วิชาลำบาก VS วิชาปล่อยวาง
มีคนชอบบอกว่า "หากชีวิตไม่เจอความทุกข์ถึงขั้นสุด
เราจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหัวใจเรารับมือกับทุกข์นั้นได้ดีแค่ไหน" 
เหมือนนักวิ่งที่ไม่เคยวิ่งฟูลมาราธอน
เลยไม่รู้ว่ากล้ามขาของตัวเองแข็งแรงพอที่จะวิ่งหรือเปล่า
ตอนนี้ชีวิตของฉันเป็นแบบนั้น... 

 
สิ่งที่ฉันเจอไม่ใช่ทุกข์ทางกาย, ไม่ใช่ทุกข์ที่จับต้องได้
แต่เป็นทุกข์จากความคาดหวังในตัวเองที่กินระยะเวลาป่วยมาแรมปี
ถ้าเทียบก็เหมือน 'ผู้ป่วยติดเตียง' ที่เจอสิ่งกระทบทั้งกายใจ
ฉันไม่รู้ว่าทุกข์นั้นมันกินระยะเวลานานและสิ่งผลกระทบต่อชีวิตเช่นไร
จนกระทั่งแฟนของฉันเดินมานั่งคุยกับฉันในวันนึง
ประมาณว่าไม่อยากให้ฉันตกอยู่ในสภาวะนี้นานไปแล้ว
เราจะมาช่วยกันแก้ไขยังไงดี 
ฉันนิ่งก่อนจะพูดว่า
"เราว่าเราเป็นคนที่เศร้าเกินไป" 
ฉันตอบแฟนในวันนั้นทั้งน้ำตา มันไม่ใช่น้ำตาแห่งการเรียกร้องความสนใจ
หรือน้ำตาแห่งการระบายอารมณ์ความรู้สึก
แต่มันคือน้ำตาที่อยากบอกคนตรงหน้าว่า
ไม่อยากเป็นคนที่สร้างภาระทางใจให้เธอต่อไปอีกแล้ว
"บางทีเราก็ไม่อยากคบกับเธอต่อไปเลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดี
แต่เราไม่อยากเอาพื้นที่ของความเศร้าไปกลืนชีวิตที่ดีอยู่แล้วของเธอเลย"
ฉันพูดด้วยน้ำตาอีกครั้ง 


จบประโยค แฟนเงียบไม่มีเสียงอะไรตลอดจนสองนาที
ก่อนที่น้ำตาของของคนตรงหน้าจะไหลช้าๆ
 "ถ้าเธอไม่รักตัวเธอเอง ก็ขอให้รู้ว่ามีคนที่เขารักเธอมาก…ไม่เป็นไร...” 
และมากอดฉันไว้ กอดนั้นเป็นกอดที่ร้อยที่ฉันรับรู้ว่าจะลองลุกขึ้นมาอีกสักตั้ง



โรคที่ฉันเป็นอยู่คือโรคทางใจ โรคความคาดหวังกับตัวเองสูงไป
ตั้งแต่เด็กฉันเป็นเด็กเรียนกลางๆ แต่ตั้งใจสูง
ฉันเป็นเด็กมองโลกแง่บวกมาก แม้ที่บ้านจะไม่มีเงินส่งเรียน
ฉันคิดว่าไม่เป็นไร และเชื่อสุดใจว่าฉันต้องได้เรียนที่ดีๆ
มีอนาคตที่ดี เครื่องมือที่ใช้ผ่านความยากลำบากช่วงนั้นไปคือ 'ความอดทน'
ฉันเป็นคนที่ความอดทนและพยายามสูงเป็นที่หนึ่ง
อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ก็อ่านซ้ำ
ไม่มีเงินเรียนก็พยายามไปทำงานพิเศษ
ไม่เข้าใจอะไรก็ถามซ้ำๆ ไม่เคยกลัวโง่เลยสักครั้ง
ฉันเลยผ่านเรื่องราวที่เหมือนจะยากไปด้วยคำสองคำนี้
 "ความอดทนและความพยายาม" 

แต่พอโตขึ้นชีวิตเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เหมือนเล่นเกมมาริโอ้แล้วเราเจอด่านที่ยากขึ้น
สเต็ปการแก้ปัญหาเพื่อให้ผ่านด่าน 
มันไม่ใช่การกระโดดเหยียบเต่าหรือกินเห็ดเพื่อให้ตัวโตเหมือนเดิมอีกแล้ว

โจทย์ชีวิตยากตามการเติบโตของชีวิต
ที่ผ่านมาฉันพยายามใช้ 'เครื่องมือเดิม' ในการแก้ปัญหามาตลอด
นั่นคืออดทนๆๆๆ พยายามๆๆๆ...
แต่สุดท้ายก็เหมือนซิซิฟัส (คนกลิ้งหินขึ้นภูเขาในตำนานกรีก)
ที่กลิ้งหินถึงยอดภูเขาแล้ว หินก็ร่วงกลับมาให้กลิ้งเรื่อยๆ
ฉันเริ่มเหนื่อย หมดแรง...สุดท้ายก็เริ่มสิ้นหวังในตัวเอง
และพอความสิ้นหวังกินระยะเวลานาน ฉันก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
วันหนึ่งแฟนฉันมาบอกว่า 
"ที่ผ่านมาเธอใช้เครื่องมือเดิมในการแก้ปัญหา
ตอนนี้ต้องฝึกใช้เครื่องมืออันใหม่แล้วนะ"
ฉันถามต่อว่าเครื่องมือนั้นคืออะไร แฟนยิ้มและบอกว่า "การปล่อยวาง" ไง



เหมือนตัวละครจะซาโตริ เพราะที่ผ่านมาฉันไม่เคยผ่านด่านการใช้เครื่องมือนี้มาก่อน
ถ้าเทียบเป็นเกม ฉันคือ 'เดอะแบก' 
ที่รู้สึกว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปเพราะความอดทนและพยายามของตัวฉันเอง 
ฉันเลยพยายามทำนั่นนี่ให้สุดสปีด แบกและขยันให้ให้มากที่สุด
แต่เพราะชีวิตมันไม่มาถึงด่านที่เรียกว่า 'ความปล่อยวาง' 
หมายถึงเรื่องบางเรื่องไม่สามารถเอาชนะได้ด้วย 'การเอาชนะ' 
 แต่ต้องชนะด้วย 'การไม่ชนะ' 
ฉันอ๋อเลย ที่ผ่านมาเราใช้มือ (ที่เรียกว่าความอดทนและพยายาม) ขุดดินมาตลอดเลยเหรอเนี่ย  
มันเลยเหมือนวัวกระทิงที่วิ่งชนกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชีวิตมีหลายสเตจ
บางจังหวะอาจเป็นเหมือนดินที่ต้องรอให้คนมารดน้ำ ใส่ปุ๋ย
บางจังหวะเราอาจจะต้องเป็นเหมือนรถทามิย่าที่พุ่งเข้าใส่เป้าหมาย
บางจังหวะอาจเป็นเหมือนน้ำ ที่ค่อยๆ ไหลและนิ่งไปตามชีวิต
และสุดท้าย บางทีชีวิตอาจเป็นเหมือนใบไม้ที่ร่วงลงดิน
และค่อยๆ สูญสลายไปตามธรรมชาติ



ชีวิตก็เป็นเช่นนี้
แม้ขึ้นสู่จุดสูงสุด
สุดท้ายก็ลงสู่สามัญ
พอคิดได้ดังนี้
เหมือนวางเป้ลงจากบ่า
ชีวิตก็เบาขึ้นเยอะเลย





SHARE

Comments

Bink
6 months ago
การปล่อยวางคือที่สุด
Reply
Looksorn
6 months ago
จริงมาก แต่ยากสุดนะ