สรุปหนังสือ China 5.0, อาร์ม ตั้งนิรันดร
หนึ่งปีของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน และการเติบโตแบบทบต้นสามารถสร้างความแตกต่างได้ในระยะยาว
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของจีนในรอบ 30 ปี รวดเร็วแซงหน้าหลายประเทศ จากประเทศยากจนที่สุดในเอเชียสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก

หลายประเทศเมื่อเติบโตถึงจุดนึงก็จะอิ่มตัว ซึมเซา Paul Romer นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังกล่าวว่า นักเศรษฐศาสตร์สมัยนี้ชอบแนะนำนโยบายเล็กๆน้อยๆ ปรับดอกเบี้ย, อัดฉีกเงิน มักขาดคนกล้าที่จะผ่าตัดประเทศด้วย Big Data เพื่อสร้างการเติบโตระลอกใหม่

สีจิ้นผิง ผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีน เลือกทำสิ่งนั้น แทนที่แนวทางแบบละมุนละม่อมของผู้นำคนก่อน หรือการปฏิรูปให้เป็นประชาธิปไตยอย่างตะวันตก เขาเลือกแผนรวบอำนาจรวมศูนย์ ประกาศแผน AI2030 พลิกโฉมให้จีนกลายเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สีจิ้นผิงเป็นลูกผู้นำ (รองนายกสมัยเหมาเจ๋อตุง) ที่เริ่มต้นทำงานในกองบัญชาการทหารสูงสุดเพราะพ่อใฝฝากให้ แต่เขากลับเลือกจะอาสาไปทำงานชนบท และค่อยๆไต่เต้า ตามระบบพรรค ทำให้ในที่สุดเขามีประสบการณ์รอบด้านทั้งทางทหาร การบริหารงานในมณฑลยุทธศาสตร์และทณฑลเศรษฐกิจ และกลับเข้ามาขึ้นแท่นรัชทายาทผู้นำจีน

เป็นการเติบโตอย่างมีแผนการและทะเยอทะยาน
เพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่งของสีกล่าวว่า “สีจิ้นผิวเป็นคนยิ้มง่าย แต่เป็นคนที่อ่านยาก เขาไม่เคยเปิดไพ่ในมือจนกว่าจะจบเกม”

สีจิ้นผิวพาตัวเองขึ้นสู่อำนาจแบบฉายเดี่ยว ปิดกั้นเสรีภาพ และแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อครองตำแหน่งอย่างไม่มีกำหนด ตอนเขาเริ่มต้น มีสองค่ายใหญ่ในจีนคือค่ายของปธน.หูจิ่นเทาและเจียงเจ๋อหมิน เขาไม่ได้สังกัด 2 ค่ายโดยตรง หลายคนคิดว่าสีจะเกรงใจและประนีประนอม ตรงข้าม สีเริ่มมหกรรมปราบคนโกงอย่างรวดเร็ว ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ และยังเป็นการสลายขั้วการเมือง (หลายคนวิจารณ์ว่าเป็นการกำจัดศัตรูทางการเมือง) รวมไปถึงการปฏิรูปกองทัพ
สีมีนโยบายรวมอำนาจเข้าศูนย์กลาง จากที่ก่อนหน้านี้เติ้งเสี่ยวผิงดำเนินนโยบายเปิดและปฏิรูปมานาน เป็นการปฏิรูปเพื่อแก้ไขเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากมานาน คือการแก้ปัญหาการคอรัปชันรุนแรงของนักการเมืองท้องถิ่น ต่อสู้กับทุนนิยมอุปถัมพวกพ้วงของวิสาหกิจที่ได้เปรียบจากการอุดหนุนของรัฐบาล
สีปิดกั้นค่านิยมตะวันตก, จับกุมทนายความสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลจีนคุมสื่อและสารอย่างรัดกุม สร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง จริงจังเกลียดคนโกง ปลุกกระแสชาตินิยม ปิดข่าวแง่ลบของผู้นำ และใช้กลยุทธ์กองทัพนักโพสท์ในการกลบความเห็นแง่ลบใน Social Media เพราะงานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ชี้ว่า “ปริมาณสำคัญกว่าข้อมูล” และยังใช้ Market Research รวบรวมข้อมูลความต้องการและความนิยมของประชาชน พัฒนาเป็นระบบ Big Data

บางคนตั้งคำถามว่าระเบิดเวลาคือสีจิ้นผิงกำลังสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายเพราะแม้วันนี้เราอาจไว้ใจสี แต่เราจะไว้ใจผู้นำสูงสุดถัดจากสีได้อย่างไร

- คนจีนมีมุมองต่อสีจิ้นผิงหลากหลายผู้เขียนยกตัวอย่างเพื่อนที่เรียนที่อเมริกา มีทั้งคนที่ไม่แคร์ เพราะการเมืองจีนเป็นเรื่องไกลตัว คนจีนสนใจปากท้องเป็นอันดับแรก และไม่สามารถวิจารณ์ผู้นำได้ และไม่รู้จะวิจารณ์อะไรด้วย เพราะการต่อสู้ในพรรคเป็นเหมือนกล่องดำที่ไม่มีใครรับรู้, รับได้เพราะคิดว่าระบบจีนเหมาะกับสังคมจีนที่ใหญ่และซับซ้อน, บูชาท่านประธานสี, ฝ่ายหัวก้าวหน้าบางส่วนอึดอัดเพราะสังคมจีนเป็นภาพมายา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่โดยรวมสีจิ้นผิงค่อนข้างได้รับความนิยมสูงจากคนจีน

- กุนซือใหญ่ของสีจิ้นผิงชื่อ หวางฮู่หนิงเป็นนักวิชาการคนแรกที่ก้าวขึ้นเป็น 1 ในคณะผู้นำสูงสุดของจีน โดยไม่ผ่านประสบการณ์การบริหารกระทรวง, มณฑลใดๆ
หวางฮู่หนิงเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการที่หนุนแนวคิด Neo-Authonitarianism ซึ่งสนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่มองว่าต้องรวมศูนย์อำนาจถึงจะทำได้
ในด้านเศรษฐกิจ ศ.เหยาหยาง นักเศรษฐศาสตร์ ม.ปักกิ่งสรุปความสำเร็จของจีนไว้ 3 ข้อ
1. รัฐบาลจีนเป็นนักปฏิบัติและทดลอง ทำไปแก้ไป
2. จีนตอนเริ่มต้นพัฒนายังไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ขัดขวาง (เพราะตอนเติ้งเสี่ยงผิงเริ่มนโยบายเปิดและปฏิรูปแทบทุกคนยากจนหมด แทบไม่มีนายทุนเพราะเป็นช่วงยุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรม)
3. การกระจายอำนาจการคลังให้รัฐบาลท้องถิ่น

- สีจิ้นผิงประกาศว่าจะพาจีนบรรลุความทันสมัยภายในปี 2035 ซึ่ง”ความทันสมัย”นี้มีที่ทางอันคดเคี้ยวในประวัติศาสตร์จีนมายาวนาน ทั้งช่วงหลังแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่น, แพ้ญี่ปุ่นก็มาทบทวนตัวเองเพื่อปฏิรูป, การปฏิรูป 100 วันของจักพรรดิกวางซี่, การรณรงค์ของปัญญาชนช่วงหลังปฏิวัติซินไฮ่

- สีจิ้นผิงชอบพูดถึง Supply-Side Economics ซึ่งนักวิชาการตั้งชื่อว่า Xiconomics จากที่ก่อนหน้าหูจิ่นเทาเน้นด้าน Demand-side เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เกิดปัญหาส่งต่อมาตอนยุคสีจิ้นผิง Xiconomics เน้นแก้ปัญหาการผลิตส่วนเกิน ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมวัฒนธรรมผู้ประกอบการ เพราะถ้าภาคอุปทานดี ก็จะยกระดับให้ประชาชนอยู่ดีกินดีตามไปด้วย สีประกาศแผน Made in china 2025 คือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรมที่จะเน้น เช่น หุ่นยนต์, รถยนต์พลังงานสะอาด, เทคโนโลยีสารสนเทศ

- ในวงวิชาการจีนมีการดีเบตอย่างเข้มข้นของการเอาหรือไม่เอายุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ฝั่งเอาบอกว่าควรเลือกอุตสาหกรรมให้ถูกและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุดแรกกล้าเสี่ยงเข้าไปเล่นในตลาด แต่ฝั่งไม่เอาบอกว่าไม่มีใครรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนจะเวิร์ก และความกล้าเสี่ยงเป็นคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ไม่ต้องมีอะไรมากระตุ้น

- ยุทธศาสตร์ Jin -Jin -jit (Beijing-Tianjin-Hebei) คือแนวคิดการเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการจับกลุ่มคลัสเตอร์เมืองในพื้นที่เดียวกัน สร้างระบบรางให้เชื่อมกันเหมือนเป็นเมืองเดียว เพราะพลังความเป็นเมืองจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ค่อพอคนเยอะขึ้น ขนาดหน่วยผลิตใหญ่ขึ้น ก็เป็นการประหยัดจากขนาด (Economy of scale) การรวมตัวกันของธุรกิจในเมืองจะสร้างการแข่งขันทำให้สร้างการประหยัดจากการรวมตัวกัน (Economic of Aggiomeration)
หลังจากนี้มีประกาศจะสร้างคลัสเตอร์อีก 11 คล้สเตอร์

- One Belt One Road “เส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่21” คือการพัฒนาการเชื่อมโยงเพื่อเชื่อมจีนกับโลก

- จีนเข้ากว้านซื้ออสังหาใน Newyork ในราคาสูงจนเกิดคำว่า China Price คือการซื้อแพง แต่ทุนจีนหนาและตั้งใจลงทุนยาว พร้อมลงทุนและพัฒนาไม่ใช่นักลงทุนเก็บกำไรถือสั้นเหมือนนักลงทุนท้องถิ่น

- นักวิชาการฝรั่งบางท่านเตือนว่าระวัง AI และ Big Data จะนำไปสู่จุดจบของโลกเสรีประชาธิปไตย (ดูอย่าง Google และ Facebook ซึ่งมีพลังในการโน้มน้ามความคิดคนได้

- จีนประกาศแผนใหญ่ AI 2030 คือจะก้าวเป็นผู้นำโลกด้าน AI ในปี 2030 AI คือการสอดประสานกันของ 3 พลังคือ Computational Power, Big Data, Algorithm

ถ้าเทียบกับอเมริกา ยังเหนือกว่าจีนทั้ง Computational Power และ Algorithm แต่จีนมี Big Data เหนือกว่าเพราะประชากรมากสุด ข้อมูลคุณภาพถูกเก็บไว้ในรูปดิจิทัลมหาศาลแถมไม่มีกฏเกณฑ์ เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุมเหมือนตะวันตก
บ.เทคโนโลยีใหญ่ของจีนได้แก่ Alibaba, Tencent, Baidu

Baidu มี Baidu Brain ที่ Robin Lin ประกาศทุ่มสุดตัว All in AI กลยุทธ์หนึ่งคือการเร่งผลิตสินค้าใหม่โดนประสาน Partner ผู้ผลืตต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคเหมือนที่ Amazon ซึ่งมีลำโพง Echo จึงกลายเป็นผู้นำด้าน AI
ทั้งยังดึงตัวบุคลากรระดับโลกทั้ง Andrew Ng อดีตผอ AI Lab ของสแตนฟอร์ด และผู้ก่อตั้งทีม Google Brain และได้ตัวฉีลู่อดีตหัวหน้าหน่วย AI ของ Microsoft
และ Baidu ยังมีโปรแกรมอบรมสร้างนักวิทยาศาตร์ AI ภายใน 6 เดือน

- Alibaba มีสถาบัน Damo (ตั๊กม้อ) ที่เน้นศึกษาเรื่อง AI สิ่งที่Alibaba เหนือกว่า Amazon คือมีฐานข้อมูลการจับจ่ายของคนทั้งในแพลทฟอร์ม Alibaba, Taobao, Tmall, Feizu, Youkuในโลกออฟไลน์ด้วยเพราะมี Alipayในขณะที่ Amazon มีแค่ข้อมูลออนไลน์จาก
นอกจากนี้ด้วยต้นทุนด้านการผลิต, จำนวนคน และ Ecosystem ทางเทคโนโลยี ทำให้ Startup เติบโตในจีน และมี Unicorn จีนมากถึง 96 จาก 276 ทั่วโลก
Startup หลายรายพอเริ่ม Success ก็จะเริ่มเดินหน้าบุกนอกเพื่อชนะในด้วยการไปลงทุนที่สหรัฐ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะ แต่เพื่อดึงเทคโนโลยี

- QR Code ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ในการชำระเงินที่แตกต่างจากโลกตะวันตก

- Alibaba ได้สร้างประสบการณ์ New Retail แบบใหม่ พลิกโฉมโชห่วยให้ทันสมัย สั่งซื้อได้จาก Tmall, พลิกโฉมซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดตัว Hema ดูข้อมูลในแอป, สั่งสินค้าออนไลน์ สั่งอาหารสดไปกินที่บ้านได้, ร้านสะดวกซื้อ Tao Cafe (คล้าย Amazon Go), ห้าง More Mall ที่ใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้าเรียกว่า ยิ้มแล้วจ่าย

- คนจีนรุ่นใหม่ รุ่นเกิดปี 1995 คือคนที่เกิดมาพร้อมความสะดวกสบาย และมีความมั่นคงทางการเงิน พวกเขากล้าเสี่ยงกล้ากู้เงินมาใช้ รักสนุก 
SHARE

Comments

Papilion
8 days ago
หนังสือ เป็นเพียงการเล่า บอกกล่าว เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับจีน หรือมีเป้าประสงค์ หรือประเด็นอื่นๆ หรือสิ่งที่ต้องการสื่อ ฯลฯ หรือเปล่าครับ?
Reply