ทราบทันทีเลยค่ะ” เจ้าหน้าที่คนใหม่มีน้ำใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่ธุระด่วนอะไร ขอบคุณมาก สวัสดีค่ะ” แล้วเธอก็จากมา... อีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกผิดหวังในความตั้งใจ... เธอไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้กลับเมืองไทย และอีกนานแค่ไหนจะมีโอกาสได้พบ...

หญิงสาวไม่รู้เลยว่า การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของเขานับตั้งแต่ไปตามหาเธอที่เคนยานั่นแหละ หลายครั้งที่เขามีหน้าที่ต้องไปสัมมนาและอบรมดูงานที่ต่างประเทศ แต่ชายหนุ่มก็มักจะปฏิเสธการเดินทางในทุกครั้ง โดยให้ผู้ช่วยไปแทน หรือไม่ยื่นข้อเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาเสียเอง เพราะอย่างน้อยถ้าเธอมา ก็มีโอกาสที่จะได้พบ...

แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาอีกครั้งเมื่อได้รับโน้ตที่มีข้อความเหมือนเดิม เขารู้ว่าเธอมาหาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ คนที่อยู่เคียงข้างเขาคือ เจวาลิน...

“กระดาษใบนั้น คืออะไรคะ?” เขายื่นให้เจวาลินดูกระดาษโน้ตที่มีอักษรเขียนด้วยลายมือแผ่นนั้น และเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขาให้หญิงสาวผู้ที่บัดนี้กลายเป็น ‘คู่หมั้น’ อย่างถูกต้องตามประเพณีแล้ว.../ Next 3. 


ดาริกามณี
SHARE
Written in this book
D E S T I N Y
คุณเชื่อในพรหมลิขิต​มั้ยล่ะ
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments